thansettakij
thansettakij
ศาลระหว่างประเทศด้านการลงทุน

ศาลระหว่างประเทศด้านการลงทุน

02 ก.ค. 60 | 23:30 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ค. 60 | 06:21 น.
TP9-3275-C ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลต่าง ๆ ในเอเชียเริ่มหันมาให้ความสนใจกับประเด็นการฟ้องร้องรัฐบาลโดยนักลงทุนต่างชาติตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการภายใต้สนธิสัญญาหรือความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เมียนมา ลาว และไทย เพราะต่างก็โดนนักลงทุนต่างชาติฟ้องร้องกันถ้วนหน้า อินเดียและอินโดนีเซียซึ่งต่างก็เป็นประเทศใหญ่และไม่เกรงใจนักลงทุนต่างชาตินัก ถึงกับทบทวนนโยบายในเรื่องนี้ และอินเดียนั้นก็ได้บอกเลิกความตกลงคุ้มครองการลงทุนแล้วกับ 58 ประเทศและเสนอเจรจาใหม่ ซึ่งบางฝ่ายมองว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบทางลบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะที่อินโดนีเซียได้บอกเลิกความตกลงคุ้มครองการลงทุนกับเนเธอร์แลนด์ อดีตเจ้าอาณานิคมของตน และทีแรกก็ดูจะตั้งใจทำตามอินเดีย คือยกเลิกความตกลงดังกล่าวกับอีก 60 ประเทศให้หมด แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ดำเนินการ ทำให้ดูเหมือนยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปให้สุดทางดีหรือไม่

สำหรับไทย เรื่องนี้ดูจะเป็นโจทก์ยาก ภาครัฐอยากหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องโดยนักลงทุน แต่เราเป็นประเทศขนาดกลาง และพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศอย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยก็ออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ และย่อมต้องการการคุ้มครองตามสนธิสัญญา จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจบอกเลิกความตกลงคุ้มครองการลงทุนที่มีกับบรรดามิตรประเทศเกือบ 40 ฉบับ

ที่ผ่านมารัฐบาลไทยถูกฟ้องร้องโดยนักลงทุนต่างชาติภายใต้ความตกลงคุ้มครองการลงทุน 1 คดี ซึ่งเป็นคดีที่ยืดเยื้อยาวนานเกือบ 10 ปีและในที่สุดรัฐบาลก็แพ้ จะต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่นักลงทุนเป็นเงินจำนวนมาก แต่ก็นับว่ายังดีครับเมื่อเทียบกับคนอื่นเช่น อินเดียโดนไป 21 คดี อินโดนีเซีย 7 คดี เวียดนาม 4 คดี แม้แต่ลาวก็โดนไป 3 คดี มากกว่าไทยเสียอีก สำหรับแชมป์โลกตอนนี้ได้แก่รัฐบาลอาร์เจนตินาที่โดนไปถึง 59 คดี แต่ก็น่าคิดว่าอาร์เจนตินายังไม่มีแนวคิดที่จะบอกเลิกความตกลงเหล่านี้นะครับ

การฟ้องร้องโดยนักลงทุนเป็นปรากฎการณ์ที่รัฐบาลทั่วโลกประสบ และต่างดูจะเห็นพ้องกันว่าต้องหาทางรื้อระบบกันเสียที เนื่องจากมองว่าปัญหาส่วนหนึ่งมาจากระบบอนุญาโตตุลาการระหว่างรัฐกับเอกชนที่ขาดความน่าเชื่อถือและที่สำคัญ ไม่ค่อยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะในการตัดสินเท่าที่ควรขณะนี้จึงเริ่มมีข้อเสนอและการหารือในเวทีต่าง ๆ เพื่อหาหนทางที่จะยกเครื่องระบบดังกล่าว อาทิ OECD, UNCTAD, WTO, UNCITRAL โดยโต้โผในเรื่องนี้ได้แก่ สหภาพยุโรป ซึ่งได้มีข้อเสนอให้จัดตั้งศาลพหุภาคีด้านการลงทุนเพื่อใช้ตัดสินข้อพิพาทที่เกิดขึ้นภายใต้ความตกลงคุ้มครองการลงทุนต่าง ๆ ในลักษณะกลไกถาวรเช่นเดียวกับศาลกฎหมายทะเล หรือศาลโลก โดยมีผู้พิพากษาประจำเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดี และมี 2 ระดับ คือศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คล้ายกับระบบของการระงับข้อพิพาทที่ WTO

ข้อเสนอของสหภาพยุโรปนี้เป็นการปรับปรุงเฉพาะกลไกการระงับข้อพิพาท โดยไม่ได้แตะเนื้อหาสาระของความตกลงคุ้มครองการลงทุนซึ่งเป็นบ่อเกิดของสิทธิในการฟ้องร้อง เนื่องจากสหภาพยุโรปมองว่าข้อเสนอให้มีการจัดทำความตกลงพหุภาคีด้านการลงทุน (Multilateral Agreement on Investment) ซึ่งจะเป็นความตกลงคุ้มครองการลงทุนสากล คล้ายกับความตกลง WTO ในเรื่องการค้า นั้นเคยล้มเหลวมาก่อน จึงมองว่าการปรับปรุงด้านวิธีสบัญญัติน่าจะมีโอกาสสำเร็จมากกว่า ซึ่งหลังจากสหภาพยุโรปพยายามผลักดันอยู่ระยะหนึ่ง UNCITRAL ซึ่งเป็นเวทีการประชุมระหว่างประเทศด้านกฎหมายการค้า ก็จะพิจารณาว่าควรมีการเจรจาเพื่อปรับปรุงกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนในกรอบ UNCITRAL ดีหรือไม่

เรื่องนี้น่าติดตามครับ เนื่องจากมีความสำคัญและข้อเสนอของสหภาพยุโรปก็น่าศึกษาอยู่ไม่น้อย แต่ก็มีข้อเสนออื่นที่น่าสนใจ อาทิ คงระบบเดิมไว้แต่เสริมด้วยการตั้งเฉพาะศาลอุทธรณ์เอาไว้ทบทวนคำตัดสินที่รัฐไม่เห็นด้วย หรือยกเลิกระบบอนุญาโตตุลาการระหว่างรัฐกับเอกชนไปเลย แล้วแทนที่ด้วยการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับรัฐเช่นเดียวกับระบบของ WTO สำหรับเรื่องการค้าระหว่างประเทศ จึงต้องรอลุ้นต้นเดือนหน้าครับว่าการประชุมประจำปีของ UNCITRAL จะตัดสินใจรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาหรือไม่

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,275 วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560