thansettakij
thansettakij
ยกระดับวัฒนธรรมองค์กร แนวทางการกำกับดูแลสถาบันการเงินไทย

ยกระดับวัฒนธรรมองค์กร แนวทางการกำกับดูแลสถาบันการเงินไทย

19 มิ.ย. 60 | 23:38 น.
อัปเดตล่าสุด :20 มิ.ย. 60 | 06:56 น.
MP27-3271-B ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลายท่านคงจะเคยได้ยินปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเงินทั่วโลก ตั้งแต่ข่าวการบิดเบือนอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง LIBOR ของหลายธนาคารจนต้องถูกปรับเป็นเงินจำนวนมากไปตามๆ กัน ล่าสุดคือกรณีของ Wells Fargo ที่มีการปลอมแปลงบัญชีจนต้องโดนปรับจากหลายหน่วยงานรวมกันถึง 185 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแต่สิ่งที่น่าสนใจ คือปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในระบบสถาบันการเงินเหล่านี้ล้วนแต่ปะทุขึ้นหลังจากวิกฤติซับไพรม์ทั้งสิ้น นำมาสู่คำถามที่ว่ากฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังคงมีช่องโหว่อยู่อย่างนั้นหรือ?

หากเราลองหยิบยกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบสถาบันการเงินมาวิเคราะห์กันให้ถึงรากฐานของปัญหาจะพบว่าแท้จริงแล้วสาเหตุหลักอยู่ที่แนวความคิดของคนในองค์กรที่ถูกผลักดันให้มุ่งเน้นแสวงหาผลกำไรจากความเสี่ยงที่มากเกินพอดีผ่านการกำหนดเป้าหมายและการให้รางวัลจูงใจ ประกอบกับการมีระบบควบคุมภายในที่ไม่เข้มแข็งเพียงพอ จึงเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรได้ในระยะยาว หรือเราสามารถเรียกสั้นๆ ตามหลักวิชาการได้ว่า “วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture)”ดังนั้นในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับคำว่าวัฒนธรรมองค์กรให้มากขึ้น

หลังวิกฤตการณ์ทางการเงินหน่วยงานการกำกับดูแลในต่างประเทศเล็งเห็นว่าการกำกับดูแลในรูปแบบเดิมๆ ไม่สามารถระบุหรือป้องกันปัญหาได้อย่างทันกาล จึงหันมาให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลที่สามารถระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนที่ปัญหาจะปะทุขึ้นมา (Pre-emptive Action) ซึ่งการยกระดับวัฒนธรรมด้านความเสี่ยง (Risk Culture) ของระบบสถาบันการเงินเป็นประเด็นลำดับแรกๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาให้ความสำคัญโดยเน้นการสร้างวัฒนธรรมให้พนักงานคำนึงถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและความเสี่ยงอย่างสมดุล (Sound Risk Culture)

ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้องค์กรมีวฒนธรรมด้านความเสี่ยงที่เหมาะสม ควรคำนึงถึงหลายองค์ประกอบ ไม่ได้จำกัดเพียงแค่การปรับปรุงนโยบายหรือกฎระเบียบข้อบังคับเพียงมิติเดียวเท่านั้น แต่ควรพิจารณาไปถึงพฤติกรรมของพนักงานในองค์กรว่าได้มีการตระหนักถึงความเสี่ยงอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไปก็คงจะเป็นการยกระดับ วัฒนธรรมความเสี่ยงที่สมบูรณ์ไม่ได้

เมื่อกล่าวถึงวัฒนธรรมองค์กรจึงควรพิจารณาทั้งในเชิงโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร และคนขับเคลื่อนองค์กรควบคู่กันไปในด้าน โครงสร้างพื้นฐานขององค์กรปัจจัยที่ควรมีเพื่อรองรับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพคือ “โครงสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยง” ที่ควรมีการถ่วงดุลอย่างเหมาะสม สามารถคานอำนาจและตรวจสอบกันเองได้ภายในองค์กร ลำดับถัดมา คือ“กรอบการบริหารจัดการความเสี่ยง” ควรมีการกำหนดระดับความเสี่ยงที่องค์กรสามารถยอมรับได้อย่างชัดเจน รวมถึงประเมินและติดตามประสิทธิภาพการใช้งานอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญคือ “กรอบการจ่ายผลตอบแทน”ที่ควรสนับสนุนกลไกการถ่วงดุลในการตัดสินใจ และมีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ในด้านคนขับเคลื่อนองค์กร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบุคคลที่มีบทบาทหลักคือ “ผู้นำ” ซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการผลักดันให้คนภายในองค์กรมีแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกับเป้าหมายหรือค่านิยมร่วมที่ได้กำหนดไว้ นอกจากนี้เพื่อให้การส่งเสริมมีประสิทธิภาพผู้นำควรมีการปฏิบัติตนที่สอดคล้องกับคำพูดหรือนโยบายที่ตนได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน ปัจจัยถัดมาที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ “พนักงานในองค์กรที่ควรปลูกฝังให้มีความเข้าใจและความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตนเองอย่างถูกต้องและชัดเจน

นอกจากนี้องค์กรควรมีกลไกสนับสนุนใหม่ “การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ” เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมภายในองค์กร (บริหารความเสี่ยงตรวจสอบภายใน และหน่วยงานกำกับการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์) สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ และสุดท้าย คือ“กลไกการสร้างแรงจูงใจ” ควรส่งเสริมให้พนักงานมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ องค์กรไม่ควรใหความสำคัญกับคนที่คำนึงถึงผลตอบแทนระยะสั้นเพียงอย่างเดียวแต่ควรให้คุณค่ากับคนที่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนได้อย่างเหมาะสมมากกว่า

เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้อยากจะขอยํ้าอีกทีว่าหน่วยงานกำกับดูแลเข้าใจดีว่าวัฒนธรรมของแต่ละองค์กรมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และไม่สามารถตัดสินได้ว่าวัฒนธรรมรูปแบบใดดีหรือไม่ดี แต่สิ่งที่หน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญ คือ องค์กรมีการตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมมากน้อยเพียงใด และมีกลไกในการบรรเทาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าวเพียงพอแล้วหรือไม่ มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมหรือแทรกแซงในการบริหารงานแต่อย่างใด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลสถาบันการเงินในประเทศไทย

ถึงแม้ว่าระบบสถาบันการเงินไทยจะหลุดพ้นจากวิกฤตการณ์ทางการเงินมาตลอด 20 ปี และแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลกที่ผ่านมา แถมยังคงมีฐานะเงินกองทุนอยู่ในระดับมั่นคง แต่ความสำเร็จในอดีตนั้นไม่สามารถเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จในอนาคตได้ดังนั้นเราจึงต้องมีการพัฒนาการกำกับดูแลอยู่เสมอ โดยหนึ่งในปัจจัยที่เราควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ คือ การยกระดับธรรมาภิบาลสถาบันการเงิน ให้มีการบริหารงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีกลไกการถ่วงดุลภายในที่มีประสิทธิภาพจริง และที่สำคัญ คือการปลุกจิตสำนึกให้พนักงานทุกคนมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดจากการตัดสินใจและกระทำของตนเอง (Ownership of Risk) จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และคงถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องลุกขึ้นมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังและนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารองค์กรเพื่อยกระดับสังคมไทยให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

++บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,271 วันที่ 18 - 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560