thansettakij
thansettakij
20 ปีแห่งความหลัง … กับบางอย่างที่ไม่เปลี่ยนแปลง

20 ปีแห่งความหลัง … กับบางอย่างที่ไม่เปลี่ยนแปลง

10 ก.ค. 60 | 00:07 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ค. 60 | 07:07 น.
TP8-3277-CC ผ่านไปเป็นระยะเวลา 20 ปีนับตั้งแต่การเกิดเหตุวิกฤตการณ์ทางการเงินแห่งเอเเชีย หรือ "วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง" วิกฤตการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการทางเศรษฐศาสตร์เพราะในหนังสือตำราเศรษฐศาสตร์มหภาคมักจะยกตัวอย่างของวิกฤตการณ์นี้เป็นกรณีศึกษา

ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วจนถึงวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลาย ดร. วิระไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวไว้เร็วๆนี้ โดยสรุปได้ว่า อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล หนี้สินระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล และทุนสำรองระหว่างประเทศมีอยู่ในอัตราที่สูงเพียงพอ กล่าวได้ว่าสถานการณ์ทางการเงินของเศรษฐกิจมหภาคนั้นมีเสถียรภาพ ภาคธุรกิจ มีความสมดุลมากขึ้นคือพึ่งพาทางธุรกิจขนาดใหญ่และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมควบคู่กัน ส่วนภาคธนาคารพาณิชย์ก็มีความมั่นคงมากขึ้น

ส่วนภาครัฐในปัจจุบันมีการสนับสนุนให้เกิด Start Up เป็นธุรกิจใหม่ซึ่งอาศัยนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีสาระสนเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวทันไปกับเศรษฐกิจโลก และรัฐยังปูทางสร้างระบบสาธารณูปโภคและเขตอุตสาหกรรมใหม่

ภาคธุรกิจเองยังได้คำนึงถึงกลไกการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยน และที่เกิดจากการทำธุรกิจ ทำให้การทำธุรกิจนั้นมีความรอบคอบสูงขึ้นกว่าเดิม ส่วนทิศทางการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศในปัจจุบันแตกต่างจาก 20 ปีที่ผ่านมา เพราะจากเดิมประเทศไทยพึ่งพาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในการวางรากฐานโครงสร้างอุตสาหกรรมและภาคบริการให้กับเศรษฐกิจไทย แต่ในปัจจุบันมีนักลงทุนรายใหญ่และรายเล็กของประเทศไทย เป็นผู้ออกไปลงทุนโดยตรงในทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ได้ใช้โอกาสจากการมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา สปป. ลาว และเมียนมา

อย่างไรก็ตามในจุดแข็งย่อมมีจุดอ่อนเกิดขึ้น ความเชื่อมโยงทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศก่อให้เกิดมาตรฐานนานาชาติขึ้น และที่มีผลกระทบต่อไทยในปัจจุบันคือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ซึ่งหากไทย ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานนานาชาติซึ่งเป็นพันธะสัญญาของโลก ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์หรือแรงงานเถื่อนที่อยู่ในระบบ ก็ไม่สามารถที่จะผลิตสินค้าและขายไปยังประเทศที่พัฒนาแล้วได้เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วเคร่งครัดมากในมาตรฐานแรงงาน

เมื่อ 20 ปีที่แล้วก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินประเทศไทยมีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น กล่าวคือใช้แรงงานเป็นจำนวนมากในการผลิต อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การแปรรูปอาหาร การก่อสร้าง การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้า การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าบางส่วน และการใช้แรงงานราคาถูกในภาคอุตสาหกรรมบริการ ในปัจจุบันโครงสร้างการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมก็ยังพึ่งพาแรงงานอย่างเข้มข้นอยู่แม้ว่าจะมีการใช้เครื่องจักร เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนบางส่วน ประกอบกับแรงงานไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้มีแรงงานหนุ่มสาวไทยจำนวนน้อย จึงเป็นเหตุทำให้จะต้องพึ่งพาแรงงานที่ไม่มีทักษะและแรงงานคิดถึงมีทักษะจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นประเด็นสำคัญว่าหากเราไม่มีกฎหมาย เช่น พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าว แล้ว เราไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาพันธะสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ไปได้

จะเห็นได้ว่า 20 ปีที่ผ่านมาเราได้มีการปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินโครงสร้างของธนาคารพาณิชย์โครงสร้างภาคธุรกิจบางส่วน และในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคใหม่ไปพร้อมพร้อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ แต่สิ่งที่ยังไม่ได้ถูกขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ควรจะเป็นและเหมาะสมกับประเทศที่เริ่มเข้าสู่สังคมแรงงานสูงวัยคือ "การผลิตโดยพึ่งพาระบบแรงงานเข้มข้นให้น้อยลง" จะเห็นได้ว่า หากไม่ทำตาม พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวแล้วสิ่งที่ไทยผลิตมาก็ไม่สามารถขายได้ในตลาดโลก เพราะผู้ซื้อนั้นไม่ยอมรับมาตรฐานแรงงาน แต่ในขณะที่กำลังจะเริ่มบังคับใช้ พ.ร.ก. ก็เกิดปัญหาที่ตามมาทันที เพราะความไม่พร้อม และการสื่อสารระหว่างรัฐและเอกชน ผลคือแรงงานต่างด้าวได้เดินทางกลับบ้าน และแรงงานเหล่านี้มีจำนวนเป็นล้านคน

แนวทางการแก้ไขในระยะสั้นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือต้องดึงดูดแรงงานต่างด้าวเหล่านั้น กลับสู่ประเทศไทยให้เร็วที่สุดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด (ไม่ทราบ ค่าธรรมเนียม 20,000 บาท ในการจัดการมาจากไหน) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อรัฐบาลเข้าไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน (ควรมีข้อตกลงในการทำเอกสารทางการให้รวดเร็ว) รัฐบาลต้องประสานกับผู้ประกอบการในประเทศให้เกิดความเข้าใจว่ากระบวนการขั้นตอนในอนาคตจะทำอย่างไร (สร้างความมั่นใจว่าใช้เวลาดำเนินการยานแค่ไหน) และผู้บังคับใช้กฎหมายจะต้องมีความ ซื่อตรงในการปฏิบัติงาน (ยุติการใช้ข้อกฎหมายในการรีดไถ)

ส่วนในระยะยาวนั้นโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการในประเทศต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสม ลดการพึ่งพาแรงงานพื้นฐาน พึ่งหาใช้แรงงานที่มีทักษะในการผลิตสร้างมูลค่าเพิ่ม และหากเป็นชาวไทยได้ก็จะยิ่งดี รวมถึงนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้าสู่กระบวนการผลิต กล่าวได้ว่า นำระบบอัตโนมัติมาทดแทนแรงงานให้มากที่สุด

เงื่อนไขของความสำเร็จนั้นยังขึ้นกับการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และปรับรากฐานของการจัดการระบบการศึกษาใหม่ตั้งแต่มัธยม อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาที่เหมาะสมกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอนาคต

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,277 วันที่ 9 - 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560