thansettakij
thansettakij
โลกจะเริ่มใช้นโยบายรัดกุมขึ้น

โลกจะเริ่มใช้นโยบายรัดกุมขึ้น

21 มิ.ย. 60 | 23:47 น.
อัปเดตล่าสุด :22 มิ.ย. 60 | 06:45 น.
mp20-3272-c ผลการประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) เมื่อวันที่ 13-14 มิถุนายนที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงกับที่นักวิเคราะห์บอกว่าเป็น “สายเหยี่ยว” มากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะธนาคารกลางสหรัฐฯได้ กล่าวชัดเจนไว้ในหลายประเด็นดังนี้

ประเด็นแรก แนวทางของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยเฟดได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย อีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1.0-1.25% ที่สำคัญกว่านั้นคือในช่วงครึ่งปีหลังที่จะถึงนี้ เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ซึ่งจะทำให้เมื่อสิ้นสุดปีนี้ อัตราดอกเบี้ยของเฟด นั้นจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.25-1.50% ซึ่งจะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยของไทย คือ 1.50%

นอกจากนั้น ยังคาดว่าในปีหน้า เฟดจะยังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีก 3 ครั้งด้วย ทำให้คาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดปลายปี 2018 อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯน่าจะขึ้นไปอยู่ที่ 2.0-2.25% ถ้าไทยยังคงไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีหน้า ก็จะเท่ากับว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยจะตํ่ากว่าสหรัฐฯแล้วครับ

ประเด็นสำคัญก็คือ แนวทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เฟดลดการให้ความสำคัญกับดัชนีเงินเฟ้อของประเทศ โดยเฟดบอกว่าแนวโน้มของดัชนีเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในระดับที่ตํ่าอยู่ต่อไป โดยขณะนี้ดัชนีเงินเฟ้อของสหรัฐฯอยู่ที่ 1.7% ยังตํ่ากว่าระดับเป้าหมายที่ 2.0% และนี่ก็ถือว่าเป็นประเด็นที่เหล่านักวิเคราะห์เริ่มที่จะไม่ไว้ใจเฟด เพราะก่อนหน้านี้เฟดให้ความสำคัญกับดัชนีเงินเฟ้อเป็นสำคัญต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยใดๆ ครับ

นอกจากนั้นแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เฟดส่งสัญญาณออกมา ก็คือการที่จะเริ่มกระบวนการลดบัญชีงบดุลของเฟดที่พองตัวมากเกินไป หรือที่เรียกว่า Fed Balance Sheet ซึ่งในช่วงก่อนวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในช่วงปลายปี 2008 นั้น บัญชีงบดุลของเฟดอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในปัจจุบันพองตัวขึ้นมาอยู่สูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

[caption id="attachment_166018" align="aligncenter" width="503"] โลกจะเริ่มใช้นโยบายรัดกุมขึ้น โลกจะเริ่มใช้นโยบายรัดกุมขึ้น[/caption]

นั่นมีสาเหตุมาจากที่นับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินในสหรัฐฯช่วงปลายปี 2008 เป็นต้นมานั้น เฟดได้เริ่มใช้นโยบายทางการเงินผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือคิวอี พิมพ์แบงก์ดอลลาร์เข้ากว้านซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และสินทรัพย์ที่อิงกับสินเชื่อภาคอสัง หาริมทรัพย์ เป็นมูลค่ามหาศาลใน 3 ระลอก

คือระลอกแรก คิวอี 1 ในเดือนธันวาคม 2008 มูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามมาด้วยคิวอี 2 ในเดือนพฤศจิกายน 2010 มูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคิวอี 3 เริ่มในเดือนกันยายน 2010 ซึ่งเป็นลักษณะการเข้าซื้อคืนพันธบัตร และสินทรัพย์ที่เดือนละ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เงินมูลค่ามหาศาลนี้เองครับ ที่ทำให้เกิดสภาพคล่องล้นตลาดสหรัฐฯ และไหลเข้าสู่ตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นในหลายภูมิภาคของโลกกลับมาฟื้นตัวอย่างร้อนแรง ประเทศไทยเราก็ได้อานิสงส์จากการไหลเข้าของทุนต่างชาติจากสภาพคล่องของคิวอีเช่นกัน

แต่นั่นก็ทำให้ บัญชีงบดุลของเฟด บวมขึ้นมาด้วยครับ จากก่อนวิกฤติอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ในขณะนี้บัญชีงบดุลของเฟด บวมขึ้นมาถึง 4.50 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเฟดบอกว่าจะเริ่มการปรับลดงบดุลในปีนี้ โดยจะทยอยลดการถือครองสินทรัพย์เหล่านี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป มีเป้าหมายที่ลดลงให้ได้ราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งน่าจะทำให้บัญชีงบดุลของเฟดกลับไปอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้ง 2 สัญญาณจากเฟด ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการลดบัญชีงบดุล สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการใช้นโยบายทางการเงินที่รัดกุมขึ้นในอนาคต ที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเก่า และทิศทางของธนาคารกลางอื่นๆ อย่างเช่นยุโรป หรืออังกฤษ ก็มีแนวโน้มที่จะเริ่มใช้แนวทางที่รัดกุมมากขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน

ตามให้ทัน และต้องปรับตัวครับ ทั้งเรื่องดอกเบี้ย และทิศทางของฟันด์โฟลว์ ที่น่าจะเริ่มเห็นผลกันชัดๆ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560