thansettakij
thansettakij
เฟด ดีเดย์ขึ้นดอกเบี้ยเดือนนี้ ?

เฟด ดีเดย์ขึ้นดอกเบี้ยเดือนนี้ ?

09 มี.ค. 60 | 14:00 น.
อัปเดตล่าสุด :15 มี.ค. 60 | 12:23 น.
TP20-3242-e น่าจะเป็นความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดแล้วในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อนาง เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ได้ส่งสัญญาณออกมาอย่างชัดครั้งหนึ่งทีเดียว ว่าทางเลือกที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมนี้ ยังวางอยู่บนโต๊ะการประชุมนโยบายที่จะมีขึ้นในวันที่ 14-15 มีนาคมนี้ครับ

เหตุผลสำคัญที่นางเยเลนบอกเอาไว้ก็คือ ดัชนีทางเศรษฐกิจ 2 ตัวที่เฟดใช้เป็นมิเตอร์วัดสุขภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งก็คือ ดัชนีเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงาน ของสหรัฐฯนั้นถือว่าดีทั้ง 2 ตัว

ดัชนีเงินเฟ้อในสหรัฐฯอยู่ที่ระดับ 1.7% ถือว่าเขยิบเข้าใกล้เป้าหมายที่เฟดวางเอาไว้ที่ 2% แล้ว
ขณะที่อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ก็ลดต่ำลงมาอยู่ที่ 4.8% ถือว่าต่ำมากๆในรอบ 10 ปีทีเดียว หากยังจำกันได้เมื่อราวปี 2009 อัตราว่างงานของสหรัฐฯนั้นพุ่งขึ้นไปสูงถึง เกือบจะ 10% คิดดูสิครับว่าสหรัฐฯมีพลเมือง 300 ล้านคน มีคนว่างงานถึง 30 ล้านคน ถือว่ามากขนาดไหน

ดังนั้น นางเยลเลน จึงเห็นว่า มีความเป็นไปได้ ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ ซึ่งถ้าปรับขึ้นจริงก็จะเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 3 ในรอบ 10 ปีของเฟดทีเดียวโดยครั้งแรกมีขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2015 ครั้งที่ 2 คือธันวาคม 2016 นี้เอง และครั้งที่ 3 ก็จะเป็นมีนาคม 2017 ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยสหรัฐฯเขยิบมาที่ราว 0.75-1.0%

คำถามสำคัญอีกข้อ ก็คือ เฟด จะขึ้นดอกเบี้ยอีกกี่ครั้ง? 2 หรือ 3 ครั้ง นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งก็มองว่า เฟด น่าจะขึ้นได้ 3 ครั้งตามที่เคยบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ครับ ซึ่งถ้าเป็นจริง เมื่อจบปี 2017 นี้ อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯก็จะขึ้นไปอยู่ที่ 1.25-1.50% ครับ

แต่อย่างพึ่งมั่นใจไปครับ เพราะว่าตัวแปรสำคัญที่สุดที่จะทำให้เฟด สามารถขึ้นดอกเบี้ยตามที่บอกเอาไว้ได้หรือไม่ นั่นก็คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ทรัมป์ ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และจะทำได้จริงหรือไม่

แม้ว่าจะมีข้อโต้แย้งว่า ดัชนีเงินเฟ้อของสหรัฐฯนั้นฟื้นตัวขึ้นไปแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า เงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นมานั้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้สินค้าประเภทต่างๆมีราคาปรับตัวสูงขึ้นไปด้วย

แต่แนวโน้มของราคาน้ำมันโลกนั้นก็ยังเป็นที่ถกเถียงว่าจะสามารถยืนระยะขาขึ้นต่อไปได้หรือไม่ เพราะว่าในที่สุดแม้ว่ากลุ่มโอเปกจะลดกำลังการผลิตได้จริง แต่ทว่าผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐฯก็จะกลับมาผลิตน้ำมันเพิ่มได้ใหม่ และจะกดให้ราคาน้ำมันในตลาดตกลงอีก ถ้ามีปริมาณน้ำมันจากเชลออยล์ในสหรัฐฯเข้าสู่ตลาดครับ

ดังนั้น ปัจจัยที่จะดันให้เงินเฟ้อของสหรัฐฯหลังจากนี้จะพุ่งขึ้นไปได้หรือไม่ ก็คือนโยบายเศรษฐกิจของนาย โดนัลด์ทรัมป์ นั่นก็คือ

1. การกระตุ้นการใช้จ่ายด้านโครงสร้างสาธารณนูปโภค ซึ่งทรัมป์ พูดออกมานิดหน่อยว่า จะอยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 2. การลดภาษีทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล และ 3. การดึงเอาภาคการผลิต และเอกชนให้กลับไปยังสหรัฐฯดังเดิม

แต่ปัญหาก็คือ นโยบายเหล่านี้ ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดออกมาแต่อย่างใดอย่างชัดเจนนักจนถึงขณะนี้ โดยในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของ ประธานาธิบดี ทรัมป์ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ไม่มีการให้รายละเอียดที่ชัดเจนแต่อย่างใด

สรุปแล้ว การที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อไหร่ หรือขึ้นกี่ครั้งในปีนี้ ก็ต้องรอดูนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ด้วยเช่นกัน และขณะนี้ นโยบายเหล่านั้นยังไม่ชัดเจน ประกอบกับเจ้าหน้าที่เฟด ออกมาส่งสัญญาณต่อการขึ้นดอกเบี้ยเป็นระยะๆ ก็ต้องบอกว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของทุนแน่นอนครับ

ช่วงนี้ จึงอาจจะเห็นความผัวผวนรายวันในตลาดทุนโลก ซึ่งก็ต้องจับตากันให้ดีครับ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,242 วันที่ 9 - 11 มีนาคม พ.ศ. 2560