thansettakij
thansettakij
มาตรา 44 : ไม่ใช่ "กฎหมาย" ที่แก้สารพัดปัญหา

มาตรา 44 : ไม่ใช่ "กฎหมาย" ที่แก้สารพัดปัญหา

09 ก.ค. 60 | 00:23 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 60 | 07:23 น.
TP14-3277-C ถึงจะมีอำนาจล้นฟ้า แต่หากใช้ไม่เป็นหรือไม่รู้คุณค่า หรือกระทั่งนำออกมาใช้แบบไม่ถูกกาลเทศะ อาวุธที่ทรงพลานุภาพที่เรียกว่า มาตรา 44 หรือ ม.44 ก็อาจไม่มีอิทธิฤทธิ์พิเศษใดๆ กลับกลายเป็นเพียงกฎหมายธรรมดาที่ไร้พิษสง!!

แม้จะเข้าใจดีถึงเหตุผลที่ “รัฐบาล-คสช.” เร่งออกกฎหมายแรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ ที่เรียกว่า “พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2510” เป็นอำนาจที่ฝ่ายบริหารสามารถทำได้โดยไม่ผ่านการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติให้เสียเวลา เนื่องจากต้องการแก้ไขปัญหา “ค้ามนุษย์” ที่ถูกนานาประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เฝ้าจับตามองอยู่แบบตาไม่กะพริบ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับ “หลักการ” และรายละเอียดต่างๆ ของกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

เฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้ประกอบการ” ที่มีความจำเป็นต้องใช้ “แรงงานต่างชาติ” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจระดับกลางๆ หรือขนาดย่อยมีการขับเคลื่อนหมุนเวียนในยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ดอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์ยามนี้ เพราะมันทำให้ดูเหมือนว่า รัฐบาลชุดนี้ออกกฎหมายเพื่อซํ้าเติมประชาชนที่กำลังลำบากกับสภาวะเศรษฐกิจที่ดำดิ่งอยู่ในขณะนี้

ซํ้าร้ายกว่านั้นคือ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ยังมีเนื้อหาบางตอนขัดกับ มาตรา77 ที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่สรุปว่า “… ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน… ”

พูดง่ายๆ ก็คือนอกจาก “รัฐบาล-คสช.” จะมัดมือชกด้วยการตรากฎหมายออกมาบังคับใช้อย่างเร่งด่วนแล้วยังไม่มีการสื่อสารหรือเปิดเผย “ข้อมูล” ใดๆ เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้มาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภายหลังจาก พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฯ ถูกประกาศและให้มีผลบังคับใช้ทันที จะเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ “คัดค้าน-ต่อต้าน” ตามมาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดย่อมและขนาดกลางที่พึ่งพิง “แรงงานต่างชาติ” เป็นหลัก

แม้ต่อมาล่าสุด นายกฯ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะใช้อำนาจมาตรา 44 หรือ ม.44 ขยายเวลาออกไปอีก 6 เดือน แต่ก็ใช่ว่า รัฐบาลและคสช. จะแก้ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นได้ทันกาล เนื่องจากผู้ใช้แรงงานชาติต่างๆ ทั้งเมียนมา กัมพูชาและลาว ต่างก็พากันอพยพหนีกลับภูมิลำเนากันโกลาหล ส่งผลให้ในประเทศไทยเกิดวิกฤติแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทันที… ก็สนุกดีนะครับ ครม.หรือคณะรัฐมนตรีออกกฎหมาย นายกฯ ใช้อำนาจม.44 ยับยั้งกฎหมาย

สรุปว่า “รัฐบาล-คสช.” ไม่มีการพูดคุยหรือปรึกษากันมาก่อนเลยใช่มั้ย ขนาดในสมาคมวิชาชีพที่เป็นตัวแทนผู้ประกอบการสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรับเหมาก่อสร้าง ร้านอาหารและภัตตาคาร ยังบอกว่า “ไม่รู้เรื่อง” รวมทั้งยังไม่เคยได้รับเชิญจากหน่วยราชการที่รับผิดชอบไปให้ข้อมูล เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้เลยสักครั้งว่า หากมีการตรากฎหมาย? เหล่าบรรดา “ผู้ประกอบการ” สาขาต่างๆ จะได้รับผลกระทบทันที

ไม่มีใคร?รู้ ไม่มีใคร?ทราบเรื่องมาก่อน เหมือนการเข้าไปแก้ปัญหาสำคัญต่างๆ ของชาติตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี เฉพาะอย่างยิ่งการใช้ มาตรา44 หรือ ม.44 ของนายกฯ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ไม่เพียงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในด้านลบ แต่ยังตอกยํ้าให้เห็นด้วยว่า ม.44 ไม่ได้เป็น“อำนาจพิเศษ” ที่จะนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาทุกด้านแบบเบ็ดเสร็จอีกต่อไปแล้ว…หากม.44 ถูกนำมาใช้อย่าง “พรํ่าเพรื่อ-เลอะเทอะ” อย่างที่ทำอยู่ในตอนนี้

กล่าวคือ ตลอดระยะเวลา 3 ปีเศษที่ผ่านมา มีการใช้ มาตรา 44 หรือม.44 เพื่อแก้ปัญหาในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง และครอบจักรวาลมากกว่า100 คำสั่ง สรุปง่ายๆ คือ ตั้งแต่สากกะเบือ-ยันเรือรบไปแล้วมากกว่า 100คำสั่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจัดระเบียบหาบเร่-แผงลอย-ทางเท้า ลอตเตอรี่เกินราคา กฎหมายบังคับให้คาดเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ จนกระทั่งห้ามนั่งท้ายกระบะรถปิกอัพในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา

ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?รู้ใช่มั้ยครับ เกือบทั้งหมดแทบไม่ได้ผลอะไร?โดยหลายคำสั่งเหมือน “เขียนด้วยมือลบด้วยเท้า” กล่าวคือ ตามมาแก้ไขทีหลัง ทำให้ “อำนาจพิเศษ” นี้ ไร้พิษสงและไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย ไม่นับรวมพ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฯ ล่าสุด ซึ่งไม่เพียงแต่ “แป้ก” แก้ปัญหาไม่ได้เท่านั้น ยังส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางประสบปัญหา “วิกฤติแรงงาน” แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วย

ซํ้าเติมผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ผู้รับเหมาก่อสร้าง ร้านอาหาร โรงแรมที่พักและคนสวน-แม่บ้าน ให้เดือดร้อนกันโดยถ้วนหน้า และยังส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจเกือบทุกสาขาเป็นทอดๆ ตัวอย่างคือ ร้านอาหาร หรือโรงแรมที่พัก ซึ่งจากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเป็นอยู่ โดยยังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ ลูกค้าก็ยังหายไปกว่าครึ่งแล้ว… ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านี้ ก็คือเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งคงจะต้องปรับทรรศนะตัวเองใหม่ ไม่ปั่นราคา “ตบทรัพย์” เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,277 วันที่ 9 - 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560