
ตลุยทางหลวงไตรภาคีอินเดีย-เมียนมา-ไทย(3)
ตอนที่แล้วผมได้แตะไว้นิดหน่อยตอนจบบทความในตอนที่ 2 ว่าเส้นทางที่เราออกเดินทางจากเมียวดีมุ่งหน้าไปเมืองเมาะละแหม่งนี่สภาพถนนเรียบมาก ลัดเลาะไปตามเชิงเขาตะนาวศรี วิวทิวทัศน์งดงามมากจนนึกไม่ถึงว่ากำลังนั่งรถอยู่ในเมียนมาเลยทีเดียว
ขอย้ำอีกทีว่าสภาพถนนดีมากแบบเหลือเชื่อ เป็นถนนขนาด 2 เลนมีไหล่ทางทั้ง 2 ฝั่งกว้างพอสำหรับจอดรถในยามฉุกเฉิน มีเส้นแบ่งกลางถนนสีเหลือง ส่วนขอบถนนทั้ง 2 ฝั่งมีเส้นสีขาวตีไว้อย่างเรียบร้อยตลอดทาง เรียกว่าเป็นถนนมาตรฐานเลยทีเดียว ถนนสายนี้ลัดเลาะเลียบไหล่เขาตะนาวศรี 2 ข้างทางก็เขียวชะอุ่มไปด้วยป่าไม้ ตรงที่เป็นที่โล่งก็เป็นนาข้าวสีเขียวดูอุดมสมบูรณ์มากเพราะช่วงที่เราเดินทางเป็นช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2559 ซึ่งยังอยู่ในช่วงฤดูมรสุมหรือฤดูฝน อากาศจึงยังชุ่มฉ่ำเย็นสบายและมีฝนตกประปรายตลอดทาง
ถนนที่ออกจากเมียวดีเส้นนี้มีสภาพดีมากแต่ว่ามีระยะทางแค่ 45.45 กิโลเมตรเท่านั้น เริ่มจากสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ฝั่งเมียวดีไปสิ้นสุดที่เมืองกอกาเรก ซึ่งรัฐบาลไทยสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาปรับปรุงถนนสายนี้ทั้งแบบให้เปล่าและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมูลค่าประมาณ 1,320 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างทางใหม่และบูรณะทางเดิม และได้ทำพิธีส่งมอบไปเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2558
ถนนสายดังกล่าวนี้จะช่วยย่นระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองเมียวดีกับเมืองกอกะเร็ก จากเดิม 2 ชั่วโมง 30 นาที เหลือเพียง 50 นาทีเท่านั้น และได้ทราบว่ามีโครงการขยายระยะทางต่อไปอีกซึ่งจะส่งผลดีต่อการเชื่อมโยงระหว่างไทย-เมียนมา-อินเดียในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเพิ่งจะเริ่มต้นก็ตาม
พอสิ้นสุดเส้นทางสายใหม่นี้ที่เมืองกอกาเรก เราก็เข้าสู่โหมดเส้นทางเดิมของเมียนมาโดยเรามุ่งหน้าไปเมืองเมาะละแหม่งผ่านเมืองผาอัน (Hpa-an) และเมืองท่าตอน (Thaton) ระยะทางถึงเมืองเมาะละแหม่งประมาณ 111 กิโลเมตร ถนนส่วนใหญ่เป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจร สลับกับถนนลูกรัง ไม่มีไหล่ทาง สภาพถนนยังเป็นหลุมเป็นบ่อในบางช่วง ทำให้ไม่สามารถขับรถด้วยความเร็วได้ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก สำหรับสภาพแวดล้อมตลอดเส้นทางเป็นพื้นที่ป่าสลับกับพื้นที่เกษตรกรรมที่ชาวบ้านแถบนั้นปลูกยางพาราและข้าวกันเยอะ มีด่านเก็บค่าผ่านทางเป็นระยะและมีชุมชนอยู่ประปรายตลอดเส้นทาง 2 ข้างทางร่มรื่นไปด้วยต้นไม่ขนาดใหญ่ตลอด 2 ข้างทาง
บนเส้นทางนี้เราต้องขับรถข้ามแม่น้ำใหญ่อยู่ 2 จุดคือ แม่น้ำ Jai และแม่น้ำ Zartapyinโดยเฉพาะแม่น้ำแห่งที่ 2 นี้กว้างใหญ่มากทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าประเทศเมียนมามีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับทำการเกษตรจริงๆ สะพานที่เราใช้ขับข้ามแม่น้ำสายนี้ถือว่าเป็นสะพานที่ยาวที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศเมียนมาเลยทีเดียว และอย่างที่เรียนแล้วว่าเรารีบเดินทางในช่วงฤดูมรสุม ทำให้เราต้องเจอกับฝนที่ตกโปรยปรายตลอดเส้นทางแต่อากาศก็เย็นสบายดี
อย่างไรก็ตาม เราใช้เวลาเดินทางในช่วงนี้ประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึงเมืองเมาะละแหม่งตามเป้าหมายของเรา แถมยังเดินทางมาถึงเร็วกว่ากำหนดการที่เราคาดไว้
สายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักเพื่อเป็นการต้อนรับคณะเรา ทำให้เราไม่มีโอกาสออกไปสำรวจเมืองเมาะละแหม่งได้ในวันนั้น เลยรีบเดินทางตรงดิ่งเข้าที่พักที่โรงแรม Mawlamyaing Strand Hotel ซึ่งตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำสาละวินที่ไหลลงสู่อ่าวเมาะตะมะ โรงแรมนี้น่าจะเป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุด ดีที่สุด และแพงที่สุดของเมือง ตัวโรงแรมเป็นตึกเก่า 5 ชั้น รูปแบบหลังคาออกแนวศิลปะแบบเมียนมา พอเข้าเช็กอินก็เจอกับน้ำฝนที่รั่วเข้ามาทางหน้าต่างแต่ไม่มากเท่าใดนัก พอแจ้งทางโรงแรมไปว่ามีปัญหาน้ำฝนรั่วเข้ามาในห้องพักทางโรงแรมก็แก้ไขปัญหาให้เลยทันทีด้วยการใช้พรมเช็ดเท้าไปวางซับน้ำฝนไว้ให้ ช่างรวดเร็วจริงๆ แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะคณะเราพักที่เมืองนี้แค่คืนเดียว
เมืองเมาะละแหม่งหรือเมาะลำไย เป็นเมืองหลวงของรัฐมอญ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 รัฐของเมียนมา มีพรมแดนด้านทิศตะวันออกติดกับรัฐกะเหรี่ยงและประเทศไทย ด้านทิศเหนือติดกับเขตหงสาวดี ด้านทิศใต้ติดกับเขตตะนาวศรี ส่วนด้านทิศตะวันตกติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเมาะตะมะ มีประชากรจำนวน 438,861 คน ส่วนใหญ่เป็นชนชาติมอญซึ่งเป็นชนชาติที่เก่าแก่ชาติหนึ่งของเมียนมา เมืองเมาะลำแหม่งมีชื่อเสียงเรื่องอาหารการกินและผลไม้เมืองร้อนของเมียนมา
เมืองเมาะละแหม่งมีทำเลที่ตั้งได้เปรียบเมืองอื่นๆ ในเมียนมา โดยเฉพาะการมีเส้นทางการคมนาคมทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอยู่ครบถ้วน ในด้านการคมนาคมขนส่งทางบกเมืองเมาะละแหม่งเป็นเมืองที่อยู่ด้านซ้ายสุดของโครงการถนนสายระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ภายใต้กรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือ GMS (Greater Mekong Subregion) ที่จะเชื่อมทะเลจีนใต้ไปยังมหาสมุทรอินเดีย โดยมีระยะทางรวมกันประมาณ 1,450 กิโลเมตร
ในส่วนของการขนส่งทางน้ำ เมืองเมาะละแหม่งมีท่าเรือเมาะละแหม่งตั้งอยู่บนอ่าวเมาะตะมะบริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำสาละวินและอีกหลายๆ ท่าเรือ ซึ่งในอดีตเมืองเมาะละแหม่งถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าทางทะเลที่ขนส่งสินค้าไปยังยุโรป อินเดีย และตะวันออกกลาง
ในปัจจุบันก็ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาท่าเรือต่างๆ ขึ้นมาได้อีกหลายแห่ง...อย่างนี้ถือว่าไม่ธรรมดานะครับ คราวหน้ามาว่ากันต่อว่าเมาะละแหม่งมีอะไรน่าสนใจอีก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560
ขอย้ำอีกทีว่าสภาพถนนดีมากแบบเหลือเชื่อ เป็นถนนขนาด 2 เลนมีไหล่ทางทั้ง 2 ฝั่งกว้างพอสำหรับจอดรถในยามฉุกเฉิน มีเส้นแบ่งกลางถนนสีเหลือง ส่วนขอบถนนทั้ง 2 ฝั่งมีเส้นสีขาวตีไว้อย่างเรียบร้อยตลอดทาง เรียกว่าเป็นถนนมาตรฐานเลยทีเดียว ถนนสายนี้ลัดเลาะเลียบไหล่เขาตะนาวศรี 2 ข้างทางก็เขียวชะอุ่มไปด้วยป่าไม้ ตรงที่เป็นที่โล่งก็เป็นนาข้าวสีเขียวดูอุดมสมบูรณ์มากเพราะช่วงที่เราเดินทางเป็นช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2559 ซึ่งยังอยู่ในช่วงฤดูมรสุมหรือฤดูฝน อากาศจึงยังชุ่มฉ่ำเย็นสบายและมีฝนตกประปรายตลอดทาง
ถนนที่ออกจากเมียวดีเส้นนี้มีสภาพดีมากแต่ว่ามีระยะทางแค่ 45.45 กิโลเมตรเท่านั้น เริ่มจากสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ฝั่งเมียวดีไปสิ้นสุดที่เมืองกอกาเรก ซึ่งรัฐบาลไทยสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาปรับปรุงถนนสายนี้ทั้งแบบให้เปล่าและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมูลค่าประมาณ 1,320 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างทางใหม่และบูรณะทางเดิม และได้ทำพิธีส่งมอบไปเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2558
ถนนสายดังกล่าวนี้จะช่วยย่นระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองเมียวดีกับเมืองกอกะเร็ก จากเดิม 2 ชั่วโมง 30 นาที เหลือเพียง 50 นาทีเท่านั้น และได้ทราบว่ามีโครงการขยายระยะทางต่อไปอีกซึ่งจะส่งผลดีต่อการเชื่อมโยงระหว่างไทย-เมียนมา-อินเดียในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเพิ่งจะเริ่มต้นก็ตาม
พอสิ้นสุดเส้นทางสายใหม่นี้ที่เมืองกอกาเรก เราก็เข้าสู่โหมดเส้นทางเดิมของเมียนมาโดยเรามุ่งหน้าไปเมืองเมาะละแหม่งผ่านเมืองผาอัน (Hpa-an) และเมืองท่าตอน (Thaton) ระยะทางถึงเมืองเมาะละแหม่งประมาณ 111 กิโลเมตร ถนนส่วนใหญ่เป็นถนนลาดยาง 2 ช่องจราจร สลับกับถนนลูกรัง ไม่มีไหล่ทาง สภาพถนนยังเป็นหลุมเป็นบ่อในบางช่วง ทำให้ไม่สามารถขับรถด้วยความเร็วได้ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก สำหรับสภาพแวดล้อมตลอดเส้นทางเป็นพื้นที่ป่าสลับกับพื้นที่เกษตรกรรมที่ชาวบ้านแถบนั้นปลูกยางพาราและข้าวกันเยอะ มีด่านเก็บค่าผ่านทางเป็นระยะและมีชุมชนอยู่ประปรายตลอดเส้นทาง 2 ข้างทางร่มรื่นไปด้วยต้นไม่ขนาดใหญ่ตลอด 2 ข้างทาง
บนเส้นทางนี้เราต้องขับรถข้ามแม่น้ำใหญ่อยู่ 2 จุดคือ แม่น้ำ Jai และแม่น้ำ Zartapyinโดยเฉพาะแม่น้ำแห่งที่ 2 นี้กว้างใหญ่มากทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าประเทศเมียนมามีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับทำการเกษตรจริงๆ สะพานที่เราใช้ขับข้ามแม่น้ำสายนี้ถือว่าเป็นสะพานที่ยาวที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศเมียนมาเลยทีเดียว และอย่างที่เรียนแล้วว่าเรารีบเดินทางในช่วงฤดูมรสุม ทำให้เราต้องเจอกับฝนที่ตกโปรยปรายตลอดเส้นทางแต่อากาศก็เย็นสบายดี
อย่างไรก็ตาม เราใช้เวลาเดินทางในช่วงนี้ประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึงเมืองเมาะละแหม่งตามเป้าหมายของเรา แถมยังเดินทางมาถึงเร็วกว่ากำหนดการที่เราคาดไว้
สายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักเพื่อเป็นการต้อนรับคณะเรา ทำให้เราไม่มีโอกาสออกไปสำรวจเมืองเมาะละแหม่งได้ในวันนั้น เลยรีบเดินทางตรงดิ่งเข้าที่พักที่โรงแรม Mawlamyaing Strand Hotel ซึ่งตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำสาละวินที่ไหลลงสู่อ่าวเมาะตะมะ โรงแรมนี้น่าจะเป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุด ดีที่สุด และแพงที่สุดของเมือง ตัวโรงแรมเป็นตึกเก่า 5 ชั้น รูปแบบหลังคาออกแนวศิลปะแบบเมียนมา พอเข้าเช็กอินก็เจอกับน้ำฝนที่รั่วเข้ามาทางหน้าต่างแต่ไม่มากเท่าใดนัก พอแจ้งทางโรงแรมไปว่ามีปัญหาน้ำฝนรั่วเข้ามาในห้องพักทางโรงแรมก็แก้ไขปัญหาให้เลยทันทีด้วยการใช้พรมเช็ดเท้าไปวางซับน้ำฝนไว้ให้ ช่างรวดเร็วจริงๆ แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะคณะเราพักที่เมืองนี้แค่คืนเดียว
เมืองเมาะละแหม่งหรือเมาะลำไย เป็นเมืองหลวงของรัฐมอญ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 รัฐของเมียนมา มีพรมแดนด้านทิศตะวันออกติดกับรัฐกะเหรี่ยงและประเทศไทย ด้านทิศเหนือติดกับเขตหงสาวดี ด้านทิศใต้ติดกับเขตตะนาวศรี ส่วนด้านทิศตะวันตกติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเมาะตะมะ มีประชากรจำนวน 438,861 คน ส่วนใหญ่เป็นชนชาติมอญซึ่งเป็นชนชาติที่เก่าแก่ชาติหนึ่งของเมียนมา เมืองเมาะลำแหม่งมีชื่อเสียงเรื่องอาหารการกินและผลไม้เมืองร้อนของเมียนมา
เมืองเมาะละแหม่งมีทำเลที่ตั้งได้เปรียบเมืองอื่นๆ ในเมียนมา โดยเฉพาะการมีเส้นทางการคมนาคมทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอยู่ครบถ้วน ในด้านการคมนาคมขนส่งทางบกเมืองเมาะละแหม่งเป็นเมืองที่อยู่ด้านซ้ายสุดของโครงการถนนสายระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ภายใต้กรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือ GMS (Greater Mekong Subregion) ที่จะเชื่อมทะเลจีนใต้ไปยังมหาสมุทรอินเดีย โดยมีระยะทางรวมกันประมาณ 1,450 กิโลเมตร
ในส่วนของการขนส่งทางน้ำ เมืองเมาะละแหม่งมีท่าเรือเมาะละแหม่งตั้งอยู่บนอ่าวเมาะตะมะบริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำสาละวินและอีกหลายๆ ท่าเรือ ซึ่งในอดีตเมืองเมาะละแหม่งถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าทางทะเลที่ขนส่งสินค้าไปยังยุโรป อินเดีย และตะวันออกกลาง
ในปัจจุบันก็ยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาท่าเรือต่างๆ ขึ้นมาได้อีกหลายแห่ง...อย่างนี้ถือว่าไม่ธรรมดานะครับ คราวหน้ามาว่ากันต่อว่าเมาะละแหม่งมีอะไรน่าสนใจอีก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560






