
ทำไมเงินทุนจึงไหลออก จากตลาดการเงินจีน (ตอนจบ)
หลังจากที่เราคุยกันไปในช่วงต้นเดือนเรื่องเงินทุนไหลออกจากจีน (ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 3,258 วันพฤหัสบดี ที่ 4-วันเสาร์ ที่ 6 พฤษภาคม2560) ผมให้ความเห็นว่าภาพตลาดการเงินปัจจุบันเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เงินทุนไหลออก ครั้งนี้จะเล่าว่าโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่กำลังจะโตแบบลดการลงทุนแต่เงินออมเพิ่มสูงขึ้น เป็นอีกหนึ่งเหตุผลกดดันให้เกิดเงินทุนไหลออกเช่นกัน
ผมอธิบายภาพเศรษฐกิจจีนดังนี้ครับ
สมมุติคนจีนใช้เงินปีที่แล้ว 50,000 หยวน เศรษฐกิจเติบโต 7% หมายความว่าในปีนี้ใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 53,500 หยวน ถ้าส่วนประกอบของจีดีพีจีนมีการลงทุน 60 บริโภค40ด้วยโมเดลนี้ประเทศที่พัฒนาแล้ว (กลุ่ม OECD) จะมีการบริโภคทั่วไปเติบโตได้ 4-5% โดยเฉลี่ย คำนวณกลับมาให้โตตามเป้า การลงทุนก็ต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 8-9% ซึ่งก็ค่อนข้างสอดคล้องกับตัวเลขที่ทางการจีนประกาศปัจจุบัน
แต่ด้วยเป้า“ลดการลงทุน”และ “ลดการสร้างหนี้”ของทางการจีน สิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจก็คือสินทรัพย์ที่ลงทุนได้มีน้อยลงแลผลตอบแทนก็ตํ่าลง
ถ้าเป้าหมายสัดส่วนการลงทุนและการบริโภคคือ 50/50ก็ต้องมีเงิน 5,000 หยวนที่ผันไปเป็นการบริโภค แม้จะทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้นทันทีในปีแรก แต่ก็ยากที่จะใช้จ่ายทุกปีให้สูงขึ้นต่อในปีถัดไป และถ้าต้องลดปริมาณการลงทุนลงขณะที่ผลตอบแทนก็ลดลงด้วยแล้ว เป้าหมายของทางการจีนที่จะปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ ดูจะส่งผลเสียกับความมั่งคั่งระยะยาวของคนจีน
คิดอย่างนี้ก็ลำบากจีนไม่น้อย แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางออก
คนจีนยังสามารถโตได้ตามเป้า เพียงแค่ต้องหาการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนในระดับ 9-10%หรือไม่ก็ออกไปลงทุนนอกประเทศเพื่อให้เป้าหมายในประเทศเป็นไปตามที่ภาครัฐต้องการพร้อมกับความมั่งคั่งที่ไม่ลดลง
ดังนั้นถ้าทางการจีนยังมีเป้าหมายในการปรับสมดุลเศรษฐกิจต่อไปเรื่อยๆ การไหลออกของเงินทุนจีนจะเกิดขึ้นต่อถ้าไม่มีการลงทุนในประเทศที่ผลตอบแทนดีมากมาสอดรับบริษัทของประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าคนจีนเลือกทำอย่างไรตามทฤษฎีข้างต้น การออมของจีนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากระดับ30% ต่อจีดีพีในช่วงปี 1980 มาอยู่ที่ระดับ 45% ในปัจจุบัน (ขณะการออมต่อจีดีพีสหรัฐฯ อยู่ที่17% เยอรมนี 26% ญี่ปุ่น 28%และไทย 30%) ซึ่งก็มาจากบริษัทจีนที่ได้เงินจากการทำธุรกิจ แต่ไม่รู้จะไปลงทุนเพิ่มอย่างไร และกำลังพักเงินไว้ในสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัท ถ้าบริษัทยังไม่จำเป็นต้องบริโภคมากขึ้น(เช่นขึ้นเงินเดือนพนักงานหรือซื้อสินค้าทุนที่แพงขึ้น) ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เงินทุนจะไหลออกจากประเทศจีนในท้ายที่สุด
[caption id="attachment_155601" align="aligncenter" width="503"]
ทำไมเงินทุนจึงไหลออก จากตลาดการเงินจีน (ตอนจบ)[/caption]
ด้วยเหตุนี้ กระแสเงินทุนไหลออกจึงยังคงเป็น“เทรนด์ใหญ่” ของจีนในอนาคต ส่วนว่าจะจบอย่างไรนั้น ผมมองว่าเป็นไปได้ 2 กรณีหลัก แบบแรกคือ ทุกอย่างจะค่อย ๆ “ปรับตัวเอง” หลังจากที่ทางการจีนเปิดเสรีการลงทุนในที่สุด รายได้ที่จีนได้มาจากการค้าจะไหลออกไปลงทุน เงินหยวนอ่อนค่าบ้าง แต่จีนสามารถประคองเศรษฐกิจให้ค่อยๆ เติบโตช้าลงได้แบบไม่มีวิกฤติ แต่กรณีที่แย่ที่สุดคือถ้าเกิดมีบางประเทศไป “ตัดสายการไหลของเงินนี้” ก่อนที่จีนจะพร้อม(เช่นตั้งกฎกีดกันการค้ากับจีน) ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ทางการจีนต้องสวนกลับด้วยกฎการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะสั้นเช่นกัน
ผลที่ตามมาก็คือผู้เล่นในตลาดต้องแก้เกมตามและคงเลี่ยงไม่ได้ที่สินทรัพย์หลักของแต่ละประเทศทั้งหุ้นจีนและบอนด์สหรัฐจะถูกหยิบขึ้นมาถล่มฝั่งตรงข้าม
ผมเชื่อว่าทางจีน (ไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือกระทรวงพาณิชย์) ดูจะเข้าใจภาพเงินทุนไหลออกและความเสี่ยงนี้ดี พร้อมทั้งพยายามหารือกับสหรัฐฯ อยู่เสมอในเรื่องนี้
แต่ที่น่ากลัวคือฝั่งสหรัฐฯ ที่ตัวผู้นำเองดูจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจีนเกินดุล หรือทำไมค่าเงินหยวนอ่อนค่า และน่ากลัวว่าถ้าเกิดพลั้งมือไปตัดสายการไหลของเงินจีนตอนนี้ คงมีเศรษฐกิจบางที่ที่อาจพังลงได้
ถึงตรงนั้นปัญหาเงินทุนไหลออกก็จะไม่ใช่ปัญหาของจีนประเทศเดียวอีกต่อไปครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,266 วันที่ 1- 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560
ผมอธิบายภาพเศรษฐกิจจีนดังนี้ครับ
สมมุติคนจีนใช้เงินปีที่แล้ว 50,000 หยวน เศรษฐกิจเติบโต 7% หมายความว่าในปีนี้ใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 53,500 หยวน ถ้าส่วนประกอบของจีดีพีจีนมีการลงทุน 60 บริโภค40ด้วยโมเดลนี้ประเทศที่พัฒนาแล้ว (กลุ่ม OECD) จะมีการบริโภคทั่วไปเติบโตได้ 4-5% โดยเฉลี่ย คำนวณกลับมาให้โตตามเป้า การลงทุนก็ต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 8-9% ซึ่งก็ค่อนข้างสอดคล้องกับตัวเลขที่ทางการจีนประกาศปัจจุบัน
แต่ด้วยเป้า“ลดการลงทุน”และ “ลดการสร้างหนี้”ของทางการจีน สิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจก็คือสินทรัพย์ที่ลงทุนได้มีน้อยลงแลผลตอบแทนก็ตํ่าลง
ถ้าเป้าหมายสัดส่วนการลงทุนและการบริโภคคือ 50/50ก็ต้องมีเงิน 5,000 หยวนที่ผันไปเป็นการบริโภค แม้จะทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้นทันทีในปีแรก แต่ก็ยากที่จะใช้จ่ายทุกปีให้สูงขึ้นต่อในปีถัดไป และถ้าต้องลดปริมาณการลงทุนลงขณะที่ผลตอบแทนก็ลดลงด้วยแล้ว เป้าหมายของทางการจีนที่จะปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ ดูจะส่งผลเสียกับความมั่งคั่งระยะยาวของคนจีน
คิดอย่างนี้ก็ลำบากจีนไม่น้อย แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางออก
คนจีนยังสามารถโตได้ตามเป้า เพียงแค่ต้องหาการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนในระดับ 9-10%หรือไม่ก็ออกไปลงทุนนอกประเทศเพื่อให้เป้าหมายในประเทศเป็นไปตามที่ภาครัฐต้องการพร้อมกับความมั่งคั่งที่ไม่ลดลง
ดังนั้นถ้าทางการจีนยังมีเป้าหมายในการปรับสมดุลเศรษฐกิจต่อไปเรื่อยๆ การไหลออกของเงินทุนจีนจะเกิดขึ้นต่อถ้าไม่มีการลงทุนในประเทศที่ผลตอบแทนดีมากมาสอดรับบริษัทของประเทศจีนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าคนจีนเลือกทำอย่างไรตามทฤษฎีข้างต้น การออมของจีนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากระดับ30% ต่อจีดีพีในช่วงปี 1980 มาอยู่ที่ระดับ 45% ในปัจจุบัน (ขณะการออมต่อจีดีพีสหรัฐฯ อยู่ที่17% เยอรมนี 26% ญี่ปุ่น 28%และไทย 30%) ซึ่งก็มาจากบริษัทจีนที่ได้เงินจากการทำธุรกิจ แต่ไม่รู้จะไปลงทุนเพิ่มอย่างไร และกำลังพักเงินไว้ในสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัท ถ้าบริษัทยังไม่จำเป็นต้องบริโภคมากขึ้น(เช่นขึ้นเงินเดือนพนักงานหรือซื้อสินค้าทุนที่แพงขึ้น) ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เงินทุนจะไหลออกจากประเทศจีนในท้ายที่สุด
[caption id="attachment_155601" align="aligncenter" width="503"]
ด้วยเหตุนี้ กระแสเงินทุนไหลออกจึงยังคงเป็น“เทรนด์ใหญ่” ของจีนในอนาคต ส่วนว่าจะจบอย่างไรนั้น ผมมองว่าเป็นไปได้ 2 กรณีหลัก แบบแรกคือ ทุกอย่างจะค่อย ๆ “ปรับตัวเอง” หลังจากที่ทางการจีนเปิดเสรีการลงทุนในที่สุด รายได้ที่จีนได้มาจากการค้าจะไหลออกไปลงทุน เงินหยวนอ่อนค่าบ้าง แต่จีนสามารถประคองเศรษฐกิจให้ค่อยๆ เติบโตช้าลงได้แบบไม่มีวิกฤติ แต่กรณีที่แย่ที่สุดคือถ้าเกิดมีบางประเทศไป “ตัดสายการไหลของเงินนี้” ก่อนที่จีนจะพร้อม(เช่นตั้งกฎกีดกันการค้ากับจีน) ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ทางการจีนต้องสวนกลับด้วยกฎการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะสั้นเช่นกัน
ผลที่ตามมาก็คือผู้เล่นในตลาดต้องแก้เกมตามและคงเลี่ยงไม่ได้ที่สินทรัพย์หลักของแต่ละประเทศทั้งหุ้นจีนและบอนด์สหรัฐจะถูกหยิบขึ้นมาถล่มฝั่งตรงข้าม
ผมเชื่อว่าทางจีน (ไม่ว่าจะเป็นผู้นำหรือกระทรวงพาณิชย์) ดูจะเข้าใจภาพเงินทุนไหลออกและความเสี่ยงนี้ดี พร้อมทั้งพยายามหารือกับสหรัฐฯ อยู่เสมอในเรื่องนี้
แต่ที่น่ากลัวคือฝั่งสหรัฐฯ ที่ตัวผู้นำเองดูจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจีนเกินดุล หรือทำไมค่าเงินหยวนอ่อนค่า และน่ากลัวว่าถ้าเกิดพลั้งมือไปตัดสายการไหลของเงินจีนตอนนี้ คงมีเศรษฐกิจบางที่ที่อาจพังลงได้
ถึงตรงนั้นปัญหาเงินทุนไหลออกก็จะไม่ใช่ปัญหาของจีนประเทศเดียวอีกต่อไปครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,266 วันที่ 1- 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560






