
ประเมินแนวโน้มธุรกิจด้วยROE(จบ)
มาถึงอัตราส่วนตัวสุดท้าย “อัตราการก่อหนี้” การก่อหนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย กล่าวคือ หากก่อหนี้มาดำเนินธุรกิจในระดับที่เหมาะสมก็จะทำให้กิจการมีเงินทุนที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มขึ้น แต่หากกิจการมีการก่อหนี้มากเกินไป ก็จะทำให้มีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เมื่อไม่สามารถสร้างยอดขายได้ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็อาจทำให้กิจการล้มละลายได้ ทั้งนี้อัตราส่วนการก่อหนี้ของบริษัทในตลท. ส่วนใหญ่ อยู่ในระดับทรงตัว และไม่สูงนัก มีเพียงสินค้าเกษตรและอาหาร และสินค้าเทคโนโลยีเท่านั้น ที่มีอัตราการก่อหนี้มีทิศทางเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี บริษัทในตลท. ยังสามารถเพิ่ม ROE ได้อีกผ่านการก่อหนี้ในการสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น เพราะภาพรวมการก่อหนี้ของบริษัทในตลท.ส่วนมากยังไม่น่าห่วงเนื่องจากอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (DE ratio) ยังตํ่ากว่า 2 เท่า ดังนั้น หากกิจการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจก็ควรพิจารณาก่อหนี้เพื่อสร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การเพิ่ม ROE
กล่าวโดยสรุปการประเมินธุรกิจใน ตลท. ด้วยการวิเคราะห์ ROE ทำให้เราเห็นแนวโน้มธุรกิจภาพรวมของประเทศไทยว่า เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากอัตรากำไรสุทธิมีแนวโน้มดีขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากการที่บริษัท ต่างพยายามเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนลง คาดว่าจากนี้อัตรากำไรสุทธิจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ทำให้การส่งออกเริ่มกลับมาเป็นบวก ในขณะที่เศรษฐกิจในประเทศผ่านจุดตํ่าสุดไปแล้ว โดยอยู่ในช่วงที่ค่อยๆ ฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลทำให้การรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิให้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไปไม่น่าจะใช่เรื่องยาก
และผลสรุปในส่วนสุดท้ายคือ อัตราการก่อหนี้ของบริษัท ในตลท.ยังไม่สูงนัก หากกิจการมีโอกาสในการสร้างรายได้จากการดำเนินธุรกิจก็ควรพิจารณาก่อหนี้เพิ่มขึ้น จะเห็นว่าการกำหนดกลยุทธ์ที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ ROE เพิ่มขึ้นได้นั้น บริษัทจะต้องท่องคาถา “เพิ่มอัตรากำไรสุทธิ เพิ่มการหมุนเวียนสินทรัพย์ และเพิ่มการก่อหนี้อย่างเหมาะสม”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,275 วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






