thansettakij
thansettakij
เริ่มต้นหรือจบนโยบายเข้มงวดการเงิน

เริ่มต้นหรือจบนโยบายเข้มงวดการเงิน

22 มิ.ย. 60 | 23:48 น.
อัปเดตล่าสุด :23 มิ.ย. 60 | 06:48 น.
MP27-3272-A ผ่านไปแล้ว หรือยังไม่เริ่มกันแน่ กับผลกระทบของการ “ลดขนาดงบดุล” ขนาด 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่หลาย ๆ คนเคยกังวลกันมาก ว่าอาจส่งผลให้ตลาดการเงินแตกตื่นเหมือนที่เฟดเคยส่งสัญญาณการ “หยุด” ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย หรือ “ขึ้น” ดอกเบี้ยในอดีต

และยิ่งน่าสงสัยเมื่อตลาดดูอึมครึม ไม่ตอบสนองกับนโยบายการเงินนี้ของเฟดเลย จนแม้แต่ผู้ค้าในตลาดก็เดากันไม่ถูกว่ากระแสการเงินโลกในตอนนี้เป็นช่วงพักก่อนเข้ามรสุมครั้งใหม่ หรือเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวที่เราพอจะลงทุนชิล ๆ กันได้บ้าง

ผมมองว่าการตอบสนองของตลาดบอกอะไรหลายอย่างกับเราครับ

อย่างแรกคือ เราตีค่าการลดขนาดงบดุลสูงเกินไป

แม้เราจะสามารถรวมการลดขนาดงบดุลเข้าในกลุ่มการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (เช่นการขึ้นดอกเบี้ย) ได้ในทางทฤษฎี แต่การที่จะเห็นบอนด์ยีลด์จะปรับตัวขึ้นมาได้ในความจริง ต้องอาศัย 2 ปัจจัย คือสภาพตลาดไม่น่าถือบอนด์ทำให้คนไม่อยากรับของที่เฟดขาย หรือเศรษฐกิจต้องดีจนนักลงทุนมีทางเลือกอื่นมากกว่ารอรับผลตอบแทนแบบคงที่ หรือแปลว่าตลาดจะวิ่งตามทฤษฎีได้ ก็ต่อเมื่อธนาคารกลางขายบอนด์ในช่วงที่เงินเฟ้อสูงหรือเศรษฐกิจดีมาก ซึ่งก็ค่อนข้างชัดเจนว่าภาพเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันไม่ได้เป็นอย่างนั้น

อย่างที่ 2 คือ นโยบายของธนาคารกลางทั่วโลกไม่เอนเอียงไปตามเฟด

จุดนี้ผมมองว่าฝั่งสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดก็มีบ้าง แต่เนื่องจากเหตุผลที่ค่อนข้างแตกต่าง และมีความเฉพาะตัว (เช่น เฟดที่กลัวเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป ธนาคารกลางอังกฤษที่กลัวปัญหาเงินเฟ้อจากเงินปอนด์ที่อ่อนค่า หรือธนาคารกลางจีนกังวลกับปัญหาเงินลงทุนไหลออก) ทำให้ตลาด “ไม่ได้รู้สึกอิน” ไปกับนโยบายการเงินของกลุ่มนี้เท่าไหร่

ต่างจากฝั่งที่ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เช่นยุโรปและญี่ปุ่น (ECB และ BOJ) ที่ค่อนข้างมองไปในทิศทางเดียวกัน ว่าเงินเฟ้อทั่วโลกยังคงตํ่าเกินไป ไม่มีทีท่าว่าจะเร่งตัวขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้ จึงต้องใช้เวลาอีกสักพักเพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถลดการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินได้หรือไม่

ทั้งหมดสะท้อนในตลาดเหมือนเป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มที่เชื่อว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น และเศรษฐกิจร้อนแรง (Inflationist) กับกลุ่มที่เชื่อว่าเงินเฟ้อยังตกตํ่า และเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว (Deflationist)

และที่ตลาดนิ่ง ไม่ตอบสนองกับการส่งสัญญาณปรับลดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯเลย ก็คือสัญญาณว่า Deflationist ได้รับชัยชนะในศึกแรกนี้ค่อนข้างชัดเจน

โดยสรุป เพียงแค่ 2 ข้อนี้ผมก็มองว่าแรงกระเพื่อมของการลดขนาดงบดุลรอบนี้ได้ “จบลงแล้ว” ครับ

เหลือเพียงความเสี่ยงที่ยังไม่เริ่มและยังต้องระวังคือ “นโยบายการเงินเข้มงวดทั่วโลก” ที่กำลังฟอร์มตัวอยู่ รอเพียงแค่ให้ ECB และ BOJ ส่งสัญญาณว่าพร้อมจะหันมาหนุนแนวคิดแบบ Inflationist เมื่อไหร่ ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับว่าแนวโน้มเงินเฟ้อและเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน

สำหรับคนที่ยังกังวลกับความเสี่ยงสุดท้าย ผมลองประยุกต์แผนการลดงบดุลล่าสุดของเฟด เข้ากับนโยบายการการซื้อสินทรัพย์เสี่ยงของฝั่ง ECB และ BOJ ดูครับ พบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ช่วงที่เหลือของปี 2017 ถึงปลายปี 2018 ยังจะเป็นช่วงที่นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักยังคงไม่เข้มงวดมากนัก ที่ต้องระวังจริงๆคือตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป

ช่วงนี้คงจะดูอึมครึม ๆ หน่อย พอไปได้ช้าๆ สำหรับไทยเราคงต้องหวังให้เงินเฟ้อกลับมาช้าที่สุด และภาวนาให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวโตได้แข็งแกร่งก่อนที่มรสุมจากนโยบายเงินแบบเข้มงวดที่กำลังจะเข้ามาครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560