thansettakij
thansettakij
ปักกิ่ง‘นครแห่งอนาคต’ (จบ)

ปักกิ่ง‘นครแห่งอนาคต’ (จบ)

10 ก.ค. 60 | 23:20 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ค. 60 | 07:09 น.
t6-3277-1a พวกเราพยายามชี้ว่าขอให้จีนเข้าใจคนไทยด้วย จีนนั้นใหญ่โต เข้มแข็ง และรํ่ารวยแล้ว จะขยับเขยื้อนอะไรชาติเล็กกว่าก็ย่อมเกรงและวิตก เรื่องรถไฟสำหรับจีนนั้นย่อมเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะจีนทำเรื่องใหญ่มาจนเป็นปกตินิสัย ในอดีตก็เคยทำกำแพงยาวถึง 6 พันกิโลเมตร เคยขุดคลองเชื่อมเหนือใต้ยาวกว่า 2 พันกิโลเมตร ปัจจุบันทำเขื่อน 3 ผาที่ใหญ่ที่สุดในโลกกั้นแม่นํ้าแยงซีก็ทำได้ ทำรถไฟความเร็วสูงและรถไฟใต้ดิน นับด้วยความยาวรางรถไฟก็ยาวมาก กว่าของญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยาวกว่าของยุโรปทั้งทวีปรวมกันด้วยซํ้า ส่วนไทยนั้นเราคุ้นกับการคิดแค่พอตัว ทำแค่พอตัว เห็นอะไรใหญ่ๆ ก็ไม่ผลีผลามทำ คิดแล้วคิดอีก และในไทยนั้นบางครั้งทำอะไรก็ไม่ง่าย เพราะแทบทุกเสียง ทุกความเห็น ล้วนมีความหมาย

ท่านครับ ไทยคบกับจีนตั้งแต่เราเป็นประเทศเล็กที่พอมีพอกิน ส่วนจีนนั้นใหญ่แต่ยากจน 40 ปีผ่านไป แน่นอนเราขยับขึ้น กลายเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ส่วนจีนนั้นไม่ต้องพูดถึง พุ่งพรวดทะยานลิ่วขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลข 2 ของโลกไปแล้ว จะรักจะชัง จะร่วมมือ หรือไม่ อย่างไร เขาคือมหาอำนาจที่อยู่ใกล้กับเรามากๆครับ อเมริกามหามิตรนั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ห่างเราครึ่งโลก เป็นประเทศหนึ่งในโลกที่อยู่ไกลเรามากที่สุด จีนยกย่องเรามาตลอด ทั้งถวายความเคารพนับถือแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ของเราเป็นอย่างสูง และไม่ควรลืมว่าในงานพระบรมศพ ร. 9 คืนแรกๆ นั้น เอกอัครราชทูตจีนยืนเคียงข้างคนไทยในยามวิปโยคโศกเศร้า แจกอาหารและเครื่องดื่มให้คนไทยที่ไปกราบพระบรมศพ

P06-3277-a1 ทุกข์ยากคราใดจีนยืนอยู่กับเราตลอด ตั้งแต่คราววิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” จนถึงภัยพิบัติ “สึนามิ” อย่าลืมนักท่องเที่ยวชาวจีนหลายล้านคนต่อปีที่ยืนหยัดอยู่กับเรา ไหลเข้ามาหนุนในยามที่เศรษฐกิจเรามืดมนโตแค่ 0.8% ต่อปี บัดนี้พวกเขายังมากันเพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบล้านคนต่อปี จะหนุนช่วยให้เราโตจนเกิน 3% ต่อปีได้

ยิ่งกว่านั้น หลายปีมาแล้ว เมื่อครั้งผมไปเยือนกองทัพจีนร่วมกับผู้ใหญ่ของไทย ซึ่งรู้เห็นอะไรมาตั้งแต่จีนจะทำสงคราม “สั่งสอน” เวียดนาม ท่านเล่าอะไรบางอย่างให้คนไทยและจีนในงานต้อนรับได้ฟังอย่างจับใจ ความตอนหนึ่ง “ความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นในช่วงแรกนั้น เหมือนปลูกต้นไม้ที่รดนํ้าครั้งแรกด้วยเลือดเนื้อชีวิตของทหารจีนนับหมื่นที่ทำสงครามกดดันเวียดนามทางตอนเหนือ เพื่อลดแรงกดดันชาตินั้นต่อไทยเราทางชายแดนที่ติดเขมร” ท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยครับ และทุกวันนี้เวียดนามและเขมรก็กลับมาเป็นมิตรดีกับไทยแล้ว แต่ลองพินิจดูสักนิดครับ โดยเฉพาะท่านที่อายุน้อยกว่า 50 ปี จะพิจารณาแต่ปัจจุบันโดยไม่รู้อดีตเลย ย่อมจะไม่พอเพียงครับ

สิ่งใดที่ไทยควรจะรีบทำ: อย่าทำแต่เพียงรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีนเท่านั้น หากต้องคิดหาโครงการดีๆ สักอย่างที่ “เข้าที” ที่สุด อันจะทำให้ไทยได้เป็นศูนย์กลางของสุวรรณภูมิ จากมุมมองของไทยเองนะครับ เช่น ทำถนนหลวงและเส้นทางรถไฟความเร็วปานกลางเชื่อมทะวายของเมียนมาผ่านไทยเข้าพนมเปญต่อไป จนไปสุดที่โฮจิมินห์ กลายเป็นเส้นทางบกใหญ่เชื่อม 104 ประเทศ

พร้อมกับที่เป็นแลนด์บริดจ์ขนาดยาวเหยียดเชื่อม 2 มหาสมุทร รับรองว่าจะย่นเวลาการขนส่งข้าม 2 มหาสมุทรสำคัญของโลกได้มากกว่าการขุดคลองกระเสียอีก จะเป็นโครงการมหึมาขนาดไหนก็ยังได้ จะเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้วยก็ได้ เพื่อก้าวไปสู่เศรษฐกิจ 4.0 ก็ได้ หรือจะไปสู่ “หลั่นล้าอีโคโนมี” ด้วย ก็ได้ สุดแท้แต่จะคิด แต่จะต้องคิดจากความใฝ่ฝัน และจากความตั้งใจของเราเอง แล้วเสนอให้จีนมาช่วยเรา มาประสาน เชื่อมโยงเข้ากับ One Belt One Road ของจีน แต่มันจะเป็น “ของเรา” ครับ ไม่ใช่ “ของจีน” แต่ก็เชื่อว่าจีนพร้อมจะหนุนช่วย จะร่วมมือ และ จะสนับสนุน

ผมกลับจากปักกิ่ง ตระหนักว่าอนาคตของโลกนั้นจะขึ้นกับจีนมากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องเร่งเรียนรู้จีน อย่าคิดว่าเข้าใจเขาแล้ว จีนทุกวันนี้นำโลกมากขึ้นทุกที ไม่เหมือนกับเมื่อ 40 ปีที่แล้ว หรือกระทั่ง เมื่อ 5-10 ปีที่แล้ว ยิ่งคนจีนวัยหนุ่มสาว อายุ 30-40 ยิ่งต้องรีบรู้จักเขา เพราะอีก 10-20 ปี ข้างหน้า พวกเขาคือผู้นำจีน ซึ่งถึงตอนนั้นแล้ว จีนอาจเป็นหมายเลข 1 หรือจีนกับอเมริกาจะสูสีกันมากในเรื่องดุลอำนาจระดับโลก จะเป็นทางเศรษฐกิจ หรือ การเมือง หรือ การทหาร ก็ตาม

ปักกิ่ง ศูนย์กลางแห่งอำนาจรัฐของจีน ย่อมจะเป็น “นครแห่งอนาคต” ที่เราคนไทย นักธุรกิจไทย นายทหารไทย ผู้นำขั้นสูงของไทย ควรไปเยือน ไปเข้าใจ ไปให้สมํ่าเสมอ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,277 วันที่ 9 - 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560