thansettakij
thansettakij
ทีพีพี กับการค้าระหว่างประเทศ

ทีพีพี กับการค้าระหว่างประเทศ

05 มิ.ย. 60 | 01:00 น.
Tp08-3267-b ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิก (ทีพีพี) ดูจะกลับเข้ามาสู่ความสนใจของผู้รับผิดชอบระดับนโยบายของบ้านเราอีกครั้งนะครับ หลังจากประเทศคู่เจรจาที่เหลือ 11 ประเทศ ซึ่งต่างก็อยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและล้วนเป็นสมาชิกเอเปค ได้ใช้โอกาสที่เดินทางมาร่วมการประชุมเอเปคเมื่อช่วงกลางเดือน หารือกันนอกรอบเพื่อประเมินอนาคตของทีพีพีหลังจากสหรัฐฯ ได้ถอนตัวออกไป

สมาชิกทีพีพีที่เหลือ11 ประเทศ (ทีพีพี 11) ซึ่งได้แก่ ออสเตรเลีย บูรไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์และเวียดนาม ได้มีแถลงการณ์ร่วมกันออกมา แต่ทั้ง 11 ประเทศยังคงไม่ได้ข้อสรุปว่า จะเอาอย่างไรดี โดยกำหนดเวลาไว้ว่าจะประชุมกันอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมและหาข้อยุติให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งนี้ มีรายงานว่าทีพีพี 11 มีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ทำให้ทีพีพีดังที่เป็นอยู่มีผลใช้บังคับแม้ไม่มีสหรัฐฯ หรือ เปิดให้สมาชิกที่เหลือเจรจาเพื่อหาสมดุลใหม่เมื่อไม่มีสหรัฐฯ แล้ว

ญี่ปุ่นเป็นหัวหอกในความพยายามที่จะหาทางออกให้ทีพีพีมีผลใช้บังคับโดยไม่มีสหรัฐฯ แม้จะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างสมาชิกทีพีพีเหลือเพียง 40% ก็ตาม เพราะญี่ปุ่นมองว่าหากทีพีพีมีผลใช้บังคับ ก็อาจดึงดูดสหรัฐฯ กลับมาได้ในที่สุด นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังต้องการใช้ทีพีพีคานอำนาจทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเด่นชัดในกรอบความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ทีพีพีจะเป็นความตกลงการค้าฉบับแรกที่กำหนดกฎเกณฑ์การอำนวยความสะดวกทางการค้าให้แก่เศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งการค้าระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 จะมีขึ้นในโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ

หากเลือกแนวทางแรก ทีพีพี 11 เพียงแค่แก้ไขตัวบทความตกลงในเรื่องการมีผลใช้บังคับซึ่งขณะนี้กำหนดให้ประเทศที่ให้สัตยาบันแล้วต้องมีจีดีพีรวมกันไม่ต่ำกว่า 85% ของสมาชิกทั้งหมด (เนื่องจากหากไม่มีสหรัฐฯ จีดีพีของทีพีพี 11 รวมกันมีแค่ะ 40% เท่านั้น) และตัดภาคผนวกที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ออกไป ซึ่งแนวทางนี้สามารถทำให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับได้โดยเร็วเนื่องจากไม่ต้องเจรจาเนื้อหาสาระใหม่ และเป็นแนวทางที่ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ สนับสนุน

ขณะที่เวียดนามและมาเลเซียมีท่าทีต้องการเสนอให้เปิดเจรจาใหม่เพื่อหาสมดุลเมื่อไม่มีสหรัฐฯ ในภาพแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากข้อแลกเปลี่ยนของทั้งสองประเทศนี้ภายใต้ทีพีพี ซึ่งได้แก่ พันธกรณีที่จะปฏิรูปกฎระเบียบภายในของตนครั้งใหญ่ มีพื้นฐานอยู่บนผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้าตลาดสหรัฐฯ เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวออกไปแล้ว 2 ประเทศนี้จึงไม่ค่อยเต็มใจที่คงข้อแลกเปลี่ยนดังกล่าวภายใต้ทีพีพีไว้ เวียดนามสัญญาที่จะปฎิรูประบบรัฐวิสาหกิจของตนขณะที่มาเลเซียจะเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐฯ มีอากรศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าต่ำอยู่แล้ว ทั้ง 2 ประเทศสามารถเข้าตลาดสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องอาศัยเอฟทีเอ จะมีก็เพียงไม่กี่สาขา ได้แก่ สิ่งทอ รองเท้า เกษตรและสินค้ายานยนต์บางประเภท เท่านั้นที่เรียกได้ว่ามีการเปิดตลาดเฉพาะในทีพีพี

ไทยไม่ได้ร่วมการเจรจาทีพีพีมาแต่ต้น การเข้าร่วมจะขึ้นอยู่กับความยินยอมของทีพีพี 11 ซึ่งสามารถมีข้อเรียกร้องจากไทย อาทิ ในเรื่องการเปิดตลาด เป็นการเฉพาะเพิ่มจากพันธกรณีภายใต้ทีพีพีขณะนี้ เรียกได้ว่าจะมี “ค่าผ่านประตู” สำหรับไทยเป็นแน่ ดังนั้น ไทยควรพิจารณาความพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพร้อมที่จะเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน หากแค่พร้อมที่จะผูกพันเท่ากับของเดิมไม่มาก อาทิ เท่าพันธกรณีที่มีที่ WTO หรือเท่าที่เปิดให้ประเทศอื่นตามเอฟทีเอแล้วนั้น เกรงว่าคงจะไม่พอ และที่สำคัญไทยมีความพร้อมที่จะปฏิรูประบบภายในของเราแค่ไหน โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นประเด็นใหม่ ๆ เช่นการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และประเด็นที่เรามีปัญหามาตลอดเช่นการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

สำหรับผลประโยชน์ที่ไทยอาจได้รับจากการเข้าร่วมทีพีพี ที่ชัดเจนน่าจะได้แก่ การเปิดตลาดแคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นเพียง 2 ประเทศในทีพีพี 11 ที่ไทยยังไม่มีเอฟทีเอด้วย และที่สำคัญพันธกรณีภายใต้ทีพีพีสามารถนำไปสู่การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้แก่ไทยในตลาดโลก ทั้งจากการปฏิรูปโครงสร้างและการปรับตัวเข้าสู่กฎเกณฑ์ทางการค้ายุคดิจิตอล ก็ต้องลองคิดกันดูครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,267 วันที่ 4 - 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560