
อยากจะไป4.0ต้องหานวัตกรรมล้ำโลก
ใครจะคิดว่าวันหนึ่งเราจะสามารถคุยกับคนที่อยู่อีกซีกโลกหนึ่งได้แบบเห็นหน้าด้วย (Facetime) ใครจะคิดว่าวันหนึ่งเราจะเดินเข้าร้านขายของชำซื้อของได้โดยไม่ต้องหยิบเงินสักกะบาท และไม่ต้องหยิบบัตรด้วย (amazongo)ใครจะคิดว่าวันหนึ่งเราจะเห็นคนอเมริกันกำลังเดินขบวนต่อต้านผู้นำคนใหม่ของเขาแบบ Realtime (Facebook Live) ใครจะคิดว่าวันหนึ่งเราจะสามารถเอาตัวเราเข้าไปอยู่ในเกมคอมพิวเตอร์ได้ (Virtual Reality) ที่ผมเขียนไว้เมื่อฉบับที่แล้ว
ประเทศไทยเริ่มกลับมาโหมกระแส Thailand4.0 กันอีกครั้งหลังจากกระแสเบาลงไปประมาณเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ตอนนี้มีทั้งการศึกษา 4.0แฟชั่น 4.0 การตลาด 4.0 วันก่อนผมถามนักเรียนชั้นม.ปลายโรงเรียนหนึ่งว่าThailand 4.0 คืออะไร น้องคนนั้นตอบว่า “คือการที่ทำเกรดทุกวิชาได้ 4 หมดเลยครับ”
จากรายงาน The Human Capital Report 2016 โดย World Economic Forum ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว วิเคราะห์ว่าทุนมนุษย์ของไทยเราอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย ความสามารถในการใช้ทุนมนุษย์เพื่อทำให้เกิดรายได้ต่อหัวของไทยเราอยู่ในระดับธรรมดา สิ่งที่ท่านวิเคราะห์แล้วผมสนใจมากคือประเทศไทยยังอยู่ในยุค 2.0 อยู่หลายภาคส่วน อย่างน้อยภาคเกษตรกรรมของเราก็ยังอยู่ในยุค 2.0 อยู่มิใช่น้อย แม้แต่ภาคอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีต่างๆ ก็ยังเป็นการรับจ้างผลิตให้กับต่างประเทศซึ่งถือว่าก็ทำได้แค่ยุค 3.0 เท่านั้น
แล้วเราจะก้าวสู่ยุค 4.0 ได้อย่างไร หากรอกันไปกันมาแบบนี้พอเราไปถึง Thailand 4.0 ป่านนั้นต่างประเทศคงไป 6.0, 7.0 หรือ 8.0 กันละ ดังนั้นวิธีการไปสู่ 4.0 ต้องใช้ Startup เป็นพาหนะอีกอย่างที่จะพาประเทศไปได้ แต่คนขับพาหนะนี้สำคัญที่สุดครับ นั่นคือ เราต้องคิด “นวัตกรรมลํ้าโลก” ไม่ใช่แค่การต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ แต่ต้องเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่เห็นแล้วต้องร้อง “ว้าว”
นิตยสาร Times เดือนธันวาคมที่ผ่านมาลงบทความหนึ่งที่ผมชอบมากคือ 25 สุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี 2016 ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น อาทิ Hello Senseนาฬิกาปลุกธรรมดาๆ ที่วัดอุณหภูมิ วัดความชื้น ปรับแสงสว่างหรือแม้แต่วัดคุณภาพของอากาศในห้องได้ด้วย ไม่เพียงเท่านั้นมันยังสามารถตรวจวงจรการนอนหลับของเราได้ด้วย ที่สำคัญทุก อย่างสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้อย่างง่ายดาย ผู้ผลิตกล่าวว่าแนวคิดเกิดจากทำทุกอย่างให้ดีและใช้งานง่าย
“SimplicitySimplicity” เหมือนกับคลานขึ้นเตียงนั่นเอง Sony Playstation VR ($400) เครื่องเล่นเกมด้วย Virtual Reality ที่ไม่ต้องหาซื้อคอมพิวเตอร์สเปกลํ้าๆ เหมือนของบริษัทอื่น ทำให้ผมได้ข้อคิดว่านวัตกรรมลํ้าโลกต้องมากับ “Affordable”คือการที่ลูกค้าสามารถซื้อหาเป็นเจ้าของได้สบายๆ (VR ของยี่ห้ออื่นแพงกว่า Sony 2 เท่าแถมต้องซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่สเปกแรงๆ ด้วย)
อีกนวัตกรรมหนึ่งได้แก่ Eagle360 ยางรถยนต์ระบบใหม่ของ Goodyearลักษณะเป็นลูกบอลทรงกลมที่สามารถหมุนได้รอบตัว 360 องศา ลองนึกภาพเวลาท่านขับรถเข้าจอดข้างทางก็สามารถสไลด์ข้างเข้าไปได้เลย (นี่มันความใฝ่ฝันของคนหัดขับรถเลยนะ) ผู้ที่คิดค้นไม่ได้มองถึงค่ายรถยนต์ที่กำลังคิดค้นรถยนต์ไร้คนขับ แต่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไร้กฎเกณฑ์ “Free from limitation” ทำให้ได้นวัตกรรมใหม่แบบนี้ออกมา
อีกชิ้นหนึ่งที่ผมชอบคือแผงหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ของ Tesla and Solarcity ที่มุ่งคิดค้นขึ้นเพราะพบว่าชาวอเมริกันติดตั้งหลังคาบ้านใหม่ปีละกว่า 5 ล้านคน ทำให้ผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม “Environmental friendly”และทำให้ผู้ใช้ประหยัดเงินได้แบบนี้น่าจะประสบความสำเร็จ ผลิตภัณฑ์อื่นๆยังรวมไปถึงหูฟังไร้สาย Apple Airpods ที่กล้าฉีกกฎของการมีสาย
ในช่วงแรกมีแต่คนด่าว่าไม่สวยบ้าง แปลกประหลาดบ้าง กลัวหลุดหายบ้าง แต่เชื่อไหมครับตอนนี้ขาดตลาดทั่วโลก แม้แต่ประเทศไทยยังไม่มีกำหนดวางจำหน่ายหรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวพวกเราอย่างแปรงสีฟันของ Quip ( $25) ที่มีดีไซน์อย่างกับออกมาจากร้าน Apple store ก็ติดอันดับกับเขาด้วย
จากไอเดียที่ต้องการให้คนแปรงฟันอย่างถูกวิธี เปลี่ยนหัวแปรงเมื่อถึงเวลา แปรงสีฟันสุดสวยที่ตั้งเวลาได้ และสมัครสมาชิกเปลี่ยนหัวแปรงได้ทุก 3 เดือนนี้ก็น่าสนใจมากทีเดียว (คนอเมริกันเกือบครึ่งหนึ่งไม่ได้แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง และ 3 ใน 4 คนไม่ได้เปลี่ยนแปรงสีฟันตามที่ควร)
Startup ที่ประสบความสำเร็จในช่วงแรกมักจะมีลักษณะอย่างที่กล่าวมาหรือ SAFE นั่นคือ ความง่าย ราคาไม่แพง กล้าฉีกกฎเกณฑ์ และดีต่อสภาพแวดล้อม แต่ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จต่อไปอีกจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกล้าทำอะไรที่ลํ้าโลก ถ้าเราเห็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้วคิดว่าเจ๋งจังเลย อยากได้จังเลย น่าเลียนแบบจังเลย เราก็ยังคงอยู่แบบเดิมๆ ต่อไป แต่ถ้าคิดว่าเราทำได้ดีกว่านี้แน่ ลํ้ากว่านี้แน่ อันนี้สิน่าจะเป็นอนาคตที่ดีของประเทศไทย
ลองดูเถอะครับออกจากกฎเกณฑ์เก่าๆ เลิกระบบแย่ๆ แบบเดิมๆ ช่วยกันคิดหาอะไรที่มันลํ้าโลกที่เป็นของคนไทย ต่อไปเราจะได้มีตัวอย่างสอนคนรุ่นหลังๆ ว่านี่แหละคนไทยคิดเองครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 - 28 มกราคม 2560
ประเทศไทยเริ่มกลับมาโหมกระแส Thailand4.0 กันอีกครั้งหลังจากกระแสเบาลงไปประมาณเดือนสองเดือนที่ผ่านมา ตอนนี้มีทั้งการศึกษา 4.0แฟชั่น 4.0 การตลาด 4.0 วันก่อนผมถามนักเรียนชั้นม.ปลายโรงเรียนหนึ่งว่าThailand 4.0 คืออะไร น้องคนนั้นตอบว่า “คือการที่ทำเกรดทุกวิชาได้ 4 หมดเลยครับ”
จากรายงาน The Human Capital Report 2016 โดย World Economic Forum ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว วิเคราะห์ว่าทุนมนุษย์ของไทยเราอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย ความสามารถในการใช้ทุนมนุษย์เพื่อทำให้เกิดรายได้ต่อหัวของไทยเราอยู่ในระดับธรรมดา สิ่งที่ท่านวิเคราะห์แล้วผมสนใจมากคือประเทศไทยยังอยู่ในยุค 2.0 อยู่หลายภาคส่วน อย่างน้อยภาคเกษตรกรรมของเราก็ยังอยู่ในยุค 2.0 อยู่มิใช่น้อย แม้แต่ภาคอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีต่างๆ ก็ยังเป็นการรับจ้างผลิตให้กับต่างประเทศซึ่งถือว่าก็ทำได้แค่ยุค 3.0 เท่านั้น
แล้วเราจะก้าวสู่ยุค 4.0 ได้อย่างไร หากรอกันไปกันมาแบบนี้พอเราไปถึง Thailand 4.0 ป่านนั้นต่างประเทศคงไป 6.0, 7.0 หรือ 8.0 กันละ ดังนั้นวิธีการไปสู่ 4.0 ต้องใช้ Startup เป็นพาหนะอีกอย่างที่จะพาประเทศไปได้ แต่คนขับพาหนะนี้สำคัญที่สุดครับ นั่นคือ เราต้องคิด “นวัตกรรมลํ้าโลก” ไม่ใช่แค่การต่อยอดสิ่งที่มีอยู่ แต่ต้องเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่เห็นแล้วต้องร้อง “ว้าว”
นิตยสาร Times เดือนธันวาคมที่ผ่านมาลงบทความหนึ่งที่ผมชอบมากคือ 25 สุดยอดผลิตภัณฑ์แห่งปี 2016 ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น อาทิ Hello Senseนาฬิกาปลุกธรรมดาๆ ที่วัดอุณหภูมิ วัดความชื้น ปรับแสงสว่างหรือแม้แต่วัดคุณภาพของอากาศในห้องได้ด้วย ไม่เพียงเท่านั้นมันยังสามารถตรวจวงจรการนอนหลับของเราได้ด้วย ที่สำคัญทุก อย่างสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้อย่างง่ายดาย ผู้ผลิตกล่าวว่าแนวคิดเกิดจากทำทุกอย่างให้ดีและใช้งานง่าย
“SimplicitySimplicity” เหมือนกับคลานขึ้นเตียงนั่นเอง Sony Playstation VR ($400) เครื่องเล่นเกมด้วย Virtual Reality ที่ไม่ต้องหาซื้อคอมพิวเตอร์สเปกลํ้าๆ เหมือนของบริษัทอื่น ทำให้ผมได้ข้อคิดว่านวัตกรรมลํ้าโลกต้องมากับ “Affordable”คือการที่ลูกค้าสามารถซื้อหาเป็นเจ้าของได้สบายๆ (VR ของยี่ห้ออื่นแพงกว่า Sony 2 เท่าแถมต้องซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่สเปกแรงๆ ด้วย)
อีกนวัตกรรมหนึ่งได้แก่ Eagle360 ยางรถยนต์ระบบใหม่ของ Goodyearลักษณะเป็นลูกบอลทรงกลมที่สามารถหมุนได้รอบตัว 360 องศา ลองนึกภาพเวลาท่านขับรถเข้าจอดข้างทางก็สามารถสไลด์ข้างเข้าไปได้เลย (นี่มันความใฝ่ฝันของคนหัดขับรถเลยนะ) ผู้ที่คิดค้นไม่ได้มองถึงค่ายรถยนต์ที่กำลังคิดค้นรถยนต์ไร้คนขับ แต่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไร้กฎเกณฑ์ “Free from limitation” ทำให้ได้นวัตกรรมใหม่แบบนี้ออกมา
อีกชิ้นหนึ่งที่ผมชอบคือแผงหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ของ Tesla and Solarcity ที่มุ่งคิดค้นขึ้นเพราะพบว่าชาวอเมริกันติดตั้งหลังคาบ้านใหม่ปีละกว่า 5 ล้านคน ทำให้ผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม “Environmental friendly”และทำให้ผู้ใช้ประหยัดเงินได้แบบนี้น่าจะประสบความสำเร็จ ผลิตภัณฑ์อื่นๆยังรวมไปถึงหูฟังไร้สาย Apple Airpods ที่กล้าฉีกกฎของการมีสาย
ในช่วงแรกมีแต่คนด่าว่าไม่สวยบ้าง แปลกประหลาดบ้าง กลัวหลุดหายบ้าง แต่เชื่อไหมครับตอนนี้ขาดตลาดทั่วโลก แม้แต่ประเทศไทยยังไม่มีกำหนดวางจำหน่ายหรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวพวกเราอย่างแปรงสีฟันของ Quip ( $25) ที่มีดีไซน์อย่างกับออกมาจากร้าน Apple store ก็ติดอันดับกับเขาด้วย
จากไอเดียที่ต้องการให้คนแปรงฟันอย่างถูกวิธี เปลี่ยนหัวแปรงเมื่อถึงเวลา แปรงสีฟันสุดสวยที่ตั้งเวลาได้ และสมัครสมาชิกเปลี่ยนหัวแปรงได้ทุก 3 เดือนนี้ก็น่าสนใจมากทีเดียว (คนอเมริกันเกือบครึ่งหนึ่งไม่ได้แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง และ 3 ใน 4 คนไม่ได้เปลี่ยนแปรงสีฟันตามที่ควร)
Startup ที่ประสบความสำเร็จในช่วงแรกมักจะมีลักษณะอย่างที่กล่าวมาหรือ SAFE นั่นคือ ความง่าย ราคาไม่แพง กล้าฉีกกฎเกณฑ์ และดีต่อสภาพแวดล้อม แต่ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จต่อไปอีกจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกล้าทำอะไรที่ลํ้าโลก ถ้าเราเห็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้วคิดว่าเจ๋งจังเลย อยากได้จังเลย น่าเลียนแบบจังเลย เราก็ยังคงอยู่แบบเดิมๆ ต่อไป แต่ถ้าคิดว่าเราทำได้ดีกว่านี้แน่ ลํ้ากว่านี้แน่ อันนี้สิน่าจะเป็นอนาคตที่ดีของประเทศไทย
ลองดูเถอะครับออกจากกฎเกณฑ์เก่าๆ เลิกระบบแย่ๆ แบบเดิมๆ ช่วยกันคิดหาอะไรที่มันลํ้าโลกที่เป็นของคนไทย ต่อไปเราจะได้มีตัวอย่างสอนคนรุ่นหลังๆ ว่านี่แหละคนไทยคิดเองครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 - 28 มกราคม 2560






