
เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกัน ของคนไทย...อยู่ที่ใด?
เมื่อผ่านเหตุการณ์สำคัญวันนั้น ประเทศเริ่มมีเสรีภาพและบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยมีรัฐบาลพลเรือนเป็นนายกรัฐมนตรี ที่นำโดยอาจารย์สัญญาธรรมศักดิ์ บ้านเมืองพ้นการครอบงำจากอำนาจฝ่ายทหารยุคจอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียรนักศึกษายุคนั้นจึงได้เริ่มสัมผัสกลิ่นอายของเสรีภาพ ได้มีโอกาสศึกษาและอ่านหนังสือ งานเขียน บทความ ที่เผยแพร่ความรู้ ความคิด ทฤษฎีการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมืองใหม่ๆจากทั่วโลกอย่างเปิดกว้าง ยิ่งกว่าในยุคการปกครองโดยอำนาจทหารขณะนั้น
ผมจึงได้อ่านได้ศึกษาเรียนรู้ ถกเถียงพูดคุยกับเพื่อนๆคนหนุ่มสาวร่วมยุคสมัย ถึงเรื่องประเทศชาติบ้านเมือง เราคิดถึงอนาคตของประเทศ เราเริ่มคิดและค้นหาเป้าหมายร่วมกัน ทั้งลงมือปฏิบัติเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ร่วมกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศชาติของเรา ไปสู่สังคมใหม่ที่ดีกว่าเก่า ที่ประเทศมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในทุกๆด้าน ประชาชนมีเสรีภาพ ภราดรภาพ มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี การเมืองการปกครองมีผู้นำที่ซื่อสัตย์สุจริต การบริหารประเทศปลอดการทุจริต คอร์รัปชันโกงกิน ตามอุดมคติและความเชื่อของตน แม้ในที่สุดเราจะทำไม่สำเร็จและก้าวไปไม่ถึงก็ตาม แต่นั่นก็คือเราได้กล้าคิดและร่วมกันทำการใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต
นับแต่ 14 ตุลาคม 2516 ถึงปัจจุบัน ผมได้ผ่านเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญๆในบ้านเมืองอีกหลายครั้งคือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ต่อมาก็เหตุการณ์การชุมนุมต่อสู้ครั้งใหญ่ของภาคประชาชนนับหลายล้านทั่วประเทศภายใต้ชื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ช่วงระหว่างปี 2549-2553 กระทั่งต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ของมวลมหาประชาชนหลายสิบล้านทั่วประเทศ ที่นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณและพวก เพื่อต่อต้านคัดค้านรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนำมาสู่การรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นหัวหน้าคณะ ก่อเกิดรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี ปกครองและบริหารบ้านเมือง ตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้
[caption id="attachment_156680" align="aligncenter" width="503"]
ที่กล่าวมาผมเพียงอยากจะบอกว่า บ้านเมืองของเราผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ร้ายแรงเกือบจะสิ้นชาติมาหลายครั้ง รวมถึงการที่ประเทศเคยผ่านสงครามภายในสู้รบระหว่างคนไทยด้วยกัน ในยุคต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ประเทศก็ผ่านพ้นเหตุการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้นมาได้ ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ประเทศไทยมีองค์พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พระองค์มิได้เป็นเพียงพระมหากษัตริย์ที่เป็นประมุขประเทศ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเท่านั้น
แต่ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจไทยทั้งชาติ เป็นทั้งปราชญ์และผู้นำทางจิตวิญญาณของคนไทยแนวพระราชดำริหรือศาสตร์พระราชาในทุกๆ ด้านที่พระราชทานแก่ประชาชน ล้วนเป็นแนวทางที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นหลักในการบริหารปกครองบ้านเมือง นำพาชาติไทยของเราไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่งมั่นคงและยั่งยืนทั้งสิ้น หากได้น้อมนำเอาแนวคำสอนของพ่อมารวบรวมเรียบเรียง เพื่อให้ประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและคณะรัฐมนตรีทุกคนทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ร่วมกันสร้างชาติปฏิรูปประเทศอยู่ในขณะนี้ ได้ศึกษาอย่างจริงจังในทุกระดับชั้นแล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จประเทศของเราก็คงจะเจริญก้าวหน้าไปสู่สังคมที่ดียิ่งกว่าวันนี้เป็นแน่แท้
ผมไม่เคยสงสัยเลยว่าประชาชนทั้งหลายต้องการก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันในเป้าหมายใด เพราะเหตุการณ์สำคัญที่ผ่านมาได้ให้คำตอบกับผมอย่างลึกซึ้งแล้ว ใครที่ไม่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ต่อสู้ร่วมเป็นร่วมตาย เคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน จะไม่มีวันเข้าใจสัจธรรมข้อนี้เลย ด้วยเหตุนี้ประชาชนทั้งหลายที่พร้อมตายและเสียสละได้แม้ชีวิต ในเหตุการณ์สำคัญๆทางการเมือง แม้ระเบิด กระสุนแก๊สนํ้าตาหรือคุกตะราง พวกเขาก็ไม่กลัว ทุกคนพร้อมสู้และพร้อมก้าวเดินไปสู่เป้าหมายร่วมกัน ขอเพียงแต่ให้เขารักและศรัทธาในผู้นำของเขาว่า กำลังนำพาพวกเขาต่อสู้และก้าวไปสู่เป้าหมายใดเท่านั้น
ดังนั้นประเทศไทยของเรา คงไม่ต้องอาศัยคำปราศรัยหรือสุนทรพจน์ของ มาร์คซัคเคอร์เบิร์ก มาเป็นแนวคำสอนหรอกครับ เราอาจรับฟังมาประกอบการพิจารณาได้เท่านั้นเพราะประเทศไทยของเรามีศาสตร์พระราชาและแนวคำสอนอันยิ่งใหญ่ ที่เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาอันลํ้าค่า อย่างหาที่สุดไม่ได้แล้วขอเพียงท่านนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำในการศึกษาและปฏิบัติ อย่างจริงจัง ประเทศของเราเจริญรุ่งเรืองแน่นอนครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,268 วันที่ 8 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560






