thansettakij
thansettakij
บอนด์ยีลด์สะท้อนความเสี่ยงการเมืองยุโรป

บอนด์ยีลด์สะท้อนความเสี่ยงการเมืองยุโรป

11 มี.ค. 60 | 05:00 น.
อัปเดตล่าสุด :15 มี.ค. 60 | 12:22 น.
mp27-3242-a นอกจากการเมืองสหรัฐฯ ที่กำลังเผ็ดร้อนหลังได้ประธานาธิบดีคนใหม่ การเมืองฝั่งยุโรปก็ถือว่าเดือดไม่แพ้กัน และในปีนี้มีเหตุการณ์ทางการเมืองที่ควรจับตาเยอะทีเดียวครับ

ปีก่อนเราเจอ Brexit สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก ปีนี้จะมีทั้งการเลือกตั้งในเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ที่ทุกประเทศมีนักการเมืองที่ชูนโยบายต่อต้านยุโรปและมีโอกาสที่จะนำไปสู่การ “Exit” หรือออกจากยุโรปได้ทั้งนั้น

ที่น่าสนใจคือประเทศไหนมีความเสี่ยงอย่างไรและจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งถ้าเราจับจังหวะได้น่าจะมีประโยชน์ไม่น้อยสำหรับการวางแผนจะลงทุนหรือซื้อเงินยูโรในปีนี้

ในฝั่งตลาดการเงิน ถ้าอยากรู้ว่าความเสี่ยงที่ไหนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ให้ลองจับตาการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ครับ โดยยีลด์ที่สูงขึ้นมักเกิดพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น มองย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นปีจะพบว่าความเสี่ยงในแต่ละประเทศแทบจะเพิ่มลดตามความกังวลกับปัญหาการเมืองทีเดียว ไล่เลียงจากประเทศที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นน้อยไปมากดังนี้ครับ

“แข็งแกร่งที่สุดยกให้เยอรมนี”ที่ตั้งแต่ต้นปีบอนด์ยีลด์อายุ 10ปี ปรับตัวลง 0.02% มาอยู่ที่ 0.18% สวนทางกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ถือว่าเป็นหลุมหลบภัยให้กับนักลงทุนยุโรป แม้ว่าความนิยมของอังเกลา แมร์เคิลและพรรค CDU จะลดลงมากจนอาจไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่โชคยังเข้าข้างที่พรรค AfDที่ชูนโยบายต่อต้านผู้อพยพก็ไม่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น กลับเป็นพรรคอันดับ 2 อย่าง SPD นำโดยมาร์ตินชูลซ์ประธานรัฐสภายุโรปคนปัจจุบันที่มีคะแนนดีขึ้นมา ซึ่งถ้า SPD และ CDU จับมือกันได้คาดว่ามีคะแนนเสียงรวมกันถึง 70% การ “เปลี่ยนมือกันเป็นผู้นำ”จะไม่สร้างความเสี่ยงให้กับสหภาพพยุโรป

อย่างไรก็ตาม“ความกังวลจะเริ่มเพิ่มมากขึ้นในการเลือกตั้งที่เนเธอร์แลนด์”สะท้อนจากบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวขึ้น 0.12% มาอยู่ที่ 0.46% ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับโพลล์ล่าสุดที่ชี้ว่าพรรค PVV นำโดยกีรต์ไวลเดอร์สเจ้าของนโยบายต่อต้านผู้อพยพ มีโอกาสที่จะได้รับคะแนนเสียงสูงที่สุดถึง 25% แต่ด้วยการเมืองเนเธอร์แลนด์ที่ไม่มีพรรคใหญ่ ขณะที่พรรคอื่น (มากกว่า 10 พรรค) ที่คาดว่าจะมีเสียงรวมกันเกิน 60% ที่ประกาศว่าจะไม่เข้าร่วมการจัดตั้งรัฐบาลกับ PVV ส่งผลให้โอกาสที่การเมืองเนเธอร์แลนด์จะยุ่งเหยิงบานปลายไปถึงการทำประชามติออกจากยุโรปแท้จริงนั้นเกิดขึ้นได้ยาก

“ระดับสี่กะโหลกขอยกให้ฝรั่งเศส”ที่ มาครีน เลอ แปน (Marine Le Pen) ผู้นำพรรค FN ชูนโนบายชาตินิยมมีคะแนนนำคู่แข่งในโพลล์เลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมีขึ้นรอบแรกในวันที่ 23 เมษายน จึงไม่น่าแปลกใจที่บอนด์ยีลด์ฝรั่งเศษปรับตัวขึ้น 0.23% มาอยู่ที่ 0.91% กรณีฝรั่งเศสถือว่าน่ากลัว เพราะระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เอาผู้ที่มีคะแนนสูงสุด 2 ท่านเข้าไปชิงชัยต่อรอบ 2 ในวันที่7 พฤษภาคม แทบจะเปิดประตูให้เลอ แปนที่ปัจจุบันมีคะแนนนิยมเกือบ 40% เข้าไปนอนรอ และถ้าเกิดชนะการเลือกตั้งขึ้นมา ปราการด่านสุดท้ายของฝรั่งเศษจะเหลือเพียงการเลือกตั้งส.ส.ที่จะมีต่อทันทีในเดือนมิถุนายน และการแก้รัฐธรรมนูญ หมายความว่าความเสี่ยงจะคงอยู่อย่างน้อยในช่วงครึ่งปีแรกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ระดับห้ากะโหลกยกให้กับอิตาลี”ที่อดีตนายกมัตเตโอ เรนซีเพิ่งลาออกไปและยังไม่มีการกำหนดการเลือกตั้งใหม่ที่แน่นอน แต่ความพ่ายแพ้ของฝั่งรัฐบาลในการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าสุด (41% ต่อ 59%) ชี้ชัดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การเมืองอิตาลีจะเอียงข้างไปฝั่งสนับสนุนการเลิกใช้เงินยูโรที่นำโดยพรรค Five Star Movement ไม่น่าแปลกใจที่จะบอนด์ยีลด์ของอิตาลีปรับตัวขึ้นต่อถึง 0.37% มาอยู่ที่ 2.18% สูงที่สุดในกลุ่มประเทศใหญ่ที่มีปัญหาการเมืองในยุโรป

อย่างไรก็ตามผมยังหลับตามองอย่างเป็นกลางว่าการเมืองยุโรปปีนี้น่าจะเป็นโอกาสมากกว่าความเสี่ยงเรียงตามกำหนดการเลือกตั้งเนเธอร์แลนด์จะมาก่อนในเดือนมีนาคม ซึ่งถ้าผ่านไปได้ ความกังวลก็จะลดลงไป แม้สถานะการณ์จะกลับน่ากลัวอีกครั้งในเดือนเมษายนที่เป็นการเลือกตั้งฝรั่งเศส และจะคงความตึงเครียดไปจนถึงเดือนพฤษภาคม แต่ถ้าผ่านสองประเทศนี้ไปได้ ยุโรปก็น่าจะกลับมาสดใส เหลือเพียงแต่อิตาลีที่ต้องช่วยกันลุ้นให้การเลือกตั้งอย่าเกิดขึ้นเร็วนักนะครับ
ในทางกลับกันถ้าตั้งแต่ในเนเธอร์แลนด์เริ่มส่งสัญญาณว่าคนในยุโรปสนับสนุนการออกจากสหภาพยุโรปมากขึ้นหรือบอนด์ยีลด์เยอรมันยังปรับตัวลงสวนทางกับประเทศอื่นๆในยุโรปก็ขอให้นักลงทุนเตรียมรับกับมรสุมที่อาจเกิดขึ้นในยุโรปและค่าเงินยูโรที่จะอ่อนค่าต่อในปีนี้ครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,242 วันที่ 9 - 11 มีนาคม พ.ศ. 2560