
วางแผนและคัดเลือกผู้ดูแลอาคารอย่างมืออาชีพ
ช่วงต้นศักราชใหม่แบบนี้ ท่านเจ้าของธุรกิจต่างๆ รวมถึงท่านเจ้าของอาคารหรือผู้ที่ทำหน้าที่ในการบริหารอาคารก็คงจะกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์ และแผนการปฏิบัติงาน การบริหารงานอาคารในปัจจุบันถือเป็นเครื่องมือหรืออาวุธทางธุรกิจที่ช่วยส่งเสริมศักยภาพทางธุรกิจและผลผลิตขององค์กร จากลักษณะของบริบททางเศรษฐกิจและธุรกิจที่นับวันจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดเดาได้ยากขึ้น การจ้างมืออาชีพมาช่วยแบ่งเบาภาระถือว่าได้รับความนิยมมากขึ้น วันนี้เราจึงมีข้อมูลการเตรียมพร้อมการจัดทำกลยุทธ์วางแผนการคัดเลือกบริษัทผู้มาดูแลอาคารมาฝากกันครับ
การกำหนดความต้องการและขอบเขตงาน ถือว่าเป็นขั้นตอนต้นน้ำของกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง อันดับแรกสุดเจ้าของอาคารหรือผู้มีอำนาจในการดูแลอาคารต้องรู้ความต้องการของตัวเองก่อนครับว่าต้องการอะไร การพิจารณาขอบเขตการปฏิบัติงานต้องการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลทั้งหมดทุกขั้นตอน หรือต้องการจ้างเพียงบางส่วนและทำเองในบางส่วน รวมถึงต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และหากจำเป็นต้องมีการว่าจ้าง ก็ต้องวางแนวทางป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว หลังจากนั้นจึงมากำหนดเป็นงบประมาณที่จะใช้บริหารจัดการ ซึ่งกระบวนการตัดสินใจว่าจะจ้างหรือทำเอง หรือว่าจ้างในบางส่วนนั้นต้องลงลึกไปรายละเอียดถึงความต้องการที่แท้จริงว่าต้องการอะไรบ้างและคาดหวังว่าจะได้รับอะไรเมื่อต้องว่าจ้าง กำหนดเป็นวัตถุประสงค์ ระดับของคุณภาพงาน และขอบเขต โดยเจ้าของอาคารสามารถเขียนความต้องการเพื่อแจ้งแก่บริษัทผู้ให้บริการับทราบ
[caption id="attachment_127371" align="aligncenter" width="503"]
วางแผนและคัดเลือกผู้ดูแลอาคารอย่างมืออาชีพ[/caption]
การคัดเลือกผู้ให้บริการต้องพิจารณาถึงผู้ที่มีความน่าเชื่อถือไว้วางใจมารับฟังการชี้แจงข้อมูลมากกว่า 1 ราย เพื่อเปรียบเทียบว่ารายใดสามารถสนองต่อความต้องการของเจ้าของอาคารได้ตรงที่สุด รวมถึงสามารถเสนอราคาได้สมเหตุสมผลที่สุด อย่างไรก็ตามในขั้นตอนการคัดเลือกบริษัทบริหารอาคารผู้ให้บริการนั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะส่งผลต่อต้นทุนค่าใช้จ่าย ความสามารถในการให้บริการ การสนองตอบต่อความต้องการของผู้ใช้อาคาร หากเกิดกรณีที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะว่าจ้างรายใด เจ้าของอาคารสามารถเรียกประชุมเพิ่มเติมและขอเอกสารเพิ่มเติมได้ หรือจะใช้วิธีการสอบถามจากผู้ที่เคยใช้บริการรายอื่นๆ ก็จะช่วยสนับสนุนข้อมูลการตัดสินใจได้ดีขึ้น
การประเมินและวัดผลการปฏิบัติงานนั้นแน่นอนว่าการวัดจากความพึงพอใจของผู้ใช้อาคาร/ผู้ใช้บริการโดยตรงนั้นจะเป็นเสียงสะท้อนที่ดีอีกทางหนึ่งเพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของแบบการประเมิน เป็นการออกแบบการประเมินร่วมกับการประเมินจากผลการปฏิบัติงานตามข้อตกลงในสัญญาว่าสามารถให้บริการได้ตามข้อตกลงหรือไม่ และรวมไปถึงข้อตกลงอื่นๆ ที่กำหนดหรือที่ต้องพิจารณาประกอบ
อันได้แก่ มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้อาคารว่าเป็นมิตรกันหรือไม่ มีการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความรู้ความสามารถและประสิทธิภาพการทำงานให้กับพนักงานหรือไม่ มีความยืดหยุ่นช่วยสอดส่องผลประโยชน์ของผู้จ้างนอกเหนือจากขอบเขตงานที่ระบุในสัญญาหรือไม่ มีการสร้างความเสียหายต่ออาคาร/องค์กรหรือไม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องพิจารณาเฉพาะแต่ละองค์กรไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,231
วันที่ 29 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2560
การกำหนดความต้องการและขอบเขตงาน ถือว่าเป็นขั้นตอนต้นน้ำของกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง อันดับแรกสุดเจ้าของอาคารหรือผู้มีอำนาจในการดูแลอาคารต้องรู้ความต้องการของตัวเองก่อนครับว่าต้องการอะไร การพิจารณาขอบเขตการปฏิบัติงานต้องการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลทั้งหมดทุกขั้นตอน หรือต้องการจ้างเพียงบางส่วนและทำเองในบางส่วน รวมถึงต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และหากจำเป็นต้องมีการว่าจ้าง ก็ต้องวางแนวทางป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว หลังจากนั้นจึงมากำหนดเป็นงบประมาณที่จะใช้บริหารจัดการ ซึ่งกระบวนการตัดสินใจว่าจะจ้างหรือทำเอง หรือว่าจ้างในบางส่วนนั้นต้องลงลึกไปรายละเอียดถึงความต้องการที่แท้จริงว่าต้องการอะไรบ้างและคาดหวังว่าจะได้รับอะไรเมื่อต้องว่าจ้าง กำหนดเป็นวัตถุประสงค์ ระดับของคุณภาพงาน และขอบเขต โดยเจ้าของอาคารสามารถเขียนความต้องการเพื่อแจ้งแก่บริษัทผู้ให้บริการับทราบ
[caption id="attachment_127371" align="aligncenter" width="503"]
การคัดเลือกผู้ให้บริการต้องพิจารณาถึงผู้ที่มีความน่าเชื่อถือไว้วางใจมารับฟังการชี้แจงข้อมูลมากกว่า 1 ราย เพื่อเปรียบเทียบว่ารายใดสามารถสนองต่อความต้องการของเจ้าของอาคารได้ตรงที่สุด รวมถึงสามารถเสนอราคาได้สมเหตุสมผลที่สุด อย่างไรก็ตามในขั้นตอนการคัดเลือกบริษัทบริหารอาคารผู้ให้บริการนั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะส่งผลต่อต้นทุนค่าใช้จ่าย ความสามารถในการให้บริการ การสนองตอบต่อความต้องการของผู้ใช้อาคาร หากเกิดกรณีที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะว่าจ้างรายใด เจ้าของอาคารสามารถเรียกประชุมเพิ่มเติมและขอเอกสารเพิ่มเติมได้ หรือจะใช้วิธีการสอบถามจากผู้ที่เคยใช้บริการรายอื่นๆ ก็จะช่วยสนับสนุนข้อมูลการตัดสินใจได้ดีขึ้น
การประเมินและวัดผลการปฏิบัติงานนั้นแน่นอนว่าการวัดจากความพึงพอใจของผู้ใช้อาคาร/ผู้ใช้บริการโดยตรงนั้นจะเป็นเสียงสะท้อนที่ดีอีกทางหนึ่งเพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของแบบการประเมิน เป็นการออกแบบการประเมินร่วมกับการประเมินจากผลการปฏิบัติงานตามข้อตกลงในสัญญาว่าสามารถให้บริการได้ตามข้อตกลงหรือไม่ และรวมไปถึงข้อตกลงอื่นๆ ที่กำหนดหรือที่ต้องพิจารณาประกอบ
อันได้แก่ มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้อาคารว่าเป็นมิตรกันหรือไม่ มีการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความรู้ความสามารถและประสิทธิภาพการทำงานให้กับพนักงานหรือไม่ มีความยืดหยุ่นช่วยสอดส่องผลประโยชน์ของผู้จ้างนอกเหนือจากขอบเขตงานที่ระบุในสัญญาหรือไม่ มีการสร้างความเสียหายต่ออาคาร/องค์กรหรือไม่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องพิจารณาเฉพาะแต่ละองค์กรไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,231
วันที่ 29 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2560






