
ค่านิยมไทย : ค่านิยม ‘ใต้โต๊ะ’
เห็นข่าวที่อังกฤษออกมาแฉเรื่องราวการติดสินบนของบริษัทโรลส์-รอยซ์ฯ ให้กับเจ้าหน้าที่คนกลางของไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งคำสั่งซื้อเครื่องยนต์ของบริษัทที่ใช้ติดตั้งในเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง 777-200 และ เครื่องบินแอร์บัส เอ340-500/ 600 ของสายการบินไทย เห็นแล้ว ผมไม่รู้สึกตกใจ ได้แต่คิดว่า “อีกแล้วหรือ”!!??
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ไทยแลนด์แดนอื้อฉาวจะกลายเป็นข่าวเพราะต่างชาติเป็นฝ่ายออกมาแฉ แบบนี้ ถ้าหากลองย้อนกลับไปในอดีต เคยเกิดคดีในทำนองนี้มากมายที่ต่างชาติเขาสอบสวนกันเอง ว่าบริษัทเขาทำผิดกฎหมายไปติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐในต่างประเทศเพื่อให้ได้มาเพื่อสัญญา หรือผลประโยชน์ และก็พบว่ามาติดสินบน มายัดใต้โต๊ะกันในไทยนี่เอง
คดีใกล้ๆที่พอจะเป็นที่จดจำกันได้ ก็เมื่อปี 2010 กับกรณีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ที่ไปรับสินบนของ 2 สามีภรรยาชาวสหรัฐฯเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการจัดงานมหกรรมภาพยนตร์งานหนึ่งในกรุงเทพฯ ในครั้งนั้นสหรัฐฯถึงกับออกหมายจับเจ้าหน้าที่ไทยรายนั้นทีเดียว เพราะมีหลักฐานครบหมด ไม่ว่าจะเป็นการรับสินบนอะไรแบบไหนอย่างไร ผ่านแบงก์ไหน
ครั้งนี้ของโรลส์-รอยซ์ ก็เช่นกัน รายงานของอังกฤษบอกไว้ชัดเจน ว่าเจรจากันกี่ครั้ง ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1991-1997 จ่ายกันลำละเท่าไหร่ ฉาวสุดๆกระฉ่อนโลกไปทีเดียว
[caption id="attachment_126695" align="aligncenter" width="503"]
ค่านิยมไทย : ค่านิยม ‘ใต้โต๊ะ’[/caption]
ในสหรัฐอเมริกา ในอังกฤษ และในหลายๆประเทศตะวันตก รวมไปถึงประเทศพัฒนาแล้ว มักจะมีกฎหมายในลักษณะที่ห้ามไม่ให้เอกชนของตัวเองไปติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐในต่างประเทศเช่นนี้ครับ โดยในสหรัฐฯ จะมีกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการคอร์รัปชันในต่างประเทศ (Foreign Corrupt Practices Act : FCPA) หรือที่เรียกว่า เอฟซีพีเอ ส่วนในอังกฤษ ก็มีสำนักงานปราบปรามการทุจริตของอังกฤษ หรือเอสเอฟโอ (Serious Freud Office : SFO) ซึ่งทำงานในลักษณะเดียวกันนั่นเอง
ทำไมฝรั่งถึงต้องมีกฎหมายแบบนี้ ทั้งๆที่จะว่าไป บริษัท และ เอกชนของประเทศเขานั่นเองที่จะได้ประโยชน์ จากการได้สัญญาว่าจ้าง หรือ ซื้อขาย เพียงแค่จ่ายสินบนให้จบๆไปก็เท่านั้น ไม่ได้ติดสินบนในประเทศตัวเองเสียหน่อย
นั่นเป็นเพราะว่าประเทศพวกนี้ไม่ได้คิดอะไรตื้นๆ สั้นๆ ประเทศเหล่านี้มองว่า ถ้าหากส่งเสริม หรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการติดสินบน การคอร์รัปชันในต่างประเทศเช่นนี้แล้ว ในท้ายที่สุด บริษัทเอกชนของเขาเองนั่นแหละที่จะต้องเจอกับผลกระทบรุนแรง และดีไม่ดีความเสื่อมเสียอาจจะลุกลามไปทั้งระบบ และในที่สุด อาจจะลามไปถึงเครดิตของประเทศด้วยซ้ำ
ในโลกตะวันตกให้ความสำคัญกับคำว่า “ธรรมาภิบาล” สูงมาก การที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งติดสินบน คอร์รัปชันเจ้าหน้าที่รัฐ จะทำให้เสียชื่อเสียง มีประวัติด่างพร้อย ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ เสียเครดิต และในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้ถือหุ้น และราคาหุ้นก็จะร่วงลงอย่างหนัก
และยิ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ก็จะยิ่งเจอผลกระทบรุนแรงมาก เมื่อราคาหุ้นตก ก็อาจจะลุกลามไปยังบริษัทอื่นๆที่เกี่ยวข้อง หรือส่งผลเสียโดยรวมต่ออุตสาหกรรมในภาคนั้นๆหากร้ายแรงมากๆ และผู้บริโภคก็มักจะได้รับผลกระทบไปโดยไม่รู้ตัว เพราะบริษัทเหล่านั้นก็ต้องรวมค่าใช้จ่ายสำหรับการติดสินบนเอาไว้ และไปเพิ่มในราคาสินค้า ผู้บริโภคก็ต้องจ่ายแพงขึ้น
อย่างกรณีของ โรลส์-รอยซ์ ก็บวกค่าสินบนเหล่านี้ว่าเป็น "ค่าใช้จ่ายทางการตลาด" นั่นเองครับ
ดังนั้น ความน่าเชื่อถือ และธรรมาภิบาล จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สหรัฐฯจะมีกฎหมายเอฟซีพีเอ ดังกล่าวเอาไว้เล่นงานบรรดาเอกชนที่ชอบยัดใต้โต๊ะในต่างประเทศ เหมือนกับอังกฤษที่มี เอสเอฟโอไว้คอยดูแล
แตกต่างจากประเทศแถวๆนี้ล่ะครับ ที่ยังเดินหน้าไปไม่ถึงไหนเสียที เพราะการคอร์รัปชัน การยัดเงินใต้โต๊ะ การติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ กลายเป็นเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติ จนกลายเป็นวัฒนธรรม เป็นค่านิยมที่พึงต้องปฏิบัติ ถ้าหากคุณๆต้องการให้งานนั้นธุรกิจนั้น “เดินหน้า” ต่อไปได้
เป็นค่านิยมที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ในทุกยุคทุกสมัยครับ ..!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 - 28 มกราคม 2560
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ไทยแลนด์แดนอื้อฉาวจะกลายเป็นข่าวเพราะต่างชาติเป็นฝ่ายออกมาแฉ แบบนี้ ถ้าหากลองย้อนกลับไปในอดีต เคยเกิดคดีในทำนองนี้มากมายที่ต่างชาติเขาสอบสวนกันเอง ว่าบริษัทเขาทำผิดกฎหมายไปติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐในต่างประเทศเพื่อให้ได้มาเพื่อสัญญา หรือผลประโยชน์ และก็พบว่ามาติดสินบน มายัดใต้โต๊ะกันในไทยนี่เอง
คดีใกล้ๆที่พอจะเป็นที่จดจำกันได้ ก็เมื่อปี 2010 กับกรณีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ที่ไปรับสินบนของ 2 สามีภรรยาชาวสหรัฐฯเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการจัดงานมหกรรมภาพยนตร์งานหนึ่งในกรุงเทพฯ ในครั้งนั้นสหรัฐฯถึงกับออกหมายจับเจ้าหน้าที่ไทยรายนั้นทีเดียว เพราะมีหลักฐานครบหมด ไม่ว่าจะเป็นการรับสินบนอะไรแบบไหนอย่างไร ผ่านแบงก์ไหน
ครั้งนี้ของโรลส์-รอยซ์ ก็เช่นกัน รายงานของอังกฤษบอกไว้ชัดเจน ว่าเจรจากันกี่ครั้ง ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1991-1997 จ่ายกันลำละเท่าไหร่ ฉาวสุดๆกระฉ่อนโลกไปทีเดียว
[caption id="attachment_126695" align="aligncenter" width="503"]
ในสหรัฐอเมริกา ในอังกฤษ และในหลายๆประเทศตะวันตก รวมไปถึงประเทศพัฒนาแล้ว มักจะมีกฎหมายในลักษณะที่ห้ามไม่ให้เอกชนของตัวเองไปติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐในต่างประเทศเช่นนี้ครับ โดยในสหรัฐฯ จะมีกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการคอร์รัปชันในต่างประเทศ (Foreign Corrupt Practices Act : FCPA) หรือที่เรียกว่า เอฟซีพีเอ ส่วนในอังกฤษ ก็มีสำนักงานปราบปรามการทุจริตของอังกฤษ หรือเอสเอฟโอ (Serious Freud Office : SFO) ซึ่งทำงานในลักษณะเดียวกันนั่นเอง
ทำไมฝรั่งถึงต้องมีกฎหมายแบบนี้ ทั้งๆที่จะว่าไป บริษัท และ เอกชนของประเทศเขานั่นเองที่จะได้ประโยชน์ จากการได้สัญญาว่าจ้าง หรือ ซื้อขาย เพียงแค่จ่ายสินบนให้จบๆไปก็เท่านั้น ไม่ได้ติดสินบนในประเทศตัวเองเสียหน่อย
นั่นเป็นเพราะว่าประเทศพวกนี้ไม่ได้คิดอะไรตื้นๆ สั้นๆ ประเทศเหล่านี้มองว่า ถ้าหากส่งเสริม หรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการติดสินบน การคอร์รัปชันในต่างประเทศเช่นนี้แล้ว ในท้ายที่สุด บริษัทเอกชนของเขาเองนั่นแหละที่จะต้องเจอกับผลกระทบรุนแรง และดีไม่ดีความเสื่อมเสียอาจจะลุกลามไปทั้งระบบ และในที่สุด อาจจะลามไปถึงเครดิตของประเทศด้วยซ้ำ
ในโลกตะวันตกให้ความสำคัญกับคำว่า “ธรรมาภิบาล” สูงมาก การที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งติดสินบน คอร์รัปชันเจ้าหน้าที่รัฐ จะทำให้เสียชื่อเสียง มีประวัติด่างพร้อย ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ เสียเครดิต และในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้ถือหุ้น และราคาหุ้นก็จะร่วงลงอย่างหนัก
และยิ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ก็จะยิ่งเจอผลกระทบรุนแรงมาก เมื่อราคาหุ้นตก ก็อาจจะลุกลามไปยังบริษัทอื่นๆที่เกี่ยวข้อง หรือส่งผลเสียโดยรวมต่ออุตสาหกรรมในภาคนั้นๆหากร้ายแรงมากๆ และผู้บริโภคก็มักจะได้รับผลกระทบไปโดยไม่รู้ตัว เพราะบริษัทเหล่านั้นก็ต้องรวมค่าใช้จ่ายสำหรับการติดสินบนเอาไว้ และไปเพิ่มในราคาสินค้า ผู้บริโภคก็ต้องจ่ายแพงขึ้น
อย่างกรณีของ โรลส์-รอยซ์ ก็บวกค่าสินบนเหล่านี้ว่าเป็น "ค่าใช้จ่ายทางการตลาด" นั่นเองครับ
ดังนั้น ความน่าเชื่อถือ และธรรมาภิบาล จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สหรัฐฯจะมีกฎหมายเอฟซีพีเอ ดังกล่าวเอาไว้เล่นงานบรรดาเอกชนที่ชอบยัดใต้โต๊ะในต่างประเทศ เหมือนกับอังกฤษที่มี เอสเอฟโอไว้คอยดูแล
แตกต่างจากประเทศแถวๆนี้ล่ะครับ ที่ยังเดินหน้าไปไม่ถึงไหนเสียที เพราะการคอร์รัปชัน การยัดเงินใต้โต๊ะ การติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ กลายเป็นเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติ จนกลายเป็นวัฒนธรรม เป็นค่านิยมที่พึงต้องปฏิบัติ ถ้าหากคุณๆต้องการให้งานนั้นธุรกิจนั้น “เดินหน้า” ต่อไปได้
เป็นค่านิยมที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ในทุกยุคทุกสมัยครับ ..!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 - 28 มกราคม 2560






