
ต้องการไปเร็วและไกลครับ
ประธานาธิบดีสหรัฐฯยกประเด็นกฎระเบียบที่เกี่ยวโยงกับต้นทุนการค้าซึ่งเพิ่มต้นทุนสินค้าสหรัฐฯสูงกว่าคู่แข่งเช่นการขอใบอนุญาตจัดตั้งธุรกิจที่มีซีอีโอคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่าสูงถึง 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ การจัดอันดับของธนาคารโลกถึงเดือนมิถุนายน 2559 สหรัฐฯอยู่ที่อันดับ 8 ซึ่งอันดับ 1 คือนิวซีแลนด์ ส่วนไทยนั้นอยู่ที่อันดับ 46
ผมเรียนว่าปัญหานี้เป็นปัญหาเก่าที่ติดค้างสำหรับการแก้ไขของทุกประเทศเพราะเป็นต้นทุนของธุรกิจที่เกิดขึ้นภายในประเทศทั้งสิ้นนับตั้งแต่กระบวนการทางศุลกากร การขอใบอนุญาตนำเข้า การตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน ฯลฯ ดังนั้นประเทศสมาชิกในองค์การการค้าโลกจึงมีมติให้หาทางลดต้นทุนเหล่านี้โดยการหยิบประเด็นพิธีการศุลกากรขึ้นมาก่อนตั้งแต่ปี 2539 ในช่วงการประชุมระดับรัฐมนตรีที่สิงคโปร์โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 17 ปี (เจรจาเสร็จในปี 2013) และเริ่มใช้อย่างเป็นทางในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 หลังจากประเทศสมาชิกให้สัตยาบันครบ 110 ประเทศ ผมก็หวังว่าสหรัฐฯ จะใช้ข้อตกลงนี้เป็นประโยชน์เพื่อการแข่งขัน สำหรับในส่วนอื่นๆนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่จะไปหาทางลดค่าใช้จ่ายกันเอง
สำหรับประเทศไทยนั้นมาตรการการนำเข้าและส่งออกสินค้าได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับโดยเริ่มจากการให้ความสะดวกต่อผู้ส่งออกก่อนโดยการบริการทางด้านการส่งข้อมูลผ่านระบบ Internet มาเป็นเวลาเกินสิบปีแล้วและขณะนี้กรมศุลกากรก็ได้พยายามพัฒนารูปแบบการให้ความสะดวกแก่ผู้นำเข้ามากขึ้นแม้จะยังมีข้อจำกัดหลายอย่างเพราะการดำเนินการของประเทศกำลังพัฒนานั้นมีปัญหามากกว่าประเทศพัฒนาแล้วเช่นเครื่องมือที่ทันสมัย กำลังคนที่ไม่เพียงพอ ความรู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน เป็นต้น
ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศต่างๆเข้าใจผิดว่าต้นทุนการทำธุรกิจนั้นเป็นเรื่องที่ประเทศอื่นเป็นคนสร้างขึ้นแต่หากวิเคราะห์ให้ดีจะเห็นว่าข้อจำกัดเหล่านี้เป็นเรื่องที่แต่ละประเทศจะต้องปรับปรุงแก้ไขกันเองเช่นการนำเข้าสินค้าที่มีมาตรการที่เพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็นนั้นก็เป็นต้นทุนเพิ่มของสินค้านำเข้าหรือในทางตรงข้ามหากระบบศุลกากรมีประสิทธิภาพแล้วต้นทุนการส่งออกก็จะลดลงเป็นผลให้ศักยภาพการแข่งขันดีขึ้นผมจึงยังไม่เห็นประเด็นว่าจะมีการเจรจากันทำไมและเพื่อประโยชน์ของใคร
ดังนั้นผมจึงเสนอว่าประเทศไทยไม่ต้องรอให้มีใครมาบังคับให้ปรับปรุงมาตรการการอำนวยความสะดวกทางการค้าผ่านข้อตกลงนี้เลยและขอฝากเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้บริหารทุกระดับทั้งรัฐ เอกชน เอ็นจีโอ ว่าเราไม่ต้องให้ใครมากำหนดแนวทางปฏิบัติหากเราศึกษาแนวโน้มของโลกให้ละเอียดและกำหนดแนวทางแก้ไขล่วงหน้าไว้โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นๆมาเดินพร้อมกับเราถึงจะไปได้ไกลเหมือนกับสุภาษิตของแอฟริกาที่ว่า"If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go together"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,241 วันที่ 5 - 8 มีนาคม พ.ศ. 2560
ผมเรียนว่าปัญหานี้เป็นปัญหาเก่าที่ติดค้างสำหรับการแก้ไขของทุกประเทศเพราะเป็นต้นทุนของธุรกิจที่เกิดขึ้นภายในประเทศทั้งสิ้นนับตั้งแต่กระบวนการทางศุลกากร การขอใบอนุญาตนำเข้า การตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน ฯลฯ ดังนั้นประเทศสมาชิกในองค์การการค้าโลกจึงมีมติให้หาทางลดต้นทุนเหล่านี้โดยการหยิบประเด็นพิธีการศุลกากรขึ้นมาก่อนตั้งแต่ปี 2539 ในช่วงการประชุมระดับรัฐมนตรีที่สิงคโปร์โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 17 ปี (เจรจาเสร็จในปี 2013) และเริ่มใช้อย่างเป็นทางในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 หลังจากประเทศสมาชิกให้สัตยาบันครบ 110 ประเทศ ผมก็หวังว่าสหรัฐฯ จะใช้ข้อตกลงนี้เป็นประโยชน์เพื่อการแข่งขัน สำหรับในส่วนอื่นๆนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่จะไปหาทางลดค่าใช้จ่ายกันเอง
สำหรับประเทศไทยนั้นมาตรการการนำเข้าและส่งออกสินค้าได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับโดยเริ่มจากการให้ความสะดวกต่อผู้ส่งออกก่อนโดยการบริการทางด้านการส่งข้อมูลผ่านระบบ Internet มาเป็นเวลาเกินสิบปีแล้วและขณะนี้กรมศุลกากรก็ได้พยายามพัฒนารูปแบบการให้ความสะดวกแก่ผู้นำเข้ามากขึ้นแม้จะยังมีข้อจำกัดหลายอย่างเพราะการดำเนินการของประเทศกำลังพัฒนานั้นมีปัญหามากกว่าประเทศพัฒนาแล้วเช่นเครื่องมือที่ทันสมัย กำลังคนที่ไม่เพียงพอ ความรู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน เป็นต้น
ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศต่างๆเข้าใจผิดว่าต้นทุนการทำธุรกิจนั้นเป็นเรื่องที่ประเทศอื่นเป็นคนสร้างขึ้นแต่หากวิเคราะห์ให้ดีจะเห็นว่าข้อจำกัดเหล่านี้เป็นเรื่องที่แต่ละประเทศจะต้องปรับปรุงแก้ไขกันเองเช่นการนำเข้าสินค้าที่มีมาตรการที่เพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็นนั้นก็เป็นต้นทุนเพิ่มของสินค้านำเข้าหรือในทางตรงข้ามหากระบบศุลกากรมีประสิทธิภาพแล้วต้นทุนการส่งออกก็จะลดลงเป็นผลให้ศักยภาพการแข่งขันดีขึ้นผมจึงยังไม่เห็นประเด็นว่าจะมีการเจรจากันทำไมและเพื่อประโยชน์ของใคร
ดังนั้นผมจึงเสนอว่าประเทศไทยไม่ต้องรอให้มีใครมาบังคับให้ปรับปรุงมาตรการการอำนวยความสะดวกทางการค้าผ่านข้อตกลงนี้เลยและขอฝากเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้บริหารทุกระดับทั้งรัฐ เอกชน เอ็นจีโอ ว่าเราไม่ต้องให้ใครมากำหนดแนวทางปฏิบัติหากเราศึกษาแนวโน้มของโลกให้ละเอียดและกำหนดแนวทางแก้ไขล่วงหน้าไว้โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นๆมาเดินพร้อมกับเราถึงจะไปได้ไกลเหมือนกับสุภาษิตของแอฟริกาที่ว่า"If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go together"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,241 วันที่ 5 - 8 มีนาคม พ.ศ. 2560






