
โลกครึ่งปี ‘ดอลลาร์-น้ำมันแย่’
ผ่านไปแล้วกับครึ่งปีแรกสำหรับปี 2017 ดูเหมือนว่า เศรษฐกิจโลกจะผิดไปจากที่บรรดานักวิเคราะห์ หรือกูรู ด้านเศรษฐกิจมองเอาไว้มากครับ ถือว่าเป็นครึ่งปีแรก ที่เกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันขึ้นหลายอย่างซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการเงินและเศรษฐกิจโลกแบบที่ต้องจับตากันไม่กระพริบครับ
ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีทีแล้ว โลกก้าวขึ้นสู่ปี 2017 ด้วยความหวังจากการขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายๆด้าน นั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯได้อานิสงส์อย่างมากมาย โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวขึ้นกันอย่างร้อนแรง
แต่ทว่า ความหวังดังกล่าว กลับเริ่มผ่อนแรงมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เราได้เห็นผู้พ่ายแพ้อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งอย่างแรกก็คือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯครับ
เงินดอลลาร์สหรัฐฯนั้น ปรับลดลงแล้ว 4.5% ในปีนี้ เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักอื่นๆของโลก ถือว่าเป็นการเริ่มต้นปีที่ย่ำแย่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006 ทีเดียว
แม้ว่าในปีนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้วถึง 2 ครั้ง คือในเดือนมีนาคม และมิถุนายน ซึ่งตามทฤษฎีนั้น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ก็น่าจะทำให้ทุนไหลกลับสหรัฐฯ และทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น แต่ทว่าเหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร??
เหตุผลประการแรก ก็คือ กระแสทุนยังไหลออกไปเก็งกำไรในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างต่อเนื่องเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศเหล่านี้ยังคงสูงกว่าในสหรัฐฯ (แม้ว่าสหรัฐฯจะขึ้นดอกเบี้ยแล้วก็ตาม) และประการที่สอง ก็คือวิกฤตการเมืองในสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงถูกเล่นงานไม่หยุดจากกรณีข้อสงสัยที่ว่า ทีมหาเสียงของเขามีความสัมพันธ์กับรัสเซียหรือไม่ และรัสเซียได้เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯเมื่อปลายปีที่แล้วจนทำให้นายทรัมป์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งใช่หรือไม่
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปอีก ขณะที่ในครึ่งปีหลังนี้ คาดว่านโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ ก็อาจจะยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนัก ท่ามกลางความคาดหมายที่ว่า วิกฤตการเมืองในสหรัฐฯ ก็น่าจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ทิศทางการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ก็น่าจะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่งครับ
นอกเหนือจากดอลลาร์แล้ว ในปีนี้ ถือว่าเป็นปีที่ย่ำแย่ มากที่สุดปีหนึ่งของ “น้ำมัน”
ราคาน้ำมันนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ร่วงลงไปมากกว่า 20% แล้ว จากที่ในปีนี้ไต่ระดับขึ้นไปเกือบ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาเรลล์ แต่ราคาได้ร่วงลงมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 42-43 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาเรลล์
ราคาน้ำมัน ยังไม่ตอบสนองต่อนโยบายการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก และพันธมิตรนอกโอเปกนัก แม้ว่า โอเปก จะมีมติลดกำลังการผลิตต่อเนื่องยาวไปถึงเดือนมีนาคมปีหน้าทีเดียว
นั่นเป็นเพราะว่า ยังมีหลายผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกที่ยังเดินหน้าการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ผลิตน้ำมันจากแหล่งเชลล์ออยล์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันในชั้นหินใต้ดินของสหรัฐฯ ที่เมื่อราคาฟื้นตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็ทำให้ผู้ผลิตเหล่านี้กลับมาเดินเครื่องกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง และมีท่าทีว่าจะเดินหน้าสำรวจ และขุดน้ำมันกันมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
นั่นทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯปรับเพิ่มมากขึ้น และทำให้สหรัฐฯส่งออกน้ำมันเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ปัญหาน้ำมันล้นตลาดไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพังด้วยนโยบายการลดกำลังการผลิตของโอเปก
ในปีนี้ น้ำมันจึงถือว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทำผลงานย่ำแย่มากที่สุด เช่นเดียวกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนครึ่งปีหลังนี้ ก็ยังคาดว่าราคาน้ำมันจะยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ตราบใดที่ยังมีผู้ผลิตบางแห่งยังคงเดินหน้าปั๊มน้ำมันออกสู่ตลาดโลกมากเกินไป
ครึ่งหลังของปี 2017 นี้ คาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอาจจะไม่ต่างจากครึ่งปีแรกมากนัก แต่ขอให้จับตาวิกฤตการเมืองในสหรัฐฯกันไว้ ถ้าหากรุนแรงขึ้น ก็จะยิ่งสร้างความตึงเครียดให้กับภาคการเงิน และเศรษฐกิจโลกได้มากยิ่งขึ้นครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,274
วันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีทีแล้ว โลกก้าวขึ้นสู่ปี 2017 ด้วยความหวังจากการขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายๆด้าน นั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯได้อานิสงส์อย่างมากมาย โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวขึ้นกันอย่างร้อนแรง
แต่ทว่า ความหวังดังกล่าว กลับเริ่มผ่อนแรงมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เราได้เห็นผู้พ่ายแพ้อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งอย่างแรกก็คือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯครับ
เงินดอลลาร์สหรัฐฯนั้น ปรับลดลงแล้ว 4.5% ในปีนี้ เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักอื่นๆของโลก ถือว่าเป็นการเริ่มต้นปีที่ย่ำแย่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006 ทีเดียว
แม้ว่าในปีนี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้วถึง 2 ครั้ง คือในเดือนมีนาคม และมิถุนายน ซึ่งตามทฤษฎีนั้น การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ก็น่าจะทำให้ทุนไหลกลับสหรัฐฯ และทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น แต่ทว่าเหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร??
เหตุผลประการแรก ก็คือ กระแสทุนยังไหลออกไปเก็งกำไรในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างต่อเนื่องเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศเหล่านี้ยังคงสูงกว่าในสหรัฐฯ (แม้ว่าสหรัฐฯจะขึ้นดอกเบี้ยแล้วก็ตาม) และประการที่สอง ก็คือวิกฤตการเมืองในสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังคงถูกเล่นงานไม่หยุดจากกรณีข้อสงสัยที่ว่า ทีมหาเสียงของเขามีความสัมพันธ์กับรัสเซียหรือไม่ และรัสเซียได้เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐฯเมื่อปลายปีที่แล้วจนทำให้นายทรัมป์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งใช่หรือไม่
นอกเหนือจากดอลลาร์แล้ว ในปีนี้ ถือว่าเป็นปีที่ย่ำแย่ มากที่สุดปีหนึ่งของ “น้ำมัน”
ราคาน้ำมันนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ร่วงลงไปมากกว่า 20% แล้ว จากที่ในปีนี้ไต่ระดับขึ้นไปเกือบ 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาเรลล์ แต่ราคาได้ร่วงลงมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 42-43 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาเรลล์
ราคาน้ำมัน ยังไม่ตอบสนองต่อนโยบายการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก และพันธมิตรนอกโอเปกนัก แม้ว่า โอเปก จะมีมติลดกำลังการผลิตต่อเนื่องยาวไปถึงเดือนมีนาคมปีหน้าทีเดียว
นั่นเป็นเพราะว่า ยังมีหลายผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกที่ยังเดินหน้าการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ผลิตน้ำมันจากแหล่งเชลล์ออยล์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันในชั้นหินใต้ดินของสหรัฐฯ ที่เมื่อราคาฟื้นตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็ทำให้ผู้ผลิตเหล่านี้กลับมาเดินเครื่องกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง และมีท่าทีว่าจะเดินหน้าสำรวจ และขุดน้ำมันกันมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
นั่นทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯปรับเพิ่มมากขึ้น และทำให้สหรัฐฯส่งออกน้ำมันเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ปัญหาน้ำมันล้นตลาดไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพังด้วยนโยบายการลดกำลังการผลิตของโอเปก
ในปีนี้ น้ำมันจึงถือว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทำผลงานย่ำแย่มากที่สุด เช่นเดียวกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนครึ่งปีหลังนี้ ก็ยังคาดว่าราคาน้ำมันจะยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ตราบใดที่ยังมีผู้ผลิตบางแห่งยังคงเดินหน้าปั๊มน้ำมันออกสู่ตลาดโลกมากเกินไป
ครึ่งหลังของปี 2017 นี้ คาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอาจจะไม่ต่างจากครึ่งปีแรกมากนัก แต่ขอให้จับตาวิกฤตการเมืองในสหรัฐฯกันไว้ ถ้าหากรุนแรงขึ้น ก็จะยิ่งสร้างความตึงเครียดให้กับภาคการเงิน และเศรษฐกิจโลกได้มากยิ่งขึ้นครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,274
วันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






