thansettakij
thansettakij
จาก Marawi ฟิลิปปินส์ สู่เปรี้ยวฆ่าหั่นศพและบทเรียนต่อสังคมไทย

จาก Marawi ฟิลิปปินส์ สู่เปรี้ยวฆ่าหั่นศพและบทเรียนต่อสังคมไทย

21 มิ.ย. 60 | 04:59 น.
อัปเดตล่าสุด :21 มิ.ย. 60 | 11:59 น.
mp07-3272-b ล่วงเข้าสัปดาห์ที่ 4 แล้วแต่สถานการณ์ผู้ก่อการร้ายในเมือง Marawi บนเกาะ Mindanao ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดทางใต้ของประเทศยังไม่คลี่คลายลง ยอดการเสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นเป็นประชาชนกว่า 30 คน ตำรวจและทหารเกือบ 60 ราย ใน ขณะที่กองกำลังผู้ก่อการร้ายถูกสังหารไปแล้วมากกว่า 200 ราย แต่ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ ประชากรมากกว่า 250,000 คนในเมืองต้องถูกอพยพออกจากพื้นที่ ขาดโอกาสทั้งในการศึกษา การทำมาหากิน ทั้งเกาะ Mindanao ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจทางตอนใต้ของประเทศยังอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน แน่นอนผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคมเสียหายอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้

คำถามคือ สถานการณ์ผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมมีโอกาสได้ฟังบทวิเคราะห์จาก ผช.สุรัตน์โหราชัยกุล แห่งภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านเล่าให้ฟังว่า มาเฟียมักจะเกิดขึ้นเมื่อภาครัฐและประชาชนไม่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ เช่น ประชาชนไม่รู้สึกปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ประชาชนไม่ได้รับสวัสดิการที่เพียงพอ ช่องว่างเหล่านี้จะทำให้มาเฟียสามารถเข้ามาสร้างสถานะทางสังคมได้ เช่น เข้ามาเรียกค่าคุ้มครอง เข้ามาเป็นตัวกลางในขบวนการส่วยจนถึงการคอร์รัปชันในระดับชาติ หรือบางครั้งเข้ามาแม้แต่การจัดการรักษาพยาบาล และการศึกษา หากแต่การศึกษาเหล่านี้บางครั้งแฝงไว้ด้วยมิจฉาทิฐิ เช่นคำสอนที่แฝงด้วยการตีความคำสอนของศาสนาในรูปแบบผิดๆ ในลักษณะ Fundamentalism เพื่อสร้างให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากลุ่มหลงมัวเมาจนกลายเป็นนักรบ เป็นผู้คลั่งศาสนาหัวรุนแรง และเป็นผู้ก่อการร้าย ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการต่างๆ เมื่อมาถึงตรงนี้ทำให้เรานึกถึงสถานการณ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ความไม่สงบทางภาคใต้ครับ

ตำรวจฟิลิปปินส์เองก็ขึ้นชื่อ ในเรื่องของวิธีการที่สกปรก และสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน รวมทั้งบางครั้งบางคนก็ทำตัวเป็นมาเฟียเสียเองด้วยซํ้า ซึ่งแน่นอนว่ามาเฟียเหล่านี้เป็นองค์กรอาชญากรรมและพัวพันกับการค้ายาเสพติด ดังนั้นเมื่อประธานาธิบดี Duterte ประกาศทำสงครามยาเสพติด และผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดถูกสังหารไปแล้วมากกว่า 7 พันราย นั่นทำให้องค์กรเหล่านี้ระสํ่า และแตกกระสานซ่านเซ็น กลายเป็นหน่วย (Cell) เล็กๆ ซึ่งแนวทางนี้ก็ไปเข้าทางกับกลุ่ม IS (Islamic State of Iraq and the Levant: ISIL) ซึ่งแนวทางการก่อการร้ายปัจจุบันคือ ให้ต่างคนต่างดำเนินการในรูปแบบของ cell เล็กๆ ทำการก่อการร้ายใน scale เล็กๆ (เหมือนอย่างเหตุการณ์ 2017 Westminster attack ที่เราเห็นมือมีดขับรถชนฝูงชนกลางกรุงลอนดอน และการขับรถบรรทุกไล่ชนประชาชนจำนวนมากที่ออกมาเฉลิมฉลองวัน Bastille Day ที่เมือง Nice ประเทศฝรั่งเศสในปี 2016) ดังนั้นในกรณีของประเทศฟิลิปปินส์การควบคุม การข่าว การเตรียมการรับมือล่วงหน้าแทบจะทำไม่ได้

คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ ในเมื่อประเทศไทยเราเองก็มีความสุ่มเสี่ยงกับประเด็นเหล่านี้เช่นกัน (อย่าลืมว่าเรามีกรณีศาลท้าวมหาพรหมปี 2558, เหตุระเบิดโดยชาวอิหร่านซอยสุขุมวิท 71 ปี 2555, เหตุระเบิดในหลายพื้นที่ของ กทม.ในวันส่งท้ายปีเก่า 2549 เข้าสู่ปี 2550, ยังไม่นับ Pipe Bomb อีกหลายๆ สถานที่) เราต้องเตรียมตัวของเราอย่างไร

[caption id="attachment_165833" align="aligncenter" width="503"] จาก Marawi ฟิลิปปินส์ สู่เปรี้ยวฆ่าหั่นศพและบทเรียนต่อสังคมไทย จาก Marawi ฟิลิปปินส์ สู่เปรี้ยวฆ่าหั่นศพและบทเรียนต่อสังคมไทย[/caption]

ผมคิดว่า ความเชื่อที่ว่าประเทศไทยปลอดภัยไม่มีความรุนแรง อาจจะถูกต้องในอดีต แต่ปัจจุบันน่าจะไม่เป็นดังนั้นแล้ว ในอดีตถึงแม้เราจะมี Weak State แต่เรามี Strong Community ภาครัฐไทยในอดีตอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบสวัสดิการให้ประชาชนมากนัก แต่เราไม่มีช่องว่างให้กลุ่มมาเฟียเข้ามาลงหลักปักฐานได้ เพราะเรามีประชาคม มีสถาบันทางสังคมของคนไทยที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะสถาบันครอบครัวที่มีพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ลุงป้าน้าอา เพื่อนบ้าน คนในชุมชนช่วยกันดูแลซึ่งกันและกัน แต่ปัจจุบันภาครัฐเข้ามาจัดระบบสวัสดิการสังคมที่ดีขึ้นซึ่งเป็นข้อดีของประเทศไทย แต่สังคมไทยกลับไม่ Strong อย่างเดิมอีกแล้ว พิจารณาจากกรณีล่าสุด เช่น คดีฆ่าหั่นศพ ตัวฆาตกร คือ เปรี้ยว น่าจะเป็นภาพจำลองของปัญหานี้ได้ดี หญิงสาวที่เติบโตมาในต่างจังหวัด ซึ่งเข้าใจว่าครอบครัวคงไม่ได้ใกล้ชิดกันมากนัก เพราะพ่อแม่ก็คงต้องทำมาหากิน อาจต้องมาอยู่ในเมืองใหญ่ ไม่ได้ดูลูกเอง ลูกก็ต้องอยู่กับปู่ย่าตายายซึ่งมีปัญหาช่องว่างระหว่างวัย ในที่สุดก็กลายเป็นเด็กติดเพื่อน ออกเที่ยวกลางคืน ติดยา มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรสุมเสี่ยงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด และ/หรือ ค้ามนุษย์-โสเภณี แน่นอนคนเหล่านี้ได้เงินได้ทอง มีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย และเอาเงินเหล่านั้นมาสร้างบ้านสร้างฐานะให้กับครอบครัวในต่างจังหวัด จนกลายเป็นหน้าเป็นตาให้กับครอบครัว ได้รับการยอมรับในหมู่บ้านในชุมชน นี้คือพื้นที่เปิดสำหรับมาเฟีย ยังไม่นับรวมสถานการณ์ปัจจุบันที่เราเริ่มเห็นวัดในศาสนาพุทธทางภาคเหนือบางแห่งเริ่มมีคำสอนในลักษณะสนับสนุนให้เกิดความขัดแย้งหรือสงครามทางศาสนา และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับพุทธหัวรุนแรงใน เมียนมาและศรีลังกา

ค่านิยมทางสังคมที่บิดเบี้ยว คนที่มีประวัติอาชญากรรมหรือเคยข้องแวะกับยาเสพติดกลายเป็นความโก้เก๋และได้รับการยกย่องว่าเป็น Net Idol การยกย่องเชิดชูคนที่รูปร่างหน้าตา ฐานะความเป็นอยู่ที่หรูหรา ฟุ้งเฟ้อ หรือแม้แต่ Sex life คือความสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะมีเด็กและเยาวชนที่สามารถชักจูงไปสู่การเป็นผู้หลงผิดและเข้าสู่ขบวนการอาชญากรรม หรือแม้แต่ขบวนการก่อการร้ายได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

นั่นหมายความว่าเราต้องใส่ใจและจริงจังกับการแก้ปัญหาสังคมไทยให้มากกว่านี้และทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ รัฐ การศึกษา เอกชน ประชาสังคม และสื่อ คงต้องร่วมมือกันให้จริงจังกว่านี้ เพราะอย่าลืมว่าเมื่อเหตุ การณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว มันยากที่จะควบคุม ผลกระทบที่เสียหายโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจและสังคมมีมูลค่ามหาศาลเกินที่จะประเมินค่าได้ และการเยียวยาการลบบาดแผลก็ไม่สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,272 วันที่ 22 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560