thansettakij
thansettakij
รู้จัก‘คาซัคสถาน’กับศูนย์กลางเส้นทางคมนามคมขนส่งยูเรเซีย (ตอนจบ)

รู้จัก‘คาซัคสถาน’กับศูนย์กลางเส้นทางคมนามคมขนส่งยูเรเซีย (ตอนจบ)

18 มิ.ย. 60 | 02:45 น.
mp20-3271-3 ในตอนแรกเราได้ทราบถึงข้อมูลทั่วไปของคาซัคสถานและทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไปแล้ว ดังนั้น ในตอนที่ 2 นี้จะขอกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลคาซัคสถาน ซึ่งนำโดยนาย นูร์ซุลตัน นาซาร์บายิฟ (Nursultan Nazarbayev)ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ในเรื่อง วิสัยทัศน์ “เส้นทางสู่อนาคต:Nurly Zhol” เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

นโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งในประเทศและระหว่างประเทศของรัฐบาลคาซัคสถาน สอดคล้องกับนโยบาย One Belt One Road ของจีน ซึ่งต้องการสร้างเส้นทางสายไหมยุคใหม่เชื่อมโยงเส้นทางการค้าที่สำคัญระหว่างเอเชีย ไปยังยุโรป และตะวันออกกลางเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคาซัคสถานและจีนได้ลงนามร่วมกันในแผนบูรณาการนโยบายเศรษฐกิจใหม่ “Nurly Zhol” และ Economic Belt of Silk Road (EBSR) มีเป้าหมายพัฒนาการคมนาคม การขนส่ง การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว อาทิ การพัฒนาสถานีขนถ่ายสินค้าเพื่อส่งเสริมการนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนการสร้างความเชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศและสร้างบรรยากาศการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติทั้งนี้ การพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งที่สำคัญ ได้แก่

[caption id="attachment_164069" align="aligncenter" width="503"] ผู้นำคาซัคสถาน และจีนกระชับสัมพันธ์ ผู้นำคาซัคสถาน และจีนกระชับสัมพันธ์[/caption]

1. Silk Road Economic Belt ประกอบด้วย 11 เส้นทางเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างประเทศ แบ่งเป็น ทางรถไฟ 5 เส้นทาง และทางถนน 6 เส้นทาง เริ่มต้นจากจีน (เมือง Lianyungang, Xian, Urumqi) ไปยัง เอเชียกลาง (เมือง Dostyk, Khorgos, Astana, Shymkent) ตะวันออกกลาง (เมือง Dubai) และยุโรป (เมือง Baku, Moscow, Duisburg, Istanbul) โดยที่ผ่านมาการลงทุนในระบบคมนาคมขนส่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010-2015 มีมูลค่ารวม 23,136.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 832,000 ล้านบาท) ทั้งการปรับปรุงทางรถไฟ การคมนาคมทางน้ำและทางบก การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ซึ่งในปี ค.ศ. 2016-2020 มีแผนจะลงทุนเพิ่มอีกมูลค่า 11,781 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 424,000 ล้านบาท)

2.การพัฒนาเส้นทางตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่ “Nurly Zhol” และ EBSR ระหว่างจีนและคาซัคสถาน ส่งผลต่อระบบการขนส่งในหลาย ๆ ด้านระหว่างกัน อาทิ 1) ปริมาณการขนส่งสินค้าระหว่างจีน-คาซัคสถาน ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาในปี ค.ศ. 2016 มีปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ 79,000 TEU สูงขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ค.ศ. 2015 และตลอดปี ค.ศ.2016 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 TEU 2) เกิดการพัฒนาเส้นทาง Eurasian Transcontinental Corridor จากจีน (เมือง Lianyungang) คาซัคสถาน (เมือง Khorgos) ไปยังรัสเซีย (Moscow dry port) และเยอรมันนี นอกจากนี้ยังมีเส้นทาง เหนือ-ใต้ จากอิหร่าน (ท่าเรือ Bandar Abbas) ผ่านทะเลสาบแคสเปียนจากเมืองท่า Aktau ของคาซัคสถาน หรือผ่านเติร์กเมนิสสถานไปยังสหภาพยุโรปและรัสเซีย และ 3) พัฒนาเส้นทาง Trans-Caspian International Transport ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งจากจีน คาซัคสถาน อาเซอร์ไปจาน จอร์เจีย ไปยังตุรกี โดยมีทั้งเส้นทางรถไฟ ทางถนน และทางทะเล

3.เส้นทางขนส่งอื่น ๆ ภายในภูมิภาค ได้แก่ 1) การจัดตั้ง United Transport – Logistics Company (UTLC) โดยประเทศสมาชิก Eurasian Economic Union (EAEU)เพื่อดำเนินการด้านการขนส่งในเส้นทางคาซัคสถาน รัสเซีย และเบลารุส รวมถึงการจัดตั้ง International Transport and Transit Corridor เพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าบนเส้นทางระหว่างอิหร่าน โอมาน กาตาร์ เติร์กเมนิสถาน และอุซเบกิสถาน 2) ประตูตะวันตก-ตะวันออกของคาซัคสถาน ได้แก่ ด้านทิศตะวันตก ประกอบไปด้วยท่าเรือเมือง Aktau 3 แห่ง รองรับการขนส่งได้แห่งละ 3 ล้านตันและที่กำลังสร้างใหม่คือท่าเรือเมือง Kuryk ให้สามารถรองรับปริมาณการขนส่ง 4 ล้านตัน ด้านทิศตะวันออก ประกอบด้วย ท่าเรือเมือง Khorgos และอยู่ระหว่างการสร้างทางรถไฟเส้นทาง Almaty-Shu

รัฐบาลคาซัคสถานยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกและทางอากาศภายในประเทศ โดยคาซัคสถานกำลังอยู่ในช่วงการปรับปรุงทางหลวงแผ่นดินสายต่าง ๆ ระยะทางรวม 7,000กิโลเมตร ภายในปี ค.ศ. 2020 ในด้านการคมนาคมทางอากาศ กรุงอัสตานาถือเป็นเมืองหลวงที่เชื่อมโยงกับเมืองหลักสำคัญด้านโลจิสติกส์ 5 เมือง ได้แก่ แฟรงก์เฟิร์ต ลอนดอน ดูไบ ฮ่องกง และโซล โดยคาซัคสถานตั้งเป้าขยายท่าอากาศยานกรุงอัสตานาให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 7 ล้านคนภายในปี ค.ศ. 2017

[caption id="attachment_164070" align="aligncenter" width="503"] จุดผ่านแดนจีน - คาซัคสถาน จุดผ่านแดนจีน - คาซัคสถาน[/caption]

หากโครงการและความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างประเทศดังกล่าวปฏิบัติได้จริง เส้นทางการคมนาคมแห่งใหม่นี้จะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าทางเศรษฐกิจของคาซัคสถานและภูมิภาคเอเชียกลาง รวมถึงประเทศต่าง ๆ ที่สามารถคว้าโอกาสทางด้านการค้าการลงทุนในคาซัคสถาน

สำหรับโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทยที่สนใจต้องการเข้าไปทำการค้า-การลงทุน สามารถใช้ประโยชน์จากการที่คาซัคสถานเป็นสมาชิกของสหภาพศุลกากรรัสเซีย คาซัคสถาน และเบลารุส ซึ่งให้สิทธิบัตรพิเศษทางภาษี (GSP) แก่สินค้าจากประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งไทย โดยสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังคาซัคสถานจะได้รับการลดหย่อนภาษี 25% จากอัตราภาษีศุลกากรปกติ โดยในปี 2559 มูลค่าการค้าระหว่างไทย-คาซัคสถานอยู่ที่ 52.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1,770 ล้านบาท) โดยไทยส่งออกมูลค่า 37.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1,285 ล้านบาท) และนำเข้าจากคาซัคสถานมูลค่า 14.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 484 ล้านบาท)

โดยที่คาซัคสถานผลิตสินค้าเกษตรไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศจึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมาก ในขณะที่ไทยมีศักยภาพทางด้านการผลิตสินค้าเกษตร จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังคาซัคสถาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าฮาลาลเนื่องจากคาซัคสถานมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามกว่า 50% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

สำหรับสาขาการลงทุนที่น่าสนใจในคาซัคสถานในปัจจุบัน ได้แก่ สาขาเหมืองแร่ และการก่อสร้าง เนื่องจากคาซัคสถานมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ สาขาบริการด้านสุขภาพก็เป็นอีกธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพ เนื่องจากคาซัคสถานเป็นประเทศที่ประชากรมีกำลังซื้อสูง แต่ยังเข้าถึงบริการสุขภาพค่อนข้างยากจึงมีความต้องการนำเข้าบริการสุขภาพ

คาซัคสถานเพิ่มบทบาทระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ในวาระปี 2560-61 รวมทั้งกำลังจะเป็นเจ้าภาพงานมหกรรมโลก หรือเวิลด์ เอ็กซ์โป ณ กรุงอัสตานา ในหัวข้อ “Future Energy” ถือเป็นการแสดงบทบาททั้งในแง่การเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้คาซัคสถานเป็นที่น่าสนใจในเวทีโลกมากขึ้น

พบกับอัพเดทความเคลื่อนไหวและโอกาสในตลาดต่างประเทศที่สถานทูตไทยทั่วโลกตั้งใจติดตามมาให้ภาคเอกชนไทยได้ที่เว็บไซต์ www.globthailand.com หากมีข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม สามารถเขียนมาคุยกันได้ที่ [email protected]

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,271 วันที่ 18 - 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560