thansettakij
thansettakij
จีน จีน จีน

จีน จีน จีน

20 พ.ค. 60 | 03:00 น.
อัปเดตล่าสุด :20 พ.ค. 60 | 06:27 น.
งานใหญ่ที่สุดแห่งปีของจีนเสร็จสิ้นไปแล้ว สำหรับการประชุมครั้งแรกของความร่วมมือ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” หรือ One Belt One Roadที่จีนมองว่าเป็นความร่วมมือขยายเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในเส้นทางวันเบลท์วันโรด ครั้งสำคัญ ขณะที่ฝรั่งตะวันตกมองว่าเป็นเวทีที่จีนจัดขึ้นเพื่อยกสถานะของจีนเองสู่การเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก พูดง่ายๆก็คือ จีนจัดงานขึ้นมายก(หาง) ตัวเองนั่นล่ะครับ

นโยบายวันเบลท์วันโรดของจีน ริเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2013 โดยจะเป็นการพัฒนาและร่วมมือทางเศรษฐกิจในเส้นทางสายไหมเดิม ทั้งทางบกและทางทะเล ที่ครอบคลุมตอนเหนือของจีน ผ่านเอเชียกลางไปยังยุโรป ส่วนตอนใต้ของจีน ก็ลงมาเชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง ไปถึงแอฟริกา ซึ่งเป็นเส้นทางโบราณ “เส้นทางสายไหม” ของจีนนั่นเองครับ

[caption id="attachment_150308" align="aligncenter" width="503"] เส้นทางสายไหมยุคใหม่ยังหมายถึงการขนส่งทางทะเลที่ขยายขอบเขตเชื่อมโยงกันมากขึ้น ในภาพคือการก่อสร้างท่าเรือลามู (Lamu Port) ในประเทศเคนยา บริษัทก่อสร้างของจีนได้เข้าไปรับสัมปทานก่อสร้างสะพานเทียบเรือ 3 แห่ง ท่าเรือลามูตั้งอยู่บริเวณอ่าวมันดา (Manda Bay) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเคนยา เส้นทางสายไหมยุคใหม่ยังหมายถึงการขนส่งทางทะเลที่ขยายขอบเขตเชื่อมโยงกันมากขึ้น ในภาพคือการก่อสร้างท่าเรือลามู (Lamu Port) ในประเทศเคนยา บริษัทก่อสร้างของจีนได้เข้าไปรับสัมปทานก่อสร้างสะพานเทียบเรือ 3 แห่ง ท่าเรือลามูตั้งอยู่บริเวณอ่าวมันดา (Manda Bay) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเคนยา[/caption]

แน่นอนว่า จีนได้เตรียมการแผนการและโครงการต่างๆ กับประเทศที่เรียงรายอยู่ตามเส้นทางเหล่านี้ไว้มากมายกว่า 900 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่โครงการขนส่ง การวางท่อสายไฟเบอร์ออฟติค ความร่วมมือด้านการเงินการธนาคาร เป็นต้น เรียกว่าครอบคลุมในทุกๆด้านครับ

โดยหนึ่งในกลไกหลักที่จีนใช้กระจายเงินกู้ผ่านนโยบายวันเบลท์วันโรดนั้น ก็คือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาโครงสร้างสาธารณนูปโภคแห่งเอเชีย หรือเอไอไอบี ที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งลักษณะเป็นธนาคารปล่อยกู้ คล้ายๆกับธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือเอดีบี และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ซึ่งจีนมองว่าสถาบันเหล่านี้ถูกครอบงำด้วยโลกตะวันตก จีนจึงจัดตั้งเอไอไอบี ขึ้นมาถ่วงดุล

ในวันแรกของการเปิดประชุมวันเบลท์วันโรด ที่กรุงปักกิ่ง ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งจีน ได้ประกาศเงินกู้และเงินช่วยเหลือให้กับประเทศต่างๆมูลค่าถึง 1.24 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4.3 ล้านล้านบาท ถือว่ามหาศาลอย่างมาก พร้อมกับประกาศลั่นว่าใครจะเข้าร่วมกับ วันเบลท์วันโรด ก็ยินดีครับ เพื่อสร้างความมั่งคั่ง และสันติภาพให้กับโลก
แต่กระนั้น จีนเองก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ถึงความช่วยเหลือต่างๆ ว่ามีนัยยะแอบแฝงหรือไม่ อีกทั้ง ยังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความได้มาตรฐานของการดำเนินการจัดการ

[caption id="attachment_150309" align="aligncenter" width="503"] รถไฟสินค้าขบวนที่ 1,000 ของปีนี้ วิ่งออกจากเมืองอี้อู มณฑลเจ้อเจียง ทางภาคตะวันออกของจีนมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางในยุโรป เส้นทางขนส่งที่สะดวกขึ้นนี้ ทำให้การบรรทุกสินค้าวิ่งล่องระหว่างจีนและยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 158% หรือเพิ่มขึ้น 612 ขบวน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม - 13 พฤษภาคม 2560) รถไฟสินค้าขบวนที่ 1,000 ของปีนี้ วิ่งออกจากเมืองอี้อู มณฑลเจ้อเจียง ทางภาคตะวันออกของจีนมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางในยุโรป เส้นทางขนส่งที่สะดวกขึ้นนี้ ทำให้การบรรทุกสินค้าวิ่งล่องระหว่างจีนและยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 158% หรือเพิ่มขึ้น 612 ขบวน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม - 13 พฤษภาคม 2560)[/caption]

เช่น ความร่วมมือในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากจีน ที่เชื่อมลงสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น หลายประเทศก็บ่นครับ ว่าเป็นความร่วมมือที่ไม่เป็นธรรม จีนได้อยู่ฝ่ายเดียว จะสร้างก็ต้องเงินกู้จากจีน ซึ่งมีดอกเบี้ยสูง หนำซ้ำ จีนยังได้สิทธิครอบครองที่ดินข้างเส้นทางรถไฟอีกด้วย ทั้งๆที่ประเทศนั้นๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องมีรถไฟความเร็วสูงด้วยซ้ำ อย่างลาวเป็นต้น ซึ่งทุกวันนี้ ผมยังหาคำตอบไม่ได้เลยว่า ลาว จำเป็นต้องมีรถไฟความเร็วสูงหรือไม่ หรือเป็นเพียงเพราะว่า ที่ตั้งของลาวเป็นแค่ทางผ่านของจีนเท่านั้น

แม้แต่การจัดตั้งธนาคารเอไอไอบี จีนก็ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และความเป็นมาตรฐานสากลในการจัดการ เพราะดูเหมือนว่า จะเป็นธนาคารที่จีนเป็นเจ้าภาพใหญ่อยู่แห่งเดียว การตัดสินใจต่างๆ จะผ่านมาจากรัฐบาลกรุงปักกิ่งอีกด้วย
แม้กระทั่งเส้นทางวันเบลท์วันโรดก็ตาม ดูเหมือนว่าจีนจะมีแต่ได้กับได้ครับ จีนใช้ตลาดภายในประเทศที่มีความใหญ่โต เป็นตัวล่อให้เกิดความร่วมมือนี้ขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว จีนก็จะสามารถเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติจากทั่วโลกได้ง่ายขึ้น โดยที่การก่อสร้างต่างๆในประเทศต่างๆเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเทศกำลังพัฒนา และประเทศด้อยพัฒนา ก็จะต้องพึ่งพาเงินกู้จากจีน

มองดูแล้ว “วันเบลท์ วันโรด” ของจีน จีนมีแต่ได้กับได้ ถ้าจีนอยากให้โครงการนี้สำเร็จอย่างแท้จริง จีนต้องรู้จักกับคำว่า “ผลประโยชน์ร่วมกัน” หรือ Mutual Benefit ให้มากขึ้นกว่านี้ครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,262 วันที่ 18 - 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560