thansettakij
thansettakij
ปักกิ่ง‘นครแห่งอนาคต’’(1)

ปักกิ่ง‘นครแห่งอนาคต’’(1)

05 ก.ค. 60 | 23:05 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.ค. 60 | 06:52 น.
TP7-3276-C ผม"ไป"ปักกิ่งครั้งแรกนานมาแล้ว เมื่ออยู่ชั้นมัธยมต้นราวปี 2510 ไปด้วยการอ่านนะครับ อ่านหนังสืออย่างดูดด่ำ "ปักกิ่งนครแห่งความหลัง" ของ สด กูรมะโรหิต ยังจำภาพสดใสของหนุ่มสาวชาวไทย-รัสเซียขาว ที่มาพบกัน รักกัน แต่ไม่นานความเศร้าก็มาเยือน จำต้องพรากจากกัน ความรักซึ้งความโศกล้ำนี้เกิดขึ้นในนครหลวงที่เก่าแก่ ซึ่งแม้จะดูสง่างามในบางพื้นที่ แต่ก็คร่ำคร่า ทรุดโทรม และล้าหลัง เป็นส่วนใหญ่ ปักกิ่งมีแต่อดีต หาอนาคตไม่ได้ รอคอยวันพินาศ หรือ วันที่จะถูกต่างชาติเข้ายึดครอง นั่นคือสภาพของจีนหลังจากรัสเซียตกเป็นคอมมิวนิสต์ สด กูรมะโรหิต บรรยายถึง "หิมะ" ที่ขาวโพลนอยู่ทั่วหลังคาของวัด วัง และ กลบสีดำหรือเทาของกำแพงเมืองจนไม่เหลือ วังเวง ครับ นั่นคือปักกิ่งก่อนที่ญี่ปุ่นจะบุกยึด

กว่าผมจะได้ไปปักกิ่งจริงๆ ก็ตกเข้าไปถึงปี 2535-2536 แล้ว และจากนั้นมาจนถึงขณะนี้ ปี 2560 ในรอบ 24-25 ปีมานี้ ผมไปเยือน ไปเที่ยว ไปดูนครนี้มาไม่ต่ำกว่า 15 ครั้ง ไปแต่ละครั้งมันใหญ่ขึ้น ทันโลกขึ้น เขียวสดชื่นขึ้น และอย่างรวดเร็วมากด้วย ปักกิ่งมหานครทุกวันนี้ ตรงข้ามกับที่ สด กูรมะโรหิต เคยให้ภาพไว้ มันไม่ใช่ " นครแห่งความหลัง" อีกแล้ว หากเป็นเมืองหลวงของจีนที่เป็นมหาอำนาจเบอร์สองของโลก แต่ใหญ่กว่า ทันสมัยกว่านิวยอร์คและวอชิงตันของสหรัฐฯ

ที่จริงใหญ่กว่าทุกเมืองหลวงอื่นใดในโลก มีถนนใหญ่โต มีพื้นที่สีเขียวมากมาย มีตึกระฟ้ามหึมาสง่างาม มีพิพิธภัณฑ์ โรงละคอน หอดนตรี และสนามกีฬามากมาย อยู่เคียงคู่กับจตุรัส"เทียนอันเหมิน" คู่กับวัดวังและกำแพงเมืองโบราณ ทั่วทุกบริเวณในปักกิ่งแลล้วนสดใสใหม่เจริญรุ่งเรือง แทบทุกที่ดูสะอาด โอ่โถง สะดวก ปลอดภัยมากประชาชนสามารถเคลื่อนที่ไปทั่วนครได้อย่างง่ายดาย ปักกิ่งมหานครวันนี้มีประชากรราว 30 ล้าน มากกว่าโตเกียวเสียอีก ที่ชอบใจอีกอย่าง ที่ใดที่เป็นสาธารณสถาน ที่นั่นมี"ไวไฟ" ให้ใช้ฟรีครับ ปักกิ่งใช่เพียงแต่จะ"ทันโลก" หาก จริงๆ "ล้ำโลก" และกลายเป็น "นครแห่งอนาคต"ไปแล้ว

ผมไปปักกิ่งเที่ยวนี้ ได้คุยกับผู้คนผู้นำหลายวงการ ตระหนักถึงความรวดเร็วและความสามารถของจีนที่เข็นเอาดันเอา จน One Belt One Road ของเขากลายเป็นที่สนใจของโลกได้ ในขณะเดียวกันที่เมืองไทยเราก็มีกระแสติติงวิจารณ์รัฐบาลที่ยอมใช้ "ม 44 " เพื่อ "อ่อนข้อ" ให้บริษัทจีนได้สร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมกรุงเทพฯ-โคราช ที่รัฐบาลจีน "กดดัน" มา เกิดเป็นความคิดว่าจีนไม่ใช่เป็นแค่"เพื่อนบ้าน"หรือ "ญาติ" หากเป็น "มหาอำนาจ" ที่จะครอบงำ เอาประโยชน์จากไทยมากเกินไป หรือจะเอาแต่"ฝ่ายเดียว"

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนอธิบายให้คณะเราฟังว่า ก่อนอื่นทางการจีนไม่ได้ "กดดัน" ไทยด้วยการไม่เชิญนายกรัฐมนตรีไทยไปงานซัมมิทผู้นำในกลุ่มประเทศ One Belt One Road ที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่อาทิตย์มานี้ อันที่จริงแล้วจีนวางแผนประชุมและได้เริ่มเชิญผู้นำต่างประเทศมาซัมมิทนี้ตั้งหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่ยังไม่มีปัญหาใดๆ กันในเรื่องรถไฟ แต่ในช่วงนั้น ก็บังเอิญเป็นช่วงที่ในหลวง ร 9 สวรรคตพอดี จีนจึงไม่รบกวน นายกฯประยุทธ์ ตระหนักว่าผู้นำไทยคงติดภาระงานพระบรมศพ แต่จีนก็ได้เรียนเชิญท่านเข้าร่วมประชุม BRICS ซึ่งจะเริ่มล่ากว่า หลังจากนี้ไปอีกสักพักหนึ่ง

เจ้าหน้าที่ชั้นสูง ชั้นกลาง ของจีนที่เราคุยด้วยค่อนข้างจะตกใจในความคิดความอ่านของสาธารณชนไทย ความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้น จีนถือว่าดีเลิศมาตลอด จึงกังวลใจไม่น้อยที่เกิดกระแสไม่พอใจจีนในเรื่องรถไฟตามแผนการ One Belt One Road ผู้ใหญ่บางท่านถึงกับสื่อว่าถ้าไทยไม่ต้องการรถไฟ จีนก็ไม่มีปัญหา และยืนยันว่า One Belt One Road นั้น เป็นเรื่องของทุกชาติสมาชิก ไม่ใช่ของจีน จะสร้างจะทำอะไร ย่อมต้องให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับทั้งสองฝ่าย หรือ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และจะเร็ว จะช้า แค่ไหนก็ตกลงกันได้ จีนนั้น "ไม่ใช่ยักษ์ไม่ใช่มาร" แน่ ขออย่าห่วงเลย และย้ำว่าไทยอยากชวนจีนทำอะไร หรือให้จีนช่วยอะไร อย่างไร ก็เจรจากันได้เสมอ ที่จับได้จากการสนทนา จีนรับฟังเสียงบ่นเสียงวิจารณ์ ทั้งเป็นห่วงรัฐบาลไทยที่ถูกคนไทยจ้องจับตาอยู่ และที่สำคัญที่สุด ปริวิตกในอารมณ์ความรู้สึกทางลบของคนไทย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,276 วันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560