thansettakij
thansettakij
China-US Summit 2017 กว่าจะมาถึงจุดนี้ เสียหายไปแล้วเท่าไหร่

China-US Summit 2017 กว่าจะมาถึงจุดนี้ เสียหายไปแล้วเท่าไหร่

08 เม.ย. 60 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 60 | 09:55 น.
8 มิถุนายน 2556 คือวันที่เราเห็นภาพประวัติศาสตร์ ประธานาธิบดี Obama ที่กำลังเข้าสู่สมัยที่ 2 ของการเป็นผู้นำสูงสุดของสหรัฐฯถอดเสื้อนอกพับแขนเสื้อพูดคุยเจรจากับประธานาธิบดี Xi Jinping ซึ่งเพิ่งจะขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของจีนเมื่อช่วงปลายปี 2012 ที่ Sunnylands รัฐ California และการพบกันครั้งนั้นทำให้สถานการณ์มีความตึงเครียดในหลายๆ มิติระหว่าง 2 มหาอำนาจของโลกบรรเทาเบาบางลง และนำไปสู่ความสำเร็จใหม่ๆ อาทิ จีนและสหรัฐฯสามารถหาข้อยุติร่วมกันในกรณีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน หรือการที่ทั้ง 2 ประเทศสามารถลงนามในสนธิสัญญาปารีสที่ว่าด้วยเรื่อง Climate Change ได้สำเร็จ

แต่เมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคม-เมษายน 2560 สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รอบนี้ Xi เป็นประธานาธิบดีจีนสมัยที่ 2 และ Trump ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก การประชุมระหว่าง 2 ผู้นำมหาอำนาจหลักของโลกจะเกิดขึ้นในวันที่ 6-7 เมษายนนี้ ที่ Mar-a-Lago Club ที่พักส่วนตัวของครอบครัว Trump ในรัฐ Florida แต่เหตุการณ์ที่จะปูทางไปสู่การประชุมครั้งนี้ มันช่างร้อนระอุ

ก่อนการขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของ Trump เขามีจุดยืนชัดเจนในเรื่องจีน โดยเขามองว่าจีนคือ “China is not our friend. They are not our ally. They want to overtake us, and if we don’t get smart and tough soon, they will” นี่คือข้อความจาก Twitter ส่วนตัวของเขาตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 เมื่อรู้ว่า Obama กับ Xi จะพบกันที่ Sunnylands

[caption id="attachment_139609" align="aligncenter" width="503"] China-US Summit 2017 กว่าจะมาถึงจุดนี้ เสียหายไปแล้วเท่าไหร่ China-US Summit 2017 กว่าจะมาถึงจุดนี้ เสียหายไปแล้วเท่าไหร่[/caption]

ตลอดช่วงเวลาที่เขาหาเสียงเพื่อขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐฯ จีนคือประเทศที่ตกเป็นจำเลย โดยเขามองว่าจีนคือผู้เข้ามาล่วงละเมิดทางการค้า (Trump นิยมใช้คำว่า Trade Abuse) ทำให้สหรัฐฯขาดดุลการค้ามหาศาล ทำให้บริษัทสหรัฐฯนำเงินไหลออกไปลงทุน ทำให้คนอเมริกันตกงาน ผ่านมาตรการของจีนที่ทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่ามากกว่าความเป็นจริงและกล่าวหาว่าจีนคือ สุดยอดแห่งการบิดเบือนค่าเงิน (Grand Champions of a Currency Manipulator)
พร้อมกับเตรียมทำมาตรการต่างๆ อาทิ จะขึ้นกำแพงภาษีศุลกากร 45% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน รวมทั้งการข่มขู่ให้บริษัทข้ามชาติต่างๆ ไม่ไปลงทุนในจีน และให้มาลงทุนในสหรัฐฯแทน มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้า ภายใต้แคมเปญหาเสียงหลัก (Buy American First)

หรือแม้แต่การเข้าไปแตะจุดเปราะบางทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างจีนกับสหรัฐฯในเรื่องของ นโยบายจีนเดียว ที่ Trump โทรศัพท์ติดต่อกับประธานาธิบดีไต้หวัน รวมทั้งการเข้าไปติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธในเกาหลีใต้ (THAAD: Terminal High Altitude Area Defense) และการพยายามทำให้เวทีนานาชาติเห็นว่าจีนเป็นผู้สนับสนุนให้เกาหลีเหนือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และจรวดพิสัยไกล

งานนี้ไม่ได้มีแต่ Trump คนเดียว เพราะทีมกุนซือของ Trump เองก็มีแนวคิดต่อต้านจีนอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 30/31 มีนาคม 2560 ที่ทำเนียบขาวแถลงในเรื่อง Executive order 2 ฉบับที่จะให้มีการทบทวนการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า (ADs และ CVDs) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และอีกฉบับที่สั่งการให้ Commerce Secretary ต้องไปทบทวนและมอนิเตอร์การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กับ 18 ประเทศ เพื่อหาแนวทางและมาตรการตอบโต้ ซึ่งใน 18 ประเทศนี้สหรัฐฯขาดดุลมากที่สุดกับจีนมูลค่ากว่า 3.47 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (และมีไทยด้วยที่มูลค่าการขาดดุล 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
มาดูกันว่าผู้ที่ออกมาแถลงกับผู้สื่อข่าวคือใคร ผู้แถลงคือ Peter Navarro ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็น White House Trade Council แต่ก่อนหน้าที่เข้าจะมารับตำแหน่งนี้ เขาคือผู้เขียนหนังสือ “Death by China” ไม่ต้องบอกก็รู้นะครับว่า เขาจะมีความคิดแบบไหน

หรืออย่างเรื่องการให้ไปศึกษาประเทศที่สหรัฐฯขาดดุลการค้า 18 ประเทศ แต่ในขณะที่ยังไม่ได้มีการศึกษา Wilbur Ross รัฐมนตรีพาณิชย์ (Commerce Secretary) ก็มีการตั้งธงไว้ก่อนการศึกษาแล้วว่า ที่ขาดดุลมากจาก “Deficit was caused by FTA that did not produce the forecast benefit for our country” เพื่อจะปูทางไปสู่การเจรจาการค้าเพื่อแก้ไข TPP, NAFTA รวมทั้งการใช้มาตรการตอบโต้และการใช้นโยบายการค้าแบบคุ้มกันกับนานาประเทศต่อไป

ซึ่งนโยบายเหล่านี้ก็เริ่มต้นเป็นรูปธรรมไปแล้วตั้งแต่ท่าทีของสหรัฐฯในการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G20 ที่เยอรมนีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่กลุ่ม G-20 ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมในการที่จะสนับสนุนการค้าเสรีในระดับโลก
โดยล่าสุดก่อนการประชุม Trump ก็ได้ Twitter อีกแล้วว่า The meeting next week with China will be a very difficult one in that we can no longer have massive trade deficits and job losses. American companies must be prepared to look at other alternatives. เหมือนเดิมครับ ข่มขู่เอกชนว่า ถึงเวลาแล้วที่คงต้องหาทางเลือกอื่นๆ การเข้าไปลงทุน ผลิต และส่งออกสินค้าจากจีน มาที่สหรัฐฯ คงไม่ใช่แนวทางการดำเนินธุรกิจอีกต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,251วันที่ 9 - 12 เมษายน พ.ศ. 2560