
เมื่อ TPP ล่มสลาย ฝากความหวังกับ RCEP ได้หรือไม่ (จบ)
โดยผลสำเร็จที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นของการเจรจาในรอบล่าสุดคือ การสรุป Chapter ที่ 2 ของข้อตกลง RCEP นั่นคือ chapter ที่ว่าด้วยเรื่องของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยใน Chapter นี้ สมาชิก RCEP จะสร้างความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับ SMEs ระหว่างกันและกัน รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนให้ SMEs ของสมาชิก RCEP สามารถเข้าถึงและใช้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลง RCEP ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น พร้อมๆ กับลดต้นทุนของการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงลง
นั่นทำให้ปัจจุบันการเจรจา RCEP สามารถหาข้อสรุปได้แล้วใน 2 chapter นั่นคือ เรื่อง SMEs และเรื่อง ความร่วมมืออื่นๆ ทางเศรษฐกิจ (Economic and Technical Cooperation) ซึ่งสรุปไปได้ตั้งแต่การเจรจารอบที่ 15 ที่ประเทศจีน
ดังนั้นต่อ คำถามสำคัญว่า แล้ว RCEP จะเจรจาสำเร็จและมีผลบังคับใช้ได้เร็วๆ นี้หรือไม่ ในความคิดของผมคาดว่าคงจะยังมีเรื่องใหญ่ๆ ที่ยังต้องเจรจากันอีกหลายมิติ โดยเฉพาะในประเด็นการค้าสินค้า การค้าบริการ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การส่งเสริมการแข่งขัน และประเด็นในเรื่องกลไกการระงับข้อพิพาท ซึ่งประเด็นเหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกฝ่ายอยากเห็นข้อสรุปโดยเฉพาะในประเด็นการค้าสินค้าที่ทุกคนอยากเห็นตารางการลดอัตราภาษี แต่ประเด็นทั้งหมดที่กล่าวถึงมาเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่แต่ละประเทศสมาชิกยังต้องการเวลาและการศึกษาเพิ่มเติมอีกมากพอสมควร
อย่างไรก็ตามทีมเจรจาของทุกประเทศสมาชิก ก็ต่างเห็นพ้องกันว่า จะพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อหาข้อสรุปของข้อตกลง RCEP ให้ได้ภายในปี 2017 นี้ โดยในการประชุมครั้งต่อไปเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม 2017 ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น และคงจะเห็นการกำหนดวาระ และรอบการประชุมตลอดทั้งปี 2017 ออกมาภายหลังการประชุมครั้งนี้
นั่นทำให้เรามาถึงบทสรุป ที่ว่าประเด็นสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อการบังคับใช้ และการใช้สิทธิประโยชน์ของ RCEP ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยใน 3 ประเด็นสำคัญนั่นคือ
ประเด็นที่ 1 การเดินหน้าต่อไปเพื่อสร้างสินค้าสาธารณะในเวทีเศรษฐกิจโลกโดยมีอาเซียนเป็นจุดศูนย์กลาง จะมีพลังเพียงพอในการผลักดันหรือไม่ ความท้าทายนี้จู่โจมโดยตรงที่หลักการหลักของ RCEP นั่นก็คือ ASEAN Centrality ซึ่งถ้าพิจารณาจากการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์และนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลายๆ ท่าน พวกเขาเชื่อว่า อาเซียนไม่น่าจะมีพลังหรือมีโมเมนตัมเพียงพอที่จะผลักดันการขับเคลื่อนเรื่องใหญ่อย่างเช่น RCEP ได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง แต่คงต้องอาศัยบทบาทของจีนและญี่ปุ่นเป็นหลัก
[caption id="attachment_132644" align="aligncenter" width="503"]
เมื่อ TPP ล่มสลาย ฝากความหวังกับ RCEP ได้หรือไม่ (จบ)[/caption]
ดังนั้นในระยะหลังๆ ภาพที่มักจะเห็นก็คือ คู่เจรจาของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มักจะนิยมทำงานวิจัยและข้อเสนอแนะทางนโยบายในหลายๆ มิติ และเข้ามาจูงมือหน่วยงานของประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศให้เข้าไปร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อนำเสนอแนวทางของเสนอแนะของพวกเขา เพื่อให้สมาชิกอาเซียนเอาข้อเสนอแนะเหล่านั้นมาใช้เลยทันทีในแบบกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเขาเป็นคนทำกติกาเสนอมา กติกาเหล่านั้นก็ย่อมต้องเอื้อประโยชน์ให้ทีมของเขาอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าทีมอาเซียนจะเอากติกาเหล่านั้นมาใช้ คงต้องรอบคอบ เวลามีประชุมเชิงปฏิบัติการเหล่านี้คงต้องส่งคนที่มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถตัดสินใจได้ ไปเข้าร่วมประชุม ไม่ใช่ส่งคนระดับ Junior เข้าไปเก็บเอกสารกลับมาเท่านั้น
สิ่งที่เราต้องพิจารณาต่อไปก็คือ แล้วใครล่ะที่จะเป็นหัวเรือใหญ่ที่ทรงพลังในการผลักดันให้ RCEP สำเร็จได้ หลายฝ่ายก็วิเคราะห์ว่า แน่นอน ต้องจับตาดูที่ประเทศจีน เพราะที่ผ่านมาจีนคือพลังหลักในการขับเคลื่อน RCEP ข้อสรุปใน chapter แรกที่ว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจสำเร็จได้ก็เพราะจีนเร่งกระบวนการอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากในขณะนั้น TPP พึ่งจะสรุปผลการเจรจาทั้งข้อตกลงได้
ดังนั้นจีนเองก็ต้องการแสดงให้เห็นว่า กรอบการเจรจาการค้าที่มีขนาดใหญ่ที่นำโดยจีนเองก็สามารถเดินหน้าไปได้เช่นกัน แต่หลังจากที่ TPP ม้วนเสื่อไปแล้ว คำถามก็คือ แล้วจีนยังจำเป็นจะต้องเร่ง RCEP เผื่อถ่วงดุลอีกหรือไม่ ต้นทุนของ RCEP อาจจะสูงเกินไป และกระบวนการดึงอินเดียซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งแชมป์เปี้ยนระดับเฮฟวี่เวต ซึ่งถูกดึงเข้ามาโดยญี่ปุ่นเผื่อถ่วงดุลจีนตั้งแต่สมัยที่ RCEP ยังถูกเรียกว่า CEPEA (Comprehensive Economic Partnership of East Asia) ก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ญี่ปุ่นเองต้องการดึงอินเดียเข้ามาบล็อกการขยายอิทธิพลของจีน ดังนั้นเมื่อไม่มี TPP แล้ว จีนอาจจะไม่ได้ต้องการผลักดัน RCEP อีกต่อไป เพราะนอกจาก RCEP แล้ว จีนเองก็มีอีกหนึ่งโครงการยักษ์ที่นำโดยจีนเองและไม่มีใครจะเข้ามาบล็อคได้อยู่แล้ว
นั่นคือก็คือ Belt and Road Initiative (บางทีก็เรียกว่า One Belt, One Road) หรือเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้ง 2 เส้นทางบนภาคพื้นทวีปและในภาคพื้นมหาสมุทร ที่จะเชื่อมโยงจีนทั้งในมิติเศรษฐกิจและความมั่นคงกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เอเซียกลาง เอเชียใต้ แอฟริกา ตะวันออกกลาง ไปจนถึงยุโรป เมื่อจีนมี BRI อยู่แล้ว ทำไมยังต้องใส่ใจ RCEP อีก สู้นั่งดูเฉยๆ ปล่อยให้กลุ่มที่พลาดหวังจาก TPP เดินหน้าเจรจากันไปเรื่อย จนพบทางตัน แล้วจีนค่อยเข้ามาเสียบและสรุปผลในท้ายที่สุดน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่จีนได้ประโยชน์มากกว่า
และความท้าทายที่ 3 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญประการถสุดท้ายก็คือ ถึงแม้ RCEP จะเป็นกรอบการเจรจาที่ครอบคลุมประเทศจำนวนมาก และมีขนาดเศรษฐกิจและจำนวนประชากรขนาดมหาศาล หากแต่ประเทศสมาชิกเกือบทั้งหมดล้วนเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ TPP
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560
นั่นทำให้ปัจจุบันการเจรจา RCEP สามารถหาข้อสรุปได้แล้วใน 2 chapter นั่นคือ เรื่อง SMEs และเรื่อง ความร่วมมืออื่นๆ ทางเศรษฐกิจ (Economic and Technical Cooperation) ซึ่งสรุปไปได้ตั้งแต่การเจรจารอบที่ 15 ที่ประเทศจีน
ดังนั้นต่อ คำถามสำคัญว่า แล้ว RCEP จะเจรจาสำเร็จและมีผลบังคับใช้ได้เร็วๆ นี้หรือไม่ ในความคิดของผมคาดว่าคงจะยังมีเรื่องใหญ่ๆ ที่ยังต้องเจรจากันอีกหลายมิติ โดยเฉพาะในประเด็นการค้าสินค้า การค้าบริการ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การส่งเสริมการแข่งขัน และประเด็นในเรื่องกลไกการระงับข้อพิพาท ซึ่งประเด็นเหล่านี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกฝ่ายอยากเห็นข้อสรุปโดยเฉพาะในประเด็นการค้าสินค้าที่ทุกคนอยากเห็นตารางการลดอัตราภาษี แต่ประเด็นทั้งหมดที่กล่าวถึงมาเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่แต่ละประเทศสมาชิกยังต้องการเวลาและการศึกษาเพิ่มเติมอีกมากพอสมควร
อย่างไรก็ตามทีมเจรจาของทุกประเทศสมาชิก ก็ต่างเห็นพ้องกันว่า จะพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อหาข้อสรุปของข้อตกลง RCEP ให้ได้ภายในปี 2017 นี้ โดยในการประชุมครั้งต่อไปเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม 2017 ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น และคงจะเห็นการกำหนดวาระ และรอบการประชุมตลอดทั้งปี 2017 ออกมาภายหลังการประชุมครั้งนี้
นั่นทำให้เรามาถึงบทสรุป ที่ว่าประเด็นสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อการบังคับใช้ และการใช้สิทธิประโยชน์ของ RCEP ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยใน 3 ประเด็นสำคัญนั่นคือ
ประเด็นที่ 1 การเดินหน้าต่อไปเพื่อสร้างสินค้าสาธารณะในเวทีเศรษฐกิจโลกโดยมีอาเซียนเป็นจุดศูนย์กลาง จะมีพลังเพียงพอในการผลักดันหรือไม่ ความท้าทายนี้จู่โจมโดยตรงที่หลักการหลักของ RCEP นั่นก็คือ ASEAN Centrality ซึ่งถ้าพิจารณาจากการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์และนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลายๆ ท่าน พวกเขาเชื่อว่า อาเซียนไม่น่าจะมีพลังหรือมีโมเมนตัมเพียงพอที่จะผลักดันการขับเคลื่อนเรื่องใหญ่อย่างเช่น RCEP ได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง แต่คงต้องอาศัยบทบาทของจีนและญี่ปุ่นเป็นหลัก
[caption id="attachment_132644" align="aligncenter" width="503"]
ดังนั้นในระยะหลังๆ ภาพที่มักจะเห็นก็คือ คู่เจรจาของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มักจะนิยมทำงานวิจัยและข้อเสนอแนะทางนโยบายในหลายๆ มิติ และเข้ามาจูงมือหน่วยงานของประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศให้เข้าไปร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อนำเสนอแนวทางของเสนอแนะของพวกเขา เพื่อให้สมาชิกอาเซียนเอาข้อเสนอแนะเหล่านั้นมาใช้เลยทันทีในแบบกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเขาเป็นคนทำกติกาเสนอมา กติกาเหล่านั้นก็ย่อมต้องเอื้อประโยชน์ให้ทีมของเขาอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าทีมอาเซียนจะเอากติกาเหล่านั้นมาใช้ คงต้องรอบคอบ เวลามีประชุมเชิงปฏิบัติการเหล่านี้คงต้องส่งคนที่มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถตัดสินใจได้ ไปเข้าร่วมประชุม ไม่ใช่ส่งคนระดับ Junior เข้าไปเก็บเอกสารกลับมาเท่านั้น
สิ่งที่เราต้องพิจารณาต่อไปก็คือ แล้วใครล่ะที่จะเป็นหัวเรือใหญ่ที่ทรงพลังในการผลักดันให้ RCEP สำเร็จได้ หลายฝ่ายก็วิเคราะห์ว่า แน่นอน ต้องจับตาดูที่ประเทศจีน เพราะที่ผ่านมาจีนคือพลังหลักในการขับเคลื่อน RCEP ข้อสรุปใน chapter แรกที่ว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจสำเร็จได้ก็เพราะจีนเร่งกระบวนการอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากในขณะนั้น TPP พึ่งจะสรุปผลการเจรจาทั้งข้อตกลงได้
ดังนั้นจีนเองก็ต้องการแสดงให้เห็นว่า กรอบการเจรจาการค้าที่มีขนาดใหญ่ที่นำโดยจีนเองก็สามารถเดินหน้าไปได้เช่นกัน แต่หลังจากที่ TPP ม้วนเสื่อไปแล้ว คำถามก็คือ แล้วจีนยังจำเป็นจะต้องเร่ง RCEP เผื่อถ่วงดุลอีกหรือไม่ ต้นทุนของ RCEP อาจจะสูงเกินไป และกระบวนการดึงอินเดียซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งแชมป์เปี้ยนระดับเฮฟวี่เวต ซึ่งถูกดึงเข้ามาโดยญี่ปุ่นเผื่อถ่วงดุลจีนตั้งแต่สมัยที่ RCEP ยังถูกเรียกว่า CEPEA (Comprehensive Economic Partnership of East Asia) ก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ญี่ปุ่นเองต้องการดึงอินเดียเข้ามาบล็อกการขยายอิทธิพลของจีน ดังนั้นเมื่อไม่มี TPP แล้ว จีนอาจจะไม่ได้ต้องการผลักดัน RCEP อีกต่อไป เพราะนอกจาก RCEP แล้ว จีนเองก็มีอีกหนึ่งโครงการยักษ์ที่นำโดยจีนเองและไม่มีใครจะเข้ามาบล็อคได้อยู่แล้ว
นั่นคือก็คือ Belt and Road Initiative (บางทีก็เรียกว่า One Belt, One Road) หรือเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้ง 2 เส้นทางบนภาคพื้นทวีปและในภาคพื้นมหาสมุทร ที่จะเชื่อมโยงจีนทั้งในมิติเศรษฐกิจและความมั่นคงกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เอเซียกลาง เอเชียใต้ แอฟริกา ตะวันออกกลาง ไปจนถึงยุโรป เมื่อจีนมี BRI อยู่แล้ว ทำไมยังต้องใส่ใจ RCEP อีก สู้นั่งดูเฉยๆ ปล่อยให้กลุ่มที่พลาดหวังจาก TPP เดินหน้าเจรจากันไปเรื่อย จนพบทางตัน แล้วจีนค่อยเข้ามาเสียบและสรุปผลในท้ายที่สุดน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่จีนได้ประโยชน์มากกว่า
และความท้าทายที่ 3 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญประการถสุดท้ายก็คือ ถึงแม้ RCEP จะเป็นกรอบการเจรจาที่ครอบคลุมประเทศจำนวนมาก และมีขนาดเศรษฐกิจและจำนวนประชากรขนาดมหาศาล หากแต่ประเทศสมาชิกเกือบทั้งหมดล้วนเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากกรณีของ TPP
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560






