thansettakij
thansettakij
ประโยชน์-ผลกระทบจากการเก็บภาษีกองทุนรวมตราสารหนี้

ประโยชน์-ผลกระทบจากการเก็บภาษีกองทุนรวมตราสารหนี้

29 พ.ค. 60 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :29 พ.ค. 60 | 10:37 น.
หลังจากที่มีข่าวว่ากระทรวงการคลังมีแผนที่จะเรียกเก็บภาษีจากกองทุนตราสารหนี้เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทางภาษและปัญหาความเหลื่อมลํ้ากับการที่นักลงทุนรายย่อยถือตราสารหนี้โดยตรง หรือแม้แต่การฝากเงินที่ต้องถูกหักภาษีเวลาได้รับดอกเบี้ยท่านนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และสมาชิกก็ได้ให้สัมภาษณ์ไปบ้างว่าทางสมาคมก็ไม่ขัดหากจะมีการเรียกเก็บภาษีจากกองทุนตราสารหนี้จริง และยังได้เสนอแนะวิธีที่ทางสมาคมฯและบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเห็นว่าน่าจะมีประสิทธิภาพและความสมํ่าเสมอในการเก็บภาษีดังกล่าว

ทีนี้เมื่อมาลองวิเคราะห์ดูว่ามาตรการน่าจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง แน่นอนรัฐก็สามารถหารายได้เพิ่มจากการเรียกเก็บภาษีใหม่นี้เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ ส่วนกองทุนตราสารหนี้ต่างๆ ก็จะให้ผลตอบแทนสุทธิหลังหักภาษีแล้วแก่นักลงทุนลดลง โดยในช่วงแรกหลังมาตรการมีผลคาดว่าเม็ดเงินที่เคยลงทุนอาจไหลกลับไปสู่เงินฝากธนาคาร เพราะส่วนต่างของผลตอบแทนที่ได้จากกองทุนกับอัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์จะแคบลง นักลงทุนจะมองว่าไม่คุ้มกับความเสี่ยง นำเงินไปฝากธนาคารดีกว่า

แต่การไหลของเงินไม่น่าจะจบแค่นั้น เมื่อธนาคารพาณิชย์ได้เงินฝากเพิ่มขึ้นกว่าที่ต้องการในขณะที่การเติบโตของสินเชื่อนั้นขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์หนี้เสียของแต่ละธนาคาร เพราะธนาคารเองแม้อยากจะปล่อยสินเชื่อแต่ก็เกรงว่าหากเร่งปล่อยสินเชื่อไปง่ายๆแล้วหนี้นั้นอาจกลายเป็นหนี้เสียได้ เมื่อการปล่อยสินเชื่อเป็นไปตามสภาวะตลาด แต่เงินฝากกลับเพิ่มมากขึ้นเกินความต้องการธนาคารต่างๆ ก็จะลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ให้กับผู้ฝากเงิน หากเป็นเช่นนี้ธนาคารพาณิชย์น่าจะได้ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยเพราะได้ต้นทุนเงินฝากที่ตํ่าลงอีกหน่วยงานที่น่าจะได้ประโยชน์จากการเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ก็น่าจะเป็นสำนักบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการออกพันธบัตรรัฐบาลของกระทรวงการคลัง เนื่องจากในปัจจุบัน กองทุนรวมซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบันมิได้มีภาระต้องเสียภาษี แต่นักลงทุนอื่นๆ รวมทั้งรายย่อยที่ซื้อพันธบัตรจะโดนเรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย15%สำนักบริหารหนี้สาธารณะก็จะออกพันธบัตรออมทรัพย์(saving bond) เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยลงทุนและให้ดอกเบี้ยสูงกว่าพันธบัตรปกติ (loan bond)เสมือนเป็นการช่วยชดเชยภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งในอนาคตเมื่อนักลงทุนทุกกลุ่มจะโดนเรียกเก็บภาษีเหมือนๆ กัน ก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษกับพันธบัตรออมทรัพย์เป็นการช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของรัฐได้อีกทางหนึ่ง

ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็อาจต้องรับภาระหนักขึ้นในการดูแลค่าเงินบาท เพราะในปัจจุบันกองทุนตราสารหนี้มีการไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ต่างประเทศในยามที่สภาพคล่องในประเทศมากเกินความจำเป็น เราอาจสังเกตเห็นว่ามีกองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารในประเทศจีนตะวันออกกลาง หรือแม้แต่เกาหลี บราซิล รัสเซีย ที่เคยเป็นที่นิยมในอดีต กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศเหล่านี้มีเม็ดเงินรวมกันหลายล้านล้านบาท เป็นเสมือนกลไกที่คอยช่วยปรับสมดุลสภาพคล่องในระบบการเงิน หากภาษีที่เก็บจากนักลงทุนทยอยลดลง กองทุนนำเงินกลับก็จะทำให้เงินบาทแข็งขึ้นซึ่งกระทบต่อการส่งออกได้

โดยปัจจุบันนี้ ทางอุตสาหกรรมกองทุนได้ทำการรวบรวมข้อดีข้อเสียและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนำเสนอต่อกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาให้รอบคอบรัดกุม ก่อนประกาศใช้มาตรการภาษีกองทุนรวมตราสารหนี้ เราในฐานะนักลงทุนก็ควรติดตาม และศึกษาข้อมูลเหล่านี้เพื่อประโยชน์ต่อการลงทุนของเราด้วยนะครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,265 วันที่ 28 - 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560