thansettakij
thansettakij
ปฏิเสธสินเชื่อติดเครดิตบูโร?

ปฏิเสธสินเชื่อติดเครดิตบูโร?

14 มี.ค. 60 | 14:00 น.
อัปเดตล่าสุด :15 มี.ค. 60 | 12:19 น.
TP6-3234-zz ในช่วงปลายปี 2559 จนถึงต้นปี 2560 ข่าวที่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ และเป็นข้อวิตกกังวลสำหรับทุกฝ่าย คือ เรื่องของการปฎิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ซึ่งก่อให้เกิดข้อกังวลทั้งฝ่ายผู้ประกอบการอสังหาฯ เอง ฝ่ายผู้จะซื้อที่อยู่อาศัย และรวมถึงภาครัฐด้วย ทั้งนี้ คำตอบง่ายๆ ที่ลูกค้าหรือผู้ซื้อบ้านได้รับทราบถึงสาเหตุของการกู้ไม่ผ่าน ก็คือติดแบล็กลิสต์ (Black List) หรือติดเครดิตบูโร (Credit Bureau)ซึ่งอันที่จริงเครดิตบูโร หรือบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่รวบรวม จัดเก็บประวัติการขอสินเชื่อ ประวัติการชำระเงินของแต่ละบุคคลหรือหน่วยธุรกิจต่างๆ ที่มีการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างๆ และส่งข้อมูลเหล่านี้ให้กับสถาบันการเงินเมื่อมีผู้ประสงค์จะขอสินเชื่อ

ดังนั้นเครดิตบูโรจึงทำหน้าที่เป็นเพียงผู้จัดเก็บข้อมูลและให้ข้อมูลเท่านั้นการพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติสินเชื่อ จะเป็นเรื่องของสถาบันการเงิน ที่นำข้อมูลจากเครดิตบูโรไปประกอบการพิจารณา และแม้ว่าสาเหตุสำคัญที่สถาบันการเงินจะปฏิเสธการให้สินเชื่อ จะเป็นเพราะผู้กู้มีประวัติการชำระเงินที่ผ่านมาไม่ดี หรือตรวจสอบสถานะการเงินแล้ว ความสามารถในการชำระหนี้ใหม่เมื่อเทียบกับรายได้รวมในครอบครัวไม่เพียงพอ จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ผู้ซื้อไม่สามารถรับโอนกรรมสิทธิ์ได้ แต่ยังคงมีสาเหตุอื่นๆด้วย อาทิลูกค้าเปลี่ยนใจไปซื้อโครงการอื่น หรือมีปัญหาความเจ็บป่วยของบุคลากรในครอบครัว การย้ายที่ทำงาน หรือสถานะของรายได้เปลี่ยนแปลงไป จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง แต่ทุกสาเหตุที่กล่าวมาเรามักจะใช้คำรวมๆว่า “Reject Rate”

ทั้งนี้ การปฎิเสธสินเชื่อสำหรับอาคารชุดอาจมีมากกว่าโครงการจัดสรร เพราะในวันที่เริ่มจอง สำหรับอาคารชุดอาจจะยังมิได้เริ่มก่อสร้างและอาจต้องใช้เวลา 1-4 ปี ซึ่งสถานะของผู้ซื้ออาจมีการเปลี่ยนแปลงไป สำหรับโครงการจัดสรร การปฎิเสธสินเชื่อจะมีจำนวนไม่มาก เพราะเกือบทุกโครงการมีบ้านที่แล้วเสร็จ หรือใกล้แล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ และมักจะให้มีการพิจารณาสินเชื่อเบื้องต้น(Pre approve) ก่อน

แต่ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการอาคารชุดก็มีการปรับตัวอย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล มีอาคารชุดจำนวนมากที่สุดในปี 2556 โดยมีจำนวน 85,209 หน่วย และลดลงปีละ 13-17% จนถึงปี 2559 ที่ผ่านมา เหลือจำนวน 52,713 หน่วย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นการปรับปริมาณ(Supply) ให้สอดคล้องกับความต้องการ(Demand) และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกันหากตรวจสอบข้อมูลของการให้สินเชื่อรายย่อย(Post Finance)ก็จะพบว่า สวนทางกับข่าวในเรื่องของการปฎิเสธสินเชื่อเพราะในปี 2556 ยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ มีจำนวนถึง 534,844 ล้านบาทซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าการปล่อยสินเชื่อเกิน 5 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปีนับแต่วิกฤติการณ์ปี 2540 และในปี 2557-2558 สินเชื่อรายย่อยมีจำนวนถึง 570,000 ล้านบาทต่อปี และในปี 2559 ก็มีจำนวนสินเชื่อรายย่อยสูงสุดในรอบ 19 ปี มากถึง 586,051ล้านบาท ซึ่งสวนทางกับข้อวิตกกังวลในเรื่องปัญหาสินเชื่อรถคันแรกหรือเรื่องปัญหาหนี้ครัวเรือน
ข้อมูลที่ผู้เขียนหยิบยกมานี้มิใช่เพื่อก่อให้เกิดความประมาทแต่เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริง และเพื่อมิให้เกิดความตื่นตระหนกจนเกินความจริงไป ในทางตรงกันข้าม ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งที่ทุกฝ่ายควรคำนึงคือ

1. สำหรับผู้ประกอบการการคัดกรองลูกค้าและการตรวจสอบสินเชื่อเบื้องต้น (Pre approve)เป็นความจำเป็นที่จะทำให้ผู้ประกอบการคำนวณปริมาณการก่อสร้าง (Supply) ให้เหมาะสม ส่งผลต่อเงินทุนหมุนเวียน(Cash flow) ของกิจการ

2. สำหรับผู้ขอสินเชื่อการรักษาเครดิตของตนเอง จะมีผลต่อการซื้อสินค้าคงทน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือที่อยู่อาศัยและส่งผลต่อการขอสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจด้วย

3. สำหรับสถาบันการเงินความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ มีความจำเป็นที่จะไม่ให้เกิดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ( Non-Performing Loan : NPL )ตามมาซึ่งจะกระทบต่อสถาบันเอง และจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

4.แต่ทั้งนี้หากสถาบันการเงินเข้มงวดเกินความจำเป็น สถาบันการเงินเองก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะขณะนี้ทุกสถาบันการเงินต่างก็มีการแข่งขันสูงในการให้สินเชื่อรายย่อยกับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย

5. สำหรับเครดิตบูโร ในฐานะผู้จัดเก็บและรายงานข้อมูลประวัติของผู้กู้ หากจะให้เจ้าของประวัติ สามารถตรวจสอบข้อมูลของตนเองได้ ปีละ1 ครั้ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือเสียค่าใช้จ่ายต่ำสุดก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,243 วันที่ 12 - 15 มีนาคม พ.ศ. 2560