thansettakij
thansettakij
วิสัยทัศน์เพื่อผลักดันงานวิจัย สู่ประโยชน์เชิงพาณิชย์(1)

วิสัยทัศน์เพื่อผลักดันงานวิจัย สู่ประโยชน์เชิงพาณิชย์(1)

18 ก.ค. 60 | 23:50 น.
เมื่อถามถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จมีอย่างไรบ้าง ในการขับเคลื่อนงานวิจัยที่ถูกกล่าวหาว่าทำแล้วขึ้นไปอยู่บนหิ้งให้นำมาใช้ประโยชน์ได้นั้น จากการที่ได้เข้าไปมีส่วนในแวดวงการให้ทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัยมาเป็นระยะต่อเนื่องกว่า 7 ปี พอจะสรุปแนวคิดจากประสบการณ์และมุมมองส่วนตัวออกเป็นคำตอบ 10 ประการได้ดังนี้

1.พักความคิดเชิงเดี่ยวไปก่อน ให้ความสำคัญกับการผสมผสาน

สำหรับงานวิจัยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ แหล่งทุนอาจมุ่งมั่นให้ทุนสำหรับการต่อยอดการวิจัยให้เข้าสู่หรือไปถึงองค์ความรู้เฉพาะทางขั้นสูงทางวิทยาศาสตร์ (vertical structure) แต่หากได้แนวคิดจากนักพาณิชยศาสตร์ นักรัฐศาสตร์นักสิ่งแวดล้อม นักมานุษยวิทยา หรือผู้คนทั่วไป (generalist) ผสมผสานกันมาให้มุมมองต่อผลงานวิจัยชิ้นนั้นๆ ก็จะเกิดการคลี่คลายขยายผลการนำผลงานไปใช้ได้โดยเกินคาดหมาย เพราะคนกลุ่มนี้มีความรู้ในแนวนอน (horizontal view) ผ่านประสบการณ์คนละด้านที่แตกต่างกันและมีความต้องการไม่เหมือนกันนี้ จะสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่แตกต่างไปแก่นักวิทยาศาสตร์ได้ เปรียบเสมือนฝ่ายผลิตได้ฟังความต้องการของตลาดฉะนั้น

อนึ่งการรับฟังความต่างนี้จะส่งผลให้เกิดการแตกแขนงทางปัญญาและจินตนาการการปรับใช้อย่างพ้นขีดจำกัดดังเกิดขึ้นแล้วกับปรากฏการณ์ LUNAR SOCIETY ณ เบอร์มิงแฮม ในสหราชอาณาจักร ที่มีการพบกันระหว่างนักวิทย์ และนักอุตสาหกรรม อย่าง Priestley, Darwin, Josiah Wedgwood, James Watt และ William Withering

2.อย่าเพิ่งวิ่งไล่หาความสมบูรณ์แบบ

หลายครั้งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการความสมบูรณ์แบบจากงานวิจัย ทว่าหลายครั้งเช่นกันที่นักพาณิชยศาสตร์คงทำมาค้า ขายเพียงเฉพาะส่วนที่งานวิจัยสำเร็จผล เกิดเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้า เกิดการจ้าง งาน มีการขับเคลื่อนฟันเฟือง การผลิตการขายได้ไปพลางก่อนระหว่างรอการพัฒนาความ สมบูรณ์แบบ
ในเขตประเทศประเทศหนึ่งย่อมมีตลาดที่หลากหลาย นายกรัฐมนตรีเองยังกล่าวว่าแม้จะตั้งเป้าไป 4.0 แต่ก็จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ดังนั้นแล้วเทคโนโลยีที่ยังไม่สมบูรณ์แบบอาจเกินพอกับตลาด 1.0 ก็ได้

Tp7-3279-2 3.ใช้ศาสตร์ “การศึกษาความเป็นได้” ของฝ่ายพาณิชย์ มาช่วย

ไม่ต้องถกเถียงกันว่า Feasibility Study หรือการศึกษาความเป็นไปได้เป็นหน้าที่ของ “นัก” อะไร ใครทำได้ควรให้ทำ จะเป็นนักเศรษฐกิจ นักเศรษฐ- ศาสตร์ นักบัญชี นักบริหารธุรกิจ นักรัฐศาสตร์ นักวิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ ก็แล้วแต่ ที่สำคัญคือตอบได้ว่าจากมุมมองตามข้อ 1.งานวิจัยนั้นๆ ไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ในอุตสาหกรรมไหน มี supply chain อย่างไร มีขนาดการใช้สักเท่าไหร่ พอจะคุ้มค่าแก่การลงทุนไหม ถ้าไม่คุ้มจะทำอย่างไร ทำประโยชน์ทางสังคมแทนได้ไหม เป็นต้น โดยควรมีค่าตอบแทนให้ผู้ศึกษาบ้างตามสมควรแก่คุณภาพผลงาน

อนึ่งรายงานศึกษาความเป็นไปได้นี้ ในทางการเงินมีค่าเท่ากับรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินอย่างหนึ่ง (ในที่นี้คือทรัพย์สินทางปัญญา) ซึ่งหน่วยงานให้ทุนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการตีมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาได้ สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความคุ้มค่าในการจ่ายเงินงบประมาณวิจัยที่ได้จ่ายออกเป็นทุนการศึกษาวิจัยนั้นๆ ได้อีกโสตหนึ่ง

4.ตอบให้ได้ว่าใครต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมบ้าง

ภาษาฝรั่งใช้ว่า Steak Holders คือผู้มีส่วนได้เสียในสเต็กเนื้อก้อนหนึ่ง (ฝรั่งชอบกินเค้ก/สเต็ก, คนไทยชอบกินข้าว/เกาเหลา) ในการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์นั้น นอกจากเจ้าของสมองที่เป็นผู้คิดค้น กับผู้ศึกษาความเป็นไปได้แล้ว ยังมีหน่วยให้ทุนวิจัย หน่วยที่รับรู้ว่าให้ทุนแล้วผลปลายทางจะทำให้เกิดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาต้องมาบริหารขายสิทธิออกไป ขายใคร? ก็ยังต้องมีผู้ประกอบการ จะรายเล็ก รายใหญ่ เพิ่งก่อตั้ง หรือเพิ่งพ้นปากเหว ซึ่งจะมาซื้อสิทธิ นำผลการศึกษาวิจัยไปใช้

ซึ่งคนเหล่านี้จะทราบได้อย่างไรว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่ไหนอย่างไร? ก็อาจจะต้องพึ่งพา การประชาสัมพันธ์ หรือยิ่งไปกว่านั้นในสากลโลกใช้ คิวเรเตอร์ (curater) ที่ไม่ได้แปลว่าภัณฑารักษ์ แต่หมายถึงผู้คัดสรรผลงานชนิดต่างๆ มาเสนอสู่ตลาด ซึ่งบางคนขนานนามไปว่าเป็น technology agent

ซื้อเทคโนโลยีไปแล้วจบไหม? ก็อาจจะยังขาดเงินทุน ผู้มีส่วนร่วมคนต่อไปก็ย่อมจะได้แก่นายธนาคาร กองทุน หรือกิจการร่วมทุนที่มักเรียกกันว่า venture capitalist

การมีเวทีที่จัดอย่างเป็นระบบให้คนเหล่านี้ได้พบกันตามสมควร โดยไม่จำกัดขนาดเล็กใหญ่ จะเกิดเป็น community ขึ้นมา อันจะทำให้วงล้อของงานวิจัยขับเคลื่อนไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้โดยมีอัตราความล้มเหลวเข้าใกล้ศูนย์

5.ถ้าพบว่ากิจการใดสามารถนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ โปรดหยิบยื่น “แผนธุรกิจ” ให้เขา

ข้อนี้ก็ต่อเนื่องมาจากการศึกษาความเป็นไปได้ เรามีนักวิจัยทางเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ บัญชี วิศวะ รัฐศาสตร์แบบบริหารงานวิศวะ (หลักสูตรควบ) มากมาย สมควรที่หน่วยทุนจะได้ขอเรียนเชิญท่านเหล่านั้นมาศึกษาของจริงๆ ธุรกิจจริง แผนการปฏิบัติจริง แผนการตลาดจริง เพื่อให้ทราบผลตอบ แทนการลงทุน ระยะคืนทุน สัดส่วนผสมของทุนต่อหนี้ ต้นทุนโลจิสติกส์ แผนฉุกเฉิน แผน การตลาด ฯลฯ ต่อไป โดยอาจให้ผู้ประกอบการที่สามารถนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้นั้นร่วมจ่ายต้นทุนค่าศึกษาแผนธุรกิจนี้บางส่วนก็ได้

ได้ประโยชน์ทั้งนักวิจัย ทางแผนได้มีงานวิจัยที่นำไปใช้จริงประกอบคุณวุฒิทางวิชาการ ทั้งผู้ประกอบการที่นับวันจะเป็นพรหมสี่หน้าขาดเวลาและกำลังจะทำการ R&D แถมยังเชื่อมโยงไปถึงนายธนาคารผู้พิจารณาสินเชื่อให้แก่กิจการขยายผล หรือกิจการร่วมทุนต่างๆ ที่พูดจาภาษาการเงิน ได้เข้าใจงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่พูดจาภาษาตัวแปรและสมการได้ง่ายและสะดวกขึ้น

6.ลดต้นทุนของการซื้อสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา โดยการแบ่งให้สิทธิเป็นส่วนๆ (cost sharing)

หลายครั้งที่การวิจัยเกิดสัมฤทธิผลจนนับเป็นทรัพย์สินทางปัญญา หน่วยบริหารทรัพย์สินนี้อาจพะวงสงสัยและกังวลในการกำหนดราคาเพื่อขายสิทธิ หลายครั้งตัวเลขราคาที่ตั้งไว้ทำเอาผู้ประกอบการหงายหลัง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ เป็นอันว่าการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เกิดอาการแท้ง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,279 วันที่ 16 - 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560