
โอกาสของไทยกับการเป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน ซ่อมบำรุงเครื่องบินของภูมิภาค
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดงาน “MFA CEO Forum with Airbus” โดยมีนายฟาบริซ เบรฌิเยร์ ประธานกรรมการด้านกิจการการค้าและการลงทุนบริษัทแอร์บัสฯ เป็นผู้กล่าวปาฐกถาในงานนี้ท่ามกลางผู้เข้าร่วมจากแวดวงอุตสาหกรรมการบินและอากาศยาน ทั้งคณะทูตต่างประเทศและในประเทศไทย ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน ให้ความสนใจรับฟังกว่า 300 คน
นายฟาบริซ เบรฌิเยร์ กล่าวว่าปัจจุบันธุรกิจของแอร์บัสในช่วงปีที่ผ่านมานั้นขยายการเติบโตเป็นอย่างมากมายังฝั่งเอเชีย จากความต้องการในการเดินทางโดยเครื่องบินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเส้นทางทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และหวังที่จะสร้างหุ้นส่วนทางธุรกิจในภูมิภาคนี้เพื่อผลักดันให้แอร์บัสเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการบิน โดยมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพทางด้านการพัฒนาการเป็นศูนย์กลางด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาค
ประเทศไทยถือว่ามีบทบาทหลักในการปฏิวัติการบินเชิงพาณิชย์ในเอเชียเพราะปัจจุบันกรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยมีปริมาณนักเดินทางมากกว่า 90 ล้านคนต่อปีที่เดินทางผ่านสนามบินในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นสนามบินที่มีระบบทันสมัยแห่งหนึ่ง
สายการบินในประเทศไทยเปิดให้บริการในหลายระดับทั้งสายการบินต้นทุนต่ำไปจนถึงสายการบินที่ให้บริการแบบเต็มรูปแบบสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการตลาดของการขนส่งทางอากาศของภูมิภาค แน่นอนว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจในภูมิภาคย่อมส่งผลต่อความต้องการในภาคธุรกิจการบินอีกทั้งยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่หนุนการเติบโตด้านการบินในภูมิภาค อาทิการเปิดเสรีด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียน เป็นต้นการเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำในรอบ 15 ปี ที่ผ่านมามีการเติบโตถึง 25% ได้เอื้อให้เกิดการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญในภูมิภาคนี้ และเปิดโอกาสผู้คนให้เดินทางทางอากาศมากขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่าจำนวนเครื่องบินพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นย่อมตามมาด้วยการให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน แอร์บัสได้ประเมินตัวเลขตลาดโลกด้านงานบริการซ่อมบำรุงอากาศยานพบว่าอาจจะมีมูลค่าสูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 20 ปีข้างหน้า และคาดว่าอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือMaintenance, repair, and operations (MRO)จะเกิดการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 4.6% ต่อปีในช่วงเวลาดังกล่าว ส่งผลให้เฉพาะตลาดเอเชียแปซิฟิกนั้นจะมีมูลค่าด้านการบริการซ่อมบำรุงอากาศยานกว่า 646,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 20 ปี
“โอกาสของประเทศไทยในภาคอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนและบำรุงรักษาอากาศยานนั้นมีไม่น้อย ด้วยศักยภาพของประเทศไทยด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและอากาศยาน ซึ่งสามารถให้บริการได้ไม่เฉพาะสายการบินของไทยเองแต่รวมถึงสายการบินอื่นๆ ทั่วทั้งภูมิภาคซึ่งจะส่งผลให้ไทยก้าวสู่ระดับแนวหน้าของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่จะปฏิรูปอุตสาหกรรมการบินในอนาคตตอบสนองต่อวิสัยทัศน์ “ไทยแลนด์ 4.0” และจะส่งผลให้เกิดการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเต็มรูปแบบซึ่งนำโดยอุตสาหกรรมการบินและอากาศยานและอุตสาหกรรมก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ"
นายฟาบริซ กล่าวเพิ่มว่าหนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการพัฒนาสู่ “ไทยแลนด์4.0” คือการพัฒนาเขตพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งถือเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่ของไทย แน่นอนว่า การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย ซึ่งในพื้นที่จะประกอบด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมและจะเชื่อมโยงกันทั้งทางบก ทางเรือ (ท่าเรือแหลมฉบัง) และทางอากาศ (สนามบินอู่ตะเภา)แอร์บัสเล็งเห็นถึงความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้ซึ่งจะสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมการบินและอากาศยานของโลกและในฐานะศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและการลงทุน
รัฐบาลไทยเองก็มีแผนงานที่จะสร้างศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมการบินและอากาศยานของไทยในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาและมีการส่งเสริมการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงระหว่างสนามบินอู่ตะเภาและอีกสองสนามบินหลักได้แก่ สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิทั้งนี้ การพัฒนาของสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งสามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ได้จะช่วยให้ประเทศไทยได้ก่อตั้งศูนย์การซ่อมบำรุงอากาศยานบนพื้นฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยข้อมูลทางธุรกิจที่แข็งแกร่งซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้มาจากจำนวนเครื่องบินที่มีกำหนดจะบินในภูมิภาคนี้
บริษัทแอร์บัสฯได้ทำการศึกษาเชิงลึกสำหรับการลงทุนในประเทศไทยกว่า 6 เดือนแล้ว โดยการลงทุนของแอร์บัสจะใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคนี้ โดยจะนำดิจิตอลเทคโนโลยีและนวัตกรรมอากาศยานใหม่ล่าสุดมาใช้ในประเทศไทย รวมทั้งบุคลากรทางวิศวกรรมอากาศยานของแอร์บัสจะช่วยฝึกฝนพัฒนาบุคลากรด้านเครื่องกลอากาศยานของไทย ซึ่งแอร์บัสจะร่วมมือกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาอุตสาหกรรมศูนย์ซ่อมอากาศยานและบุคลากรของไทย
ปัจจุบันไทยมีศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ของตนเองอยู่ที่สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภาและล่าสุดมีการจับมือร่วมกันในการขยายศูนย์ซ่อมอากาศยานที่สนามบินอู่ตะเภาโดยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างการบินไทยกับบริษัทแอร์บัสฯเพื่อประเมินการลงทุนในการสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานบนพื้นที่ขนาด 600 ไร่เพื่อให้เป็นศูนย์ซ่อมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและทันสมัยที่สุดในเอเชียโดยจะมีขนาดใหญ่กว่าศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่สนามบินชางงีของสิงคโปร์โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2563 เป็นที่น่าจับตามองว่าอนาคตอุตสาหกรรมการบินของไทยจะเป็นอย่างไร ไทยเองจะสามารถต่อยอดสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ได้อย่างเต็มความสามารถหรือไม่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
พบกับอัพเดตความเคลื่อนไหวและโอกาสในตลาดต่างประเทศที่สถานทูตไทยทั่วโลกตั้งใจติดตามมาให้ภาคเอกชนไทยได้ที่เว็บไซต์ www.globthailand.com หากมีข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม สามารถเขียนมาคุยกันได้ที่ [email protected]
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,243 วันที่ 12 - 15 มีนาคม พ.ศ. 2560






