
ตลาดอสังหาฯ EEC Comeback(ตอนที่ 1)
จากสถานการณ์ภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น (เทียบกับสถานการณ์ปี 2559 ที่ติดลบต่อเนื่อง) อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีและระยองซึ่งมีภาคอุตสาหกรรมเป็นสัดส่วน 50% และ 43% ของเศรษฐกิจจังหวัดตามลำดับ อันน่าจะส่งผลต่อเนื่องถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาลงนับจากปี 2557 เป็นต้นมา ปัจจุบันในบางพื้นที่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัวได้แล้วเนื่องจากแม้ว่าในปี 2559 ที่ผ่านมายอดขายจะยังลดลง แต่พบว่าอุปทานจำนวนหนึ่งกลับหายไปจากตลาด เนื่องจากจากการซื้อยกตึกของชาวจีน หรือเปลี่ยนแปลงจากคอนโดมิเนียมไปใช้เป็นโรงแรมแทน ทำให้อุปทานในตลาดในบางประเภท บางทำเล บางเซ็กเมนต์ ของอสังหาริมทรัพย์ เหลือขายน้อยแล้ว
ส่วนสถานการณ์การขายอาคารชุดในอำเภอเมือง อำเภอศรีราชา และอำเภอบางละมุง ก็ดูดีเช่นกัน มียอดขายคงเหลือประมาณ 9 เดือน 12 เดือนและ 10 เดือนตามลำดับ (โดยไม่รวมอุปทานใหม่ที่จะเข้าตลาด) โดยเซ็กเมนต์ที่ขายดีและอุปทานเหลือขายน้อย เช่น ห้องชุดแบบสตูดิโอ 1.5-1.75 ล้านบาทในเมืองชลบุรีเหลือขายเพียง 5 เดือนเท่านั้น (ไม่รวมอุปทานใหม่) ส่วนในบางละมุงห้องชุดแบบสตูดิโอ 1.26-2.00 ล้านบาท และ 2.00-5.00 ล้านบาท เหลือขายเพียง 7-10 เดือน เป็นต้น (ดังตาราง)
การลุยเปิด EEC ของรัฐบาล ทำให้ภาคตะวันออกยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมในการลงทุนจากต่างชาติ โดยแหล่งประกอบอุตสาหกรรม (นิคม) ยังคงขยายพื้นที่รองรับความต้องการปัจจุบันมีแหล่งประกอบอุตสาหกรรม (นิคมฯ) 28 แห่ง และจะเกิดใหม่อีก 12 แห่ง และเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สระแก้ว และตราด อีก 2 แห่ง
ผลกระทบสำคัญของ EEC ต่อเจ้าของที่ดินหลังจากกฎหมายผ่านความเห็นชอบแล้ว กรมโยธาธิการและผังเมืองจะมีการล้างไพ่สีผังเมืองใหม่ใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง (ผังเมืองเก่ายกเลิกไปเลย) โดยจะมีการทำผังเมืองใหม่อันเป็นความสำคัญของเจ้าของที่ดินที่ต้องจับตาดูว่าที่ดินจะถูกกำหนดให้เป็นสีอะไร ใช้สอยอะไรได้ หรือไม่ได้ โดยจุดที่มีกฎหมายมากระทบมาก ต้องตรวจสอบให้ดี เช่น ย่านบางสเร่ สัตหีบ ที่เป็นเขตความปลอดภัยทางทหาร เขตการปลอดภัยด้านการบิน บริเวณรอบเขาชีจันทร์ เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560






