thansettakij
thansettakij
ต้นแบบธุรกิจครอบครัวเอเซีย

ต้นแบบธุรกิจครอบครัวเอเซีย

10 ก.ค. 60 | 23:10 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ค. 60 | 06:57 น.
MP39-3277-AA หากจะหาต้นแบบธุรกิจครอบครัวในเอเชียต้องยกให้ธุรกิจครอบครัวญี่ปุ่น ในบทความชื่อ What Japan’s Over 1,000 Year-Old Family Owned Businesses Can Teach Us เขียนโดย Hendrik Schwartz และ Marc-Michael Bergfeld ได้กล่าวถึงธุรกิจครอบครัวในญี่ปุ่นที่มีอายุยืนยาวกว่าที่อื่นในโลก เนื่องจากพบว่าญี่ปุ่นมีธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ถึง 7 ใน 10 บริษัท โดยจากการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศเกาหลีเมื่อปี 2008 พบว่า จากธุรกิจทั่วโลกที่มีอายุกิจการมากกว่า 200 ปี จำนวน 5,586 บริษัท หากนับจำนวนจำแนกตามประเทศแล้ว ญี่ปุ่นมาเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน 3,146 บริษัท หรือคิดเป็น 56 % ขณะที่อันดับที่ 2 คือ เยอรมนี จำนวน 837 บริษัทหรือคิดเป็น 15 % อันดับที่ 3 คือ เนเธอร์แลนด์ จำนวน 222 บริษัทและอันดับ 4 คือ ฝรั่งเศส จำนวน 196 บริษัท ทั้งนี้ไม่ใช่แต่เฉพาะกรณีของธุรกิจที่เก่าแก่มากๆเท่านั้นที่น่าทึ่ง แต่อายุกิจการของธุรกิจครอบครัวในญี่ปุ่นก็ยืนยาวกว่าที่อื่นทั่วไปด้วยเช่นกัน

จากการศึกษาของ ศาสตราจารย์ Toshio Goto จาก Japan University of Economics ในโตเกียวระบุว่า อายุกิจการเฉลี่ยของธุรกิจครอบครัวในญี่ปุ่น ในปี 2005 คือ 52 ปีซึ่งมากกว่า 2 เท่าของธุรกิจครอบครัวอเมริกาที่มีอายุกิจการเฉลี่ยอยู่ที่ 24 ปี ทั้งนี้จากหนังสือ Guinness Book of World Records ระบุว่าธุรกิจครอบครัวที่เก่าแก่ที่สุดในโลกคือ Kongo Gumi ก่อตั้งเมื่อปี 578 เป็นธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินธุรกิจด้านการก่อสร้างวัดมาเป็นเวลาถึง 14 ศตวรรษ รวมไปถึง Tanaka Iga ในเกียวโตซึ่งผลิตสินค้าเกี่ยวกับพุทธศาสนามาตั้งแต่ปี 885 หรือจะเป็น Nakamura Shaji ธุรกิจก่อสร้างวัดพุทธและศาลเจ้าชินโตที่ก่อตั้งเมื่อปี 970 Ichimojiya Wasuke ผู้ผลิตขนมหวานที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี1000 และ Yamanashi Prefecture หรือ Shumiya Shinbutsuguten ซึ่งผลิตสินค้าเกี่ยวกับแท่นบูชาและเครื่องนุ่งห่มสำหรับพระสงฆ์ของพระสงฆ์ ก่อตั้งเมื่อปี 1024

MP39-3277-AB โดย Emily Tamkin ได้วิเคราะห์ถึงสิ่งที่ทำให้ในญี่ปุ่นมีธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอยู่จำนวนมาก ในบทความชื่อ Why Are So Many of The World’s Oldest Companies in Japan? เอาไว้น่าสนใจ เช่นยกความเห็นของศาสตราจารย์ David Weinstein แห่ง Columbia University ที่ระบุว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจยืนยาวคือสิทธิของลูกคนโต เพราะลูกชายคนโตจะได้รับมอบมรดกทั้งหมด ซึ่งธุรกิจในญี่ปุ่นจะถูกส่งต่อไปให้กับสมาชิกคนเดียวของครอบครัว แม้ว่าแนวคิดนี้จะค่อยๆหายไปในศตวรรษที่ 20 แต่เจ้าของมักยังคงส่งต่อธุรกิจไปให้กับทายาทคนเดียวแม้การพยายามรักษาธุรกิจไว้ให้เป็นของครอบครัวอาจต้องใช้วิธีการรับบุตรบุญธรรม ซึ่งบริษัทดำเนินการรับบุตรบุญธรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมเข้ามาบริหารธุรกิจและส่งต่อธุรกิจให้ ซึ่งบุตรบุญธรรมที่เป็นผู้ใหญ่นี้บางครั้งเกิดจากการแต่งงานระหว่างทายาทโดยสันนิษฐานกับลูกสาวเจ้าของกิจการ

โดยมีงานวิจัยที่ชี้ว่าบริษัทที่บริหารโดยทายาทบุญธรรมมีผลการดำเนินงานดีกว่าบริหารโดยทายาทตามสายเลือด และยังพบว่าธุรกิจครอบครัวที่บริหารโดยทั้งทายาทบุญธรรมและทายาทตามสายเลือดมีผลการดำเนินงานดีกว่าธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ของครอบครัว ขณะที่ Hugh Whittaker แห่ง University of Oxford บอกธุรกิจครอบครัวที่อายุยืนยาวเหล่านี้ มีการรักษาสมดุลระหว่างความต่อเนื่องและนวัตกรรม และวัฒนธรรมของธุรกิจญี่ปุ่นไม่ใช่มุ่งเน้นที่ผลงานรายไตรมาส แต่มักมุ่งมั่นทุ่มเทไม่ลดละเพื่อให้ธุรกิจมีความต่อเนื่องยาวนาน

นอกจากนี้ Makoto Hara แห่ง EY Japan ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวในญี่ปุ่นมีอายุยืนยาวที่สุดในโลก ซึ่งประกอบด้วย

1. Adult adoption การรับบุตรบุญธรรมที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของครอบครัวเมื่อไม่มีทายาทคือสิ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะในญี่ปุ่น โดยปกติแล้วผู้ชายมักแต่งงานเข้าไปในครอบครัวและใช้ชื่อสกุลของครอบครัว นักวิจารณ์หลายคนกล่าวว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีในการนำคนเก่งจากภายนอกเข้าไปในครอบครัวและในขณะเดียวกันก็ทำให้พวกเขาเป็นคนในครอบครัวไปด้วย

2. Community ธุรกิจครอบครัวในญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีความเชื่อมโยงอย่างมากกับชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ รวมถึงชุมชนอื่น ๆ ที่สำนักงานหรือโรงงานของบริษัทตั้งอยู่ด้วย ซึ่งหมายความว่าสิ่งที่ดีสำหรับชุมชนก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับบริษัทด้วย และธุรกิจครอบครัวมักให้ความช่วยเหลือชุมชนเป็นระยะเวลานาน

3. Adaptability ส่วนใหญ่ธุรกิจครอบครัวในญี่ปุ่นมีความสามารถในการปรับตัวอย่างมาก พวกเขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วหากจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่หากไม่จำเป็นใดๆที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง พวกเขาก็จะยึดมั่นในหลักการของตนเอง

4. Profit มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจในญี่ปุ่นมีทัศนคติต่อผลกำไรที่แตกต่างกันมากกว่าธุรกิจของชาวตะวันตก โดยมองว่ากำไรเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทางธุรกิจโดยรวมมากกว่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็นในการขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งทัศนคติเช่นนี้สามารถช่วยสร้างความภักดีอย่างมากให้กับพนักงานในธุรกิจครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ธุรกิจต้องเผชิญกับภาวะที่ยากลำบาก

อย่างไรก็ตามแม้ปกติแล้วธุรกิจครอบครัวแต่ละแห่งจะมีการเรียนรู้ซึ่งกันและกันอยู่แล้ว แต่ปัจจัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ส่งเสริมธุรกิจครอบครัวในญี่ปุ่นให้มีอายุกิจการยาวนาน น่าจะเป็นที่สนใจของธุรกิจครอบครัวทั่วโลก เพื่อนำไปเป็นบทเรียนปรับใช้ให้เป็นประโยชน์กับธุรกิจของตนต่อไป

ที่มา:
1. Hara, Makoto . 2014. Family Businesses and Longevity: the Japanese Example. Available: https://familybusinessblog.ey.com/2014/05/26/family-businesses-and-longevity-the-japanese-example/
2. Schwartz, Hendrik and Marc-Michael Bergfeld . 2017. What Japan’s Over 1,000 Year-Old Family Owned Businesses Can Teach Us. Available: http://www.munich-business-school.de/insights/en/2017/family-business-japan/
3. Tamkin, Emily. 2014. Why are so Many of The World’s Oldest Companies in Japan?. Business That Stand The Test of Time. Available: http://www.slate.com/articles/business/continuously_operating/2014/10/world_s_oldest_companies_why_are_so_many_of_them_in_japan.html
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,277 วันที่ 9 - 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560