thansettakij
thansettakij
การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประสบการณ์ลาว-เวียดนาม

การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประสบการณ์ลาว-เวียดนาม

07 มิ.ย. 60 | 01:00 น.
การท่องเที่ยวมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ดังจะเห็นได้จากในปี2559 รายได้จากภาคการท่องเที่ยวคิดเป็นประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติและยังทำให้เกิดการจ้างงานประมาณ 2 ล้านคน นอกจากนั้นจำนวนนักท่องเที่ยวในปีที่แล้วยังเท่ากับ 32.6 ล้านคนซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 9% ในภาวะที่การท่องเที่ยวขยายตัวอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าในด้านหนึ่งจะส่งผลในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงาน แต่การขยายตัวของการท่องเที่ยวโดยปราศจากการบริหารจัดการที่เหมาะสมก็เป็นแรงกดดันต่อการแบ่งปันทรัพยากรธรรมชาติและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงสนใจที่จะทำวิจัยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการประยุกต์ใช้ในประเทศไทย

250557 ก่อนอื่นเราคงต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์คืออะไร การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ หมายถึง การท่องเที่ยวที่เน้นการสร้างประสบการณ์ ความรู้ และความประทับใจของนักท่องเที่ยวโดยผ่านเรื่องราวและเรื่องเล่าของผู้คนและท้องถิ่น การท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ของนักท่องเที่ยว คือ“ทะเล หาดทราย และแสงตะวัน”ได้ไปทะเล ได้ถ่ายรูปสวยๆและโพสต์ในโซเชียลมีเดีย แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับผู้คน การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์คือการที่นักท่องเที่ยวมีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกับผู้คนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการวาดลายบนผืนผ้าบาติก การปลูกข้าวในนา หรือการเดินทางบนเส้นทางสายกาแฟ ชื่นชมกลิ่นรสของกาแฟและตระหนักถึงหยาดเหงื่อและแรงงานในการผลิต เป็นต้นทั้งนี้จะมีการสร้างมูลค่าจากความสัมพันธ์ดังกล่าว ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับบริการการท่องเที่ยว

แนวคิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เริ่มขึ้นเมื่อทศวรรษที่ 1990 เนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถเห็นความแตกต่างระหว่างสินค้าที่ผลิตด้วยมือที่มีราคาสูงและสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตจากเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม ดังตัวอย่างเช่น เมื่อเห็นผ้าถุงทอมือจากฝ้ายที่ย้อมสีธรรมชาติ และผ้าถุงทอด้วยเครื่องจักรจากฝ้ายที่ย้อมสีที่ผลิตจากสารเคมี ผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็จะเลือกผ้าถุงจากโรงงานที่ราคาถูกกว่า แต่ถ้าหากผู้บริโภคได้เห็นหรือมีประสบการณ์ในการทอผ้า ผู้บริโภคก็จะเข้าใจความยากลำบากและเวลาที่ใช้ในการทอผ้าด้วยมือ ดังนั้นก็เต็มใจที่จะซื้อผ้าถุงทอมือในราคาที่แพงกว่าผ้าถุงที่ทอด้วยเครื่องจักร ชาวบ้านที่ทอผ้าก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น

250559 ผู้เขียนเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ข้ามแม่นํ้าโขง สู่เมืองบ่อแก้ว ใช้เส้นทาง R3A สู่หลวงนํ้าทา เดินทางต่อไปยังเมืองอุดมไซ ข้ามพรมแดนลาวด้านตะวันออกเฉียงเหนือสู่เดียนเบียนฟูในเวียดนามและเดินทางด้วยรถตู้ต่อไปยังซาปาดินแดนแห่งเทือกเขาสูงตระหง่านจากเชียงของ ผู้เขียนข้ามสะพานมิตรภาพและต่อรถตู้ที่ท่ารถเมืองบ่อแก้ว ในรถตู้ผู้โดยสารนั่งแถวละ 4 คน เส้นทาง R3A ลัดเลาะไปตามเทือกเขา 2 ข้างทางบางช่วงเป็นสวนยางพารา บางช่วงก็เป็นป่าไม้ผู้เขียนเข้าถึงที่พักที่เมืองหลวงนํ้าทาในเวลาคํ่า และซื้อทัวร์เดินป่า 2 วันในวันรุ่งขึ้นในย่านที่ผู้เขียนพักมีบริษัทนำเที่ยวเกือบ 10 แห่ง ซึ่งจัดการท่องเที่ยววิถีชุมชน ที่หลวงนํ้าทามีวนอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงมากชื่อวนอุทยานแห่งชาติน้ำห้าถ้าหากเดินเข้าไปในป่าลึกๆ เรามีโอกาสที่จะเจอสัตว์ป่า เช่น ช้างและ เสือ เป็นต้น

บริษัทนำเที่ยวมีความสัมพันธ์กับหมู่บ้านชายขอบอุทยานโดยจะมีไกด์จากหมู่บ้านประกบกับไกด์จากบริษัทนำเที่ยว หมู่บ้านได้รับเงินจากบริษัทนำเที่ยว แต่ชาวบ้านก็ต้องช่วยดูแลเส้นทางเดินป่า นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสแวะเยี่ยมและพบปะพูดคุยกับชาวบ้านซึ่งจะเป็นชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ยังนับถือผีนักท่องเที่ยวสามารถเลือกพักในหมู่บ้าน หรือพักในที่พักแบบง่ายๆ กลางป่าอาหารการกินมีทั้งกินกับชาวบ้านหรือบางทีไกด์จะทำกับข้าวในกระบอกไม้ไผ่ที่ใช้วัตถุดิบที่เก็บจากในป่า เช่น เห็ด ผักป่าชนิดต่างๆ และปลีกล้วยป่า เป็นต้นจากการพูดคุยกับชาวบ้าน การทำนาส่วนใหญ่ทำเพื่อผลิตข้าวซึ่งใช้สำหรับการบริโภคในครอบครัวเนื่องจากพื้นที่นามีขนาดเล็ก รายได้ส่วนใหญ่ของครอบครัวมาจากการหาหน่อไม้และเก็บของป่าขาย

ต่อมาผู้เขียนนั่งรถโดยสารขนาดกลางจากหลวงนํ้าทาผ่านเมืองอุดมไซและข้ามเข้าสู่เมืองเดียนเบียนฟู หรือเมืองแถงในประเทศเวียดนาม เส้นทางผ่านเทือกเขาที่สูงชันยิ่งกว่าบนเส้นทางจากบ่อแก้วถึงหลวงนํ้าทา ใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมง เมืองนี้มีความสำคัญสำหรับผู้เขียนใน2 ด้าน ด้านหนึ่งเมืองแถงคือเมืองสำคัญของดินแดนสิบสองจุไท หรือสิบสองเจ้าไทในอดีตมีชนเผ่าที่สำคัญ 2 ชนเผ่า คือไทแดง และไทดำ ฝีมือทอผ้าของชนเผ่าทั้งสองนี้นับว่าเป็นเลิศ ทั้งยังมีวัฒนธรรมประเพณีที่น่าสนใจ

เดียนเบียนฟูคือสมรภูมิในอดีตระหว่างฝรั่งเศสและเวียดนาม ในการรบที่เดียนเบียนฟู ฝรั่งเศสแพ้เวียดนามและหลังจากนั้นต้องยอมปล่อยเวียดนามจากการเป็นอาณานิคมเดียนเบียนฟูเป็นเมืองในหุบเขา 2 ข้างทางช่วงใกล้เมืองเดียนเบียนฟูมีนาข้าวเขียวชอุ่ม มีหมู่บ้านของคนไทอยทู่ วั่ ไปการแตง่ ตวั ก็ต่างจากคนเวียดนาม ผู้เขียนได้เห็นจุดต่างๆในสมรภูมิทำให้ได้จินตนาการย้อนอดีตกลับไปสู่สงครามกู้เอกราชของเวียดนาม

นอกจากประวัติศาสตร์แล้ว สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจคือนํ้าใจไมตรีของคนเวียดนาม ใกล้ๆกับโรงแรมที่พัก มีร้านอาหารเล็กๆ ที่มีโต๊ะเพียง 2 โต๊ะ มีแม่และลูกสาวที่กำลังอ่านหนังสือเมื่อผู้เขียนสั่งอาหารเรียบร้อยคุณแม่ก็เดินเข้าไปในครัวและทำอาหาร ขณะเดียวกันเพื่อนของลูกสาวอีก 2 คนก็เดินเข้ามาอ่านหนังสือด้วย หน้าบ้านเพื่อนบ้าน 2-3 คนยืนคุยกัน ผู้เขียนรู้สึกเหมือนเดินเข้ามาในบ้านเพื่อนและกำลังนั่งรอเพื่อนทำกับข้าวให้กิน เมื่อเดินออกมาจากร้านอาหาร ก็มีคนยิ้มทักทาย เด็กๆที่ถีบจักรยานผ่านไปก็ร้องทักเป็นภาษาอังกฤษ

จากเดียนเบียนฟูผู้เขียนนั่งรถตู้ไปตามเทือกเขาที่สลับซับซ้อนอีกค่อนวันกว่าจะถึงซาปา ที่ซาปา ผู้เขียนซื้อทัวร์จากบริษัทนำเที่ยว ชื่อ Sapa O Chau บริษัทนี้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ก่อตั้งโดยผู้หญิงชาวม้งดำจัดรายการนำเที่ยวตามหมู่บ้านของชาวม้งดำ และขายหัตถกรรมของชาวเขา ผู้เขียนได้ซื้อทัวร์ท่องเที่ยวไปตามหมู่บ้านและนํ้าตกโดยมอเตอร์ไซค์เป็นระยะทาง 70 กิโลเมตร หลังอาหารเที่ยงในบ้านคนม้ง ผู้เขียนได้ร่วมทำกิจกรรมวาดลวดลายแบบม้งด้วยปากกาที่ชุบเทียนร้อนๆ ลงบนผืนผ้า หลังจากนั้นผู้สอนจะต้มผ้าในนํ้าครามและตากให้แห้ง นักท่องเที่ยวที่ร่วมในกิจกรรมจะได้ผลงานผ้าบาติกไว้เป็นที่ระลึก

250560 มีงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่ตั้งคำถามว่าการท่องเที่ยวในซาปาส่งผลกระทบในด้านบวกเช่น เพิ่มการจ้างงาน และลดความยากจนได้หรือไม่ ผลการศึกษาพบว่า การท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยส่งผลกระทบในเชิงบวก แต่คนที่จะได้รับผลในเชิงบวกโดยส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านในระดับกลางที่พูดภาษาอังกฤษได้ หรือมีฐานะพอที่จะสร้างบ้านพักให้นักท่องเที่ยวมาพักแต่คนจนมักจะมีโอกาสน้อยกว่า ดังนั้นในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จะต้องคำนึงถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ไปสู่คนที่ยากจนด้วย

ประสบการณ์ในลาวและเวียดนามเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์นำไปสู่แนวคิดเกี่ยวกับงานวิจัยของผู้เขียน โดยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาผู้เขียนและคณะนักวิจัยจากคณะและสถาบันต่างๆ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวน 8 คณะได้เดินทางไปจังหวัดน่านเพื่อหาข้อมูลซึ่งจะนำไปสู่การเขียนข้อเสนอวิจัยเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดน่าน ซึ่งแบ่งเป็น 5 โครงการวิจัยย่อย ที่ประกอบไปด้วยโครงการที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของน่านในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์โครงการวิจัยศักยภาพการท่องเที่ยวในชุมชนพหุวัฒนธรรม โครงการท่องเที่ยววิถีชาวนา โครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาวะ และโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่เป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ในโอกาสหน้าจะมาเล่าเรื่องงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมของชุมชนให้ท่านผู้อ่านฟัง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,268 วันที่ 8 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560