
กระบี่ ไฟฟ้าจากลมหรือแสงอาทิตย์ ถูกกว่าไฟฟ้าจากถ่านหิน
การพิจารณาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเราต้องพิจารณาจาก Levelized Cost of Energy (LCOE) ซึ่งมีสูตรการคำนวณดังนี้คือ
ในสูตรนี้เราพิจารณาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าตลอดชีวิตของเครืองมืออุปกรณ์สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ประกอบกันตลอดชีวิตการใช้งาน เป็นการประเมินต้นทุนทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตายของการลงทุน อันได้แก่ การรวมต้นทุนเงินทุน ต้นทุนการก่อสร้างขั้นต้น ต้นทุนการบำรุงรักษา ต้นทุนวัตถุดิบที่ต้องซื้อ ต้นทุนการบริหารจัดการ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาหารด้วยไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ในแต่ละปีตั้งแต่เริ่มต้นจนตลอดชีวิตการใช้งาน โดยคำนวณแปลงค่าที่ได้ออกมาเป็นต้นทุนราคาปัจจุบัน (net present value of all costs over the lifetime of the asset divided by the total electrical energy output of the asset).
ตารางข้างล่างแสดงผลการศึกษาในประเทศอังกฤษยืนยันว่า การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ถูกกว่าการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และที่มีต้นทุนถูกสุดได้แก่การผลิตไฟฟ้าจากลม ที่กระบี่ลมแรงมาก หากผลิตไฟฟ้าจากลมย่อมได้ราคาถูกที่สุด
ทำไมไทยถึงซื้อไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ราคาแพงเกินจริง
ในประเทศที่รัฐบาลคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนเหนือผลประโยชน์ตนเองและพรรคพวก การได้มาซึ่งไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มักได้ราคาที่ต่ำจากการเปิดประมูลอย่างเสรีให้ทุก ๆ ประเทศที่มีการผลิตแผงโซลาร์เข้ามาแข่งขัน แต่ไทยยังคงใช้วิธีเก่า ๆ หากมีการประมูลก็พอทำเป็นพิธี แล้วกำหนดให้ผู้ประกอบการไทยเท่านั้นที่เข้ามาแข่งขัน ก็รู้กันอยู่ว่า เทคโนโลยีนั้นก้าวหน้ารวดเร็ว ผู้ประกอบการไทยก็ล้วนแต่ไม่ใช่ผู้ผลิต เป็นพวกซื้อมาจากต่างประเทศมาติดตั้ง บางรายก็จ้างเขามาติดตั้งให้เสร็จแล้วกำไรอีกต่อหนึ่ง ทำกันวิธีนี้ก็เพื่อให้ประโยชน์แก่กันและกัน คนไทยก็ต้องเดือดร้อนจากราคาไฟฟ้าแพงขึ้น จากมลพิษที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ฯลฯ
รูปข้างล่างแสดงให้เห็นว่าแต่ละประเทศที่เปิดเสรีนั้น เขาได้ราคาต่ำลงในแต่ละครั้งที่มีการประมูลจะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศล้วนได้ในราคาต่ำ ๆ ทั้งสิ้น เริ่มจากอินเดียซื้อไฟฟ้าได้มาในราคาไฟฟ้า 2.48 บาทต่อหน่วย แต่ตัวเลขนี้เป็นของปี 2558
ล่าสุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา อินเดียเปิดประมูลได้ผู้เสนอราคาไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 750 เม็กกะวัตต์ที่ชนะในราคา 3.30 รูปีต่อหน่วย หรือ 5 US cents คิดเป็นเงินไทย 1.78 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ราคาคงที่ตลอด 25 ปี
ราคาตามรูปบนนั้นแปรผันตามสภาพแสงอาทิตย์ในแต่ละประเทศ อย่างประเทศชิลีเปิดประมูลปลายปี 2559 ได้ราคาเพียง 1 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงแม้คนไทยบางคนจะอ้างว่า ไทยมีเมฆมาก อาจได้ราคาสูงกว่าอินเดีย ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ผู้มีอำนาจในไทยไม่โปร่งใส เลือกวิธีการที่ทำให้คนไทยสงสัยได้ในความสุจริต ทำให้สงสัยได้ว่าอาจมีการเอื้อประโยชน์ระหว่างเอกชนและผู้มีอำนาจหรือไม่ หากทำอย่างนานาประเทศที่เขาทำกัน ย่อมได้ต้นทุนไฟฟ้าราคาต่ำกว่าไฟฟ้าจากถ่านหินอย่างแน่นอนโดยพิจารณาต้นทุนไฟฟ้าแบบ LCOE
อินเดียระบุว่าการให้บริษัทต่างชาติมาดำเนินการนั้นไม่มีความเสี่ยง เพราะว่าเขาให้บริษัทต่างชาติวางเงินประกันในรูปแบบ bank guarantee ในวงเงินที่สูงมากพอที่จะมั่นใจได้ว่า การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จะเป็นไปอย่างราบรื่นตลอด 25 ปี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,239
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม พ.ศ. 2560
ในสูตรนี้เราพิจารณาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าตลอดชีวิตของเครืองมืออุปกรณ์สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ประกอบกันตลอดชีวิตการใช้งาน เป็นการประเมินต้นทุนทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตายของการลงทุน อันได้แก่ การรวมต้นทุนเงินทุน ต้นทุนการก่อสร้างขั้นต้น ต้นทุนการบำรุงรักษา ต้นทุนวัตถุดิบที่ต้องซื้อ ต้นทุนการบริหารจัดการ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาหารด้วยไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ในแต่ละปีตั้งแต่เริ่มต้นจนตลอดชีวิตการใช้งาน โดยคำนวณแปลงค่าที่ได้ออกมาเป็นต้นทุนราคาปัจจุบัน (net present value of all costs over the lifetime of the asset divided by the total electrical energy output of the asset).
ทำไมไทยถึงซื้อไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ราคาแพงเกินจริง
ในประเทศที่รัฐบาลคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนเหนือผลประโยชน์ตนเองและพรรคพวก การได้มาซึ่งไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์มักได้ราคาที่ต่ำจากการเปิดประมูลอย่างเสรีให้ทุก ๆ ประเทศที่มีการผลิตแผงโซลาร์เข้ามาแข่งขัน แต่ไทยยังคงใช้วิธีเก่า ๆ หากมีการประมูลก็พอทำเป็นพิธี แล้วกำหนดให้ผู้ประกอบการไทยเท่านั้นที่เข้ามาแข่งขัน ก็รู้กันอยู่ว่า เทคโนโลยีนั้นก้าวหน้ารวดเร็ว ผู้ประกอบการไทยก็ล้วนแต่ไม่ใช่ผู้ผลิต เป็นพวกซื้อมาจากต่างประเทศมาติดตั้ง บางรายก็จ้างเขามาติดตั้งให้เสร็จแล้วกำไรอีกต่อหนึ่ง ทำกันวิธีนี้ก็เพื่อให้ประโยชน์แก่กันและกัน คนไทยก็ต้องเดือดร้อนจากราคาไฟฟ้าแพงขึ้น จากมลพิษที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ฯลฯ
ล่าสุดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา อินเดียเปิดประมูลได้ผู้เสนอราคาไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ 750 เม็กกะวัตต์ที่ชนะในราคา 3.30 รูปีต่อหน่วย หรือ 5 US cents คิดเป็นเงินไทย 1.78 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ราคาคงที่ตลอด 25 ปี
ราคาตามรูปบนนั้นแปรผันตามสภาพแสงอาทิตย์ในแต่ละประเทศ อย่างประเทศชิลีเปิดประมูลปลายปี 2559 ได้ราคาเพียง 1 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงแม้คนไทยบางคนจะอ้างว่า ไทยมีเมฆมาก อาจได้ราคาสูงกว่าอินเดีย ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ผู้มีอำนาจในไทยไม่โปร่งใส เลือกวิธีการที่ทำให้คนไทยสงสัยได้ในความสุจริต ทำให้สงสัยได้ว่าอาจมีการเอื้อประโยชน์ระหว่างเอกชนและผู้มีอำนาจหรือไม่ หากทำอย่างนานาประเทศที่เขาทำกัน ย่อมได้ต้นทุนไฟฟ้าราคาต่ำกว่าไฟฟ้าจากถ่านหินอย่างแน่นอนโดยพิจารณาต้นทุนไฟฟ้าแบบ LCOE
อินเดียระบุว่าการให้บริษัทต่างชาติมาดำเนินการนั้นไม่มีความเสี่ยง เพราะว่าเขาให้บริษัทต่างชาติวางเงินประกันในรูปแบบ bank guarantee ในวงเงินที่สูงมากพอที่จะมั่นใจได้ว่า การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จะเป็นไปอย่างราบรื่นตลอด 25 ปี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,239
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม พ.ศ. 2560






