
‘One Belt One Road’ กับโอกาสธุรกิจในอาเซียน
รัฐบาลจีนกำลังขับเคลื่อนนโยบาย 3 เรื่องที่สำคัญคือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (2559-2563) นโยบาย “Made in China 2025” หรือ “Created in China” และนโยบาย One Belt One Road หรือ OBOR ซึ่งทั้ง 3 เรื่องมีเป้าหมายเดียวกันก็เพื่อผลักดันให้ “จีนก้าวขึ้นเบอร์ 1 ของโลก”
บทความของผมฉบับนี้จะวิเคราะห์เฉพาะนโยบาย OBOR เท่านั้น โดยวิเคราะห์ถึงโอกาสด้านการค้าและการลงทุนที่มีต่อประเทศอาเซียน โดยเปรียบเทียบระหว่างปี 2556 กับปี 2559 เหตุที่ต้องใช้ปี 2556 เป็นฐานเพราะปี 2556 นั้นเป็นปีแรกที่ท่านประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ประกาศนโยบาย OBOR อย่างเป็นทางการรายละเอียดเป็นดังนี้ครับ
ปี 2556 จีนนำเข้าสินค้าจากอาเซียนทั้ง 10 ประเทศด้วยมูลค่า 198,869 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปี 2559 จีนนำเข้าลดลงเหลือ 182,843 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แสดงว่าช่วง 4 ปีของOBOR ส่งผลให้จีนนำเข้าสินค้าจากอาเซียนลดลงเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2556นั้น จีนนำเข้าสินค้าจากมาเลเซีย มากเป็นอันดับที่ 1 ตามด้วย ไทยสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์เวียดนามและเมียนมา แต่หลังจากนั้นในปี 2559 จีนนำเข้าจาก“เวียดนาม” เพิ่มขึ้นอย่างมากจนทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่จีนนำเข้ามาเป็นอันดับที่ 3 (ก่อนหน้านี้อยู่อันดับที่ 6) รองจากมาเลเซียและไทย
ส่วนตลาดส่งออกของจีนนั้นในปี 2556 มีมูลค่า 243,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี2559 จีนสามารถส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 262,733 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแสดงว่า 4 ปีของ OBOR นั้นได้ทำให้จีนส่งออกสินค้าไปยังอาเซียนได้เพิ่มขึ้น 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เวียดนามเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของจีน ตามด้วยสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซียและไทย แต่ในปี 2559 สินค้าจีนยังคงส่งออกไปเวียดนามมากเช่นเดิมตามด้วย สิงคโปร์ มาเลเซียและ ไทย (ขึ้นจากอันดับที่ 5) นั้นแสดงให้เห็นใน 4 ปีของ OBORนั้น มูลค่าการค้าจีนกับอาเซียนเพิ่มจาก 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็น 4.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งเป้าหมายของประธานาธิบดีสีต้องการมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2563
และจีนได้ประโยชน์ทางการค้ากับอาเซียนเพราะมีดุลการค้ากับอาเซียนเพิ่มจาก 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนประเทศที่ได้ประโยชน์ที่จีนนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นคือเวียดนาม เมียนมา ไทยกัมพูชาและลาว ตามลำดับ
หันมาพิจารณารายสินค้ากันบ้าง กลุ่มสินค้าของไทยที่จีนต้องการเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจในระยะ 4 ปีของ OBOR คือ ยางพาราและผลิตภัณฑ์อาหารประเภทธัญพืช (Cereal) ในขณะที่สินค้าประเภทเหล็ก ไม้ เสื้อผ้า รองเท้าอาหารทะเล และฝ้ายจากอินโดนีเซียจีนมีความต้องการสูง ส่วนชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องสำอาง เนื้อสัตว์อาหารสุขภาพที่ไม่มีกลูเตน (Gluten) ผลิตภัณฑ์นมล้วนเป็นสินค้าจากมาเลเซียที่จีนให้ความสนใจ
และที่น่าสนใจคือว่า “ผลไม้และเครื่องสำอาง” เป็นกลุ่มสินค้าที่จีนมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศสำหรับอิทธิพลของ OBOR ต่อการลงทุนในอาเซียนนั้น พบว่าตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศในอาเซียนปี 2556 อยู่ที่ 124,864 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงในปี2559 เหลือเพียง 120,816 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จีนเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับที่ 4 ในอาเซียนตามหลัง ยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ(ระดับโลกจีนลงทุนเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ) ในปี 2556 FDIของจีนเท่ากับ 6,426 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มเป็น 8,256 ล้านเหรียญในปี 2559 (สัดส่วนร้อย 7 ของFDI ในอาเซียน) ปี 2558 FDIสะสมในอาเซียนเท่ากับ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี2573 คาดว่าจะเป็น 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย FDI สะสมของจีนในปี 2557 อยู่ที่ 28,000ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสิงคโปร์อินโดนีเซีย และไทยเป็น 3 ประเทศแรกที่จีนมีการลงทุนมากที่สุด
FDI ของจีนในอาเซียนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยตรง ได้แก่ เกษตร อุตสาหกรรมและบริการ กับอีกส่วนคือเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่นถนน รถไฟ ท่าเรือและพลังงานเป็นต้น โดยการลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยตรงพบว่า ช่วงปี 2553 ถึง 2556 อุตสาหกรรมที่นักลงทุนจีนเข้าไปลงทุนหลักๆ ในอาเซียน ได้แก่ การเงิน (1,639ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ธุรกิจในกลุ่มนี้มีทั้งไปซื้อกิจการในอาเซียนและบริการการเงินเพื่อเช่าซื้อ (Leasing) โดยทุน 90% มาจากรัฐบาลจีนผ่านทางบริษัทเอกชนจีน
[caption id="attachment_156717" align="aligncenter" width="503"]
‘One Belt One Road’ กับโอกาสธุรกิจในอาเซียน[/caption]
ตามด้วยการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (1,465 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ธุรกิจการค้าเป็นการทำธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก (1,065 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)อุตสาหกรรมเน้นอุตสาหกรรมที่อาเซียนมีศักยภาพและมีทรัพยากรเช่น เสื้อผ้า รองเท้า ยางพาราและพลังงาน เป็นต้น (490 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) การบริการเป็นร้านอาหาร โลจิสติกส์ และท่องเที่ยว (365 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)เหมืองแร่ (342 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และเกษตรกรรม เช่นปลูกยางพาราใน CLMV ธุรกิจรับซื้อสินค้า และปลูกกล้วยและผลไม้ในลาว (62 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)ซึ่งเงินลงทุนในกลุ่มนี้มาจากนักธุรกิจจีนโดยตรง
สำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนั้นมาจากหลายแหล่งเช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB) กองทุนเส้นทางสายไหม (Silk Road Fund)บริษัทการลงทุนแห่งชาติจีน (CIC)กองทุนอาเซียนจีน (CAF) ธนาคารเพื่อการพัฒนาของจีน (CDB)ธนาคารส่งออกนำเข้า (EXIM)และกองทุนจีนกับประเทศคู่ธุรกิจเช่น กองทุนจีน-รัสเซีย เป็นต้น
ตั้งแต่ปี 2556-2560 เงินลงทุนเหล่านี้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไปแล้ว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ยลงทุนปีละ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น จีนลงทุน5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากเมืองหลวงจาการ์ต้าของอินโดนีซียถึงเมืองบันดุงด้วยระยะทาง142 กม. ความเร็ว 250 กม.ต่อชม. และการลงทุนรถไฟความเร็วสูงในลาว เป็นต้น จะเห็นได้ว่าภายใต้ OBOR นั้นมีธุรกิจหลากหลายของอาเซียนที่มีโอกาสในการทำธุรกิจบนเส้นทาง OBOR ทั้ง เกษตร อุตสาหกรรม บริการก่อสร้างและที่เกี่ยวข้องและโลจิสติกส์เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,267 วันที่ 4 - 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560
บทความของผมฉบับนี้จะวิเคราะห์เฉพาะนโยบาย OBOR เท่านั้น โดยวิเคราะห์ถึงโอกาสด้านการค้าและการลงทุนที่มีต่อประเทศอาเซียน โดยเปรียบเทียบระหว่างปี 2556 กับปี 2559 เหตุที่ต้องใช้ปี 2556 เป็นฐานเพราะปี 2556 นั้นเป็นปีแรกที่ท่านประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ประกาศนโยบาย OBOR อย่างเป็นทางการรายละเอียดเป็นดังนี้ครับ
ปี 2556 จีนนำเข้าสินค้าจากอาเซียนทั้ง 10 ประเทศด้วยมูลค่า 198,869 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปี 2559 จีนนำเข้าลดลงเหลือ 182,843 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แสดงว่าช่วง 4 ปีของOBOR ส่งผลให้จีนนำเข้าสินค้าจากอาเซียนลดลงเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2556นั้น จีนนำเข้าสินค้าจากมาเลเซีย มากเป็นอันดับที่ 1 ตามด้วย ไทยสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์เวียดนามและเมียนมา แต่หลังจากนั้นในปี 2559 จีนนำเข้าจาก“เวียดนาม” เพิ่มขึ้นอย่างมากจนทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่จีนนำเข้ามาเป็นอันดับที่ 3 (ก่อนหน้านี้อยู่อันดับที่ 6) รองจากมาเลเซียและไทย
ส่วนตลาดส่งออกของจีนนั้นในปี 2556 มีมูลค่า 243,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี2559 จีนสามารถส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 262,733 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแสดงว่า 4 ปีของ OBOR นั้นได้ทำให้จีนส่งออกสินค้าไปยังอาเซียนได้เพิ่มขึ้น 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เวียดนามเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของจีน ตามด้วยสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซียและไทย แต่ในปี 2559 สินค้าจีนยังคงส่งออกไปเวียดนามมากเช่นเดิมตามด้วย สิงคโปร์ มาเลเซียและ ไทย (ขึ้นจากอันดับที่ 5) นั้นแสดงให้เห็นใน 4 ปีของ OBORนั้น มูลค่าการค้าจีนกับอาเซียนเพิ่มจาก 4.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็น 4.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งเป้าหมายของประธานาธิบดีสีต้องการมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2563
และจีนได้ประโยชน์ทางการค้ากับอาเซียนเพราะมีดุลการค้ากับอาเซียนเพิ่มจาก 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนประเทศที่ได้ประโยชน์ที่จีนนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นคือเวียดนาม เมียนมา ไทยกัมพูชาและลาว ตามลำดับ
หันมาพิจารณารายสินค้ากันบ้าง กลุ่มสินค้าของไทยที่จีนต้องการเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจในระยะ 4 ปีของ OBOR คือ ยางพาราและผลิตภัณฑ์อาหารประเภทธัญพืช (Cereal) ในขณะที่สินค้าประเภทเหล็ก ไม้ เสื้อผ้า รองเท้าอาหารทะเล และฝ้ายจากอินโดนีเซียจีนมีความต้องการสูง ส่วนชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องสำอาง เนื้อสัตว์อาหารสุขภาพที่ไม่มีกลูเตน (Gluten) ผลิตภัณฑ์นมล้วนเป็นสินค้าจากมาเลเซียที่จีนให้ความสนใจ
และที่น่าสนใจคือว่า “ผลไม้และเครื่องสำอาง” เป็นกลุ่มสินค้าที่จีนมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศสำหรับอิทธิพลของ OBOR ต่อการลงทุนในอาเซียนนั้น พบว่าตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศในอาเซียนปี 2556 อยู่ที่ 124,864 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงในปี2559 เหลือเพียง 120,816 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จีนเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับที่ 4 ในอาเซียนตามหลัง ยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ(ระดับโลกจีนลงทุนเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ) ในปี 2556 FDIของจีนเท่ากับ 6,426 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มเป็น 8,256 ล้านเหรียญในปี 2559 (สัดส่วนร้อย 7 ของFDI ในอาเซียน) ปี 2558 FDIสะสมในอาเซียนเท่ากับ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี2573 คาดว่าจะเป็น 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย FDI สะสมของจีนในปี 2557 อยู่ที่ 28,000ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสิงคโปร์อินโดนีเซีย และไทยเป็น 3 ประเทศแรกที่จีนมีการลงทุนมากที่สุด
FDI ของจีนในอาเซียนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยตรง ได้แก่ เกษตร อุตสาหกรรมและบริการ กับอีกส่วนคือเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่นถนน รถไฟ ท่าเรือและพลังงานเป็นต้น โดยการลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยตรงพบว่า ช่วงปี 2553 ถึง 2556 อุตสาหกรรมที่นักลงทุนจีนเข้าไปลงทุนหลักๆ ในอาเซียน ได้แก่ การเงิน (1,639ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ธุรกิจในกลุ่มนี้มีทั้งไปซื้อกิจการในอาเซียนและบริการการเงินเพื่อเช่าซื้อ (Leasing) โดยทุน 90% มาจากรัฐบาลจีนผ่านทางบริษัทเอกชนจีน
[caption id="attachment_156717" align="aligncenter" width="503"]
ตามด้วยการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (1,465 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ธุรกิจการค้าเป็นการทำธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก (1,065 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)อุตสาหกรรมเน้นอุตสาหกรรมที่อาเซียนมีศักยภาพและมีทรัพยากรเช่น เสื้อผ้า รองเท้า ยางพาราและพลังงาน เป็นต้น (490 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) การบริการเป็นร้านอาหาร โลจิสติกส์ และท่องเที่ยว (365 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)เหมืองแร่ (342 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และเกษตรกรรม เช่นปลูกยางพาราใน CLMV ธุรกิจรับซื้อสินค้า และปลูกกล้วยและผลไม้ในลาว (62 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)ซึ่งเงินลงทุนในกลุ่มนี้มาจากนักธุรกิจจีนโดยตรง
สำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนั้นมาจากหลายแหล่งเช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB) กองทุนเส้นทางสายไหม (Silk Road Fund)บริษัทการลงทุนแห่งชาติจีน (CIC)กองทุนอาเซียนจีน (CAF) ธนาคารเพื่อการพัฒนาของจีน (CDB)ธนาคารส่งออกนำเข้า (EXIM)และกองทุนจีนกับประเทศคู่ธุรกิจเช่น กองทุนจีน-รัสเซีย เป็นต้น
ตั้งแต่ปี 2556-2560 เงินลงทุนเหล่านี้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไปแล้ว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ยลงทุนปีละ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น จีนลงทุน5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากเมืองหลวงจาการ์ต้าของอินโดนีซียถึงเมืองบันดุงด้วยระยะทาง142 กม. ความเร็ว 250 กม.ต่อชม. และการลงทุนรถไฟความเร็วสูงในลาว เป็นต้น จะเห็นได้ว่าภายใต้ OBOR นั้นมีธุรกิจหลากหลายของอาเซียนที่มีโอกาสในการทำธุรกิจบนเส้นทาง OBOR ทั้ง เกษตร อุตสาหกรรม บริการก่อสร้างและที่เกี่ยวข้องและโลจิสติกส์เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,267 วันที่ 4 - 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560






