
เทรนด์ของธุรกิจครอบครัว
ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวมีความโดดเด่นอย่างชัดเจนว่าต้องการที่จะเติบโตและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนและสร้างความมั่นคงให้แก่ธุรกิจของพวกเขา อย่างไรก็ตามธุรกิจครอบครัวก็มีความท้าทายหลายอย่างที่กำลังเผชิญอยู่เช่นกัน PwC ได้ทำการสำรวจธุรกิจครอบครัว 2,802 รายจาก 50 ประเทศทั่วโลก ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2016 พบว่าแม้สภาพเศรษฐกิจจะมีความยากลำบากและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ในกลุ่มธุรกิจครอบครัวก็ยังคงมีความคึกคัก ประสบความสำเร็จและมีความน่าสนใจอยู่มาก งานวิจัยบอกว่าธุรกิจครอบครัวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง มุ่งเน้นในระยะยาวและรับผิดชอบต่อชุมชนรอบข้างและพนักงานของตนเอง นอกจากนี้ยังบอกว่าธุรกิจครอบครัวเป็นหัวรถจักรสำหรับการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมของทุกประเทศอีกด้วย
ความที่ธุรกิจครอบครัวนั้นมีมุมมองระยะยาวจึงไม่หวั่นไหวต่อความกดดันจากสิ่งรอบข้าง ทำให้ธุรกิจครอบครัวสามารถลงทุนหลากหลายและยังมีไอเดียดีๆ ในเวลาที่พวกเขาจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง เช่น ตัวอย่างที่คลาสิกของ Patient capital (เป็นรูปแบบหนึ่งของ Venture Capital ซึ่งไประดมทุนจากผู้ที่มีเงินเหลือใช้ มารวมเอาไว้เป็นกองกลาง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปจัดการแบ่งเงินออกเป็นหลายก้อน เพื่อลงทุนไปกับกิจการที่ต้องการเงิน (ขาดเงิน ) โดยหวังว่าจะทำกำไรจากการลงทุนเหล่านั้น เมื่อกิจการที่เข้าไปลงทุนนั้นตั้งตัวได้ หรือทำกำไรได้ดีในอนาคต ซึ่งเป็นนักลงทุนที่ยินดีจะลงทุน และระดมทุนในธุรกิจเพื่อสังคม) และเป็นการถ่วงดุลที่มีค่ามากในระยะสั้นของบรรดาบริษัทมหาชนทั้งหลายและธุรกิจครอบครัวก็ภูมิใจไปกับสิ่งเหล่านี้
ดังนั้นเมื่อถามถึงข้อดีของธุรกิจครอบครัวเมื่อเทียบกับธุรกิจทั่วไป จึงพบว่า ธุรกิจครอบครัว 77% เชื่อว่าพวกเขาสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจในวงกว้าง ขณะที่ 74% บอกว่าพวกเขาดูแลพนักงานได้ดีกว่า และ 72% เชื่อว่าพวกเขามองความสำเร็จกว้างกว่าแค่กำไรและการเติบโต นอกจากนี้ 55% ยังบอกว่าพวกเขามีมุมมองระยะยาวในการตัดสินใจ และ 71% บอกว่าพวกเขาตัดสินใจได้รวดเร็วกว่าบริษัททั่วไปด้วย (ภาพที่ 1) นอกจากนี้ผู้ถูกสำรวจยังยืนยันถึงข้อดีของการที่พวกเขาสามารถมีการติดต่อสื่อสารกันได้โดยตรง การตัดสินใจได้รวดเร็วกว่าและการรักษาจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการไว้ได้
อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้นนั้นเป็นความคิดเห็นในแง่บวกเพียงอย่างเดียวและความจริงแล้วอาจต้องพิจารณาความยืดหยุ่นของกลุ่มธุรกิจครอบครัวด้วย แต่จากงานวิจัยหลายๆ ชิ้นพบว่าธุรกิจครอบครัวนั้นขาดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องของการสืบทอดกิจการ การปรับตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์ และยุคดิจิตอล บางงานวิจัยรวมถึงนวัตกรรมด้วยว่าเป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก แม้ว่าจะมีธุรกิจครอบครัวบางรายที่มีความยั่งยืนอย่างโดดเด่นให้เห็น ซึ่งโดยเฉลี่ยยาวนานกว่าธุรกิจที่ไม่ได้ถูกบริหารโดยครอบครัว อย่างไรก็ตามพบว่าธุรกิจครอบครัวที่อยู่ได้ 3 รุ่นมีเพียง 12% เท่านั้น และมีเพียง 3% เท่านั้นที่ผ่านรุ่นที่ 4 ไปได้ ซึ่งพบว่าธุรกิจครอบครัวจำนวนมากต้องขายธุรกิจออกไป สาเหตุเพราะไม่ถ่ายโอนกิจการไปสู่ทายาทรุ่นต่อไปได้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าธุรกิจครอบครัวไม่ประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามความท้าทายระยะยาวของพวกเขาก็เป็นได้
การเตรียมตัวที่ดีของธุรกิจครอบครัวจะทำให้ปัญหาต่างๆ มีน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใหญ่อย่างเรื่องการสืบทอดธุรกิจ การบริหารความมั่งคั่ง การสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ หรือการมีความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ในโลกนี้เราจึงพบว่าธุรกิจที่มีอายุหลายร้อยปี หรือเป็นพันปีล้วนแต่เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีการเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งสิ้น
ที่มา: PwC. 2016. The ‘missing middle’: Bridging the strategy gap in family firms. Family Business Survey 2016. Available: http://www.pwc.com/gx/en/family-business-services/global-family-business-survey-2016/pwc-global-family-business-survey-2016-the-missing-middle.pdf
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,210 วันที่ 17 - 19 พฤศจิกายน 2559
ความที่ธุรกิจครอบครัวนั้นมีมุมมองระยะยาวจึงไม่หวั่นไหวต่อความกดดันจากสิ่งรอบข้าง ทำให้ธุรกิจครอบครัวสามารถลงทุนหลากหลายและยังมีไอเดียดีๆ ในเวลาที่พวกเขาจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง เช่น ตัวอย่างที่คลาสิกของ Patient capital (เป็นรูปแบบหนึ่งของ Venture Capital ซึ่งไประดมทุนจากผู้ที่มีเงินเหลือใช้ มารวมเอาไว้เป็นกองกลาง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปจัดการแบ่งเงินออกเป็นหลายก้อน เพื่อลงทุนไปกับกิจการที่ต้องการเงิน (ขาดเงิน ) โดยหวังว่าจะทำกำไรจากการลงทุนเหล่านั้น เมื่อกิจการที่เข้าไปลงทุนนั้นตั้งตัวได้ หรือทำกำไรได้ดีในอนาคต ซึ่งเป็นนักลงทุนที่ยินดีจะลงทุน และระดมทุนในธุรกิจเพื่อสังคม) และเป็นการถ่วงดุลที่มีค่ามากในระยะสั้นของบรรดาบริษัทมหาชนทั้งหลายและธุรกิจครอบครัวก็ภูมิใจไปกับสิ่งเหล่านี้
ดังนั้นเมื่อถามถึงข้อดีของธุรกิจครอบครัวเมื่อเทียบกับธุรกิจทั่วไป จึงพบว่า ธุรกิจครอบครัว 77% เชื่อว่าพวกเขาสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจในวงกว้าง ขณะที่ 74% บอกว่าพวกเขาดูแลพนักงานได้ดีกว่า และ 72% เชื่อว่าพวกเขามองความสำเร็จกว้างกว่าแค่กำไรและการเติบโต นอกจากนี้ 55% ยังบอกว่าพวกเขามีมุมมองระยะยาวในการตัดสินใจ และ 71% บอกว่าพวกเขาตัดสินใจได้รวดเร็วกว่าบริษัททั่วไปด้วย (ภาพที่ 1) นอกจากนี้ผู้ถูกสำรวจยังยืนยันถึงข้อดีของการที่พวกเขาสามารถมีการติดต่อสื่อสารกันได้โดยตรง การตัดสินใจได้รวดเร็วกว่าและการรักษาจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการไว้ได้
อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้นนั้นเป็นความคิดเห็นในแง่บวกเพียงอย่างเดียวและความจริงแล้วอาจต้องพิจารณาความยืดหยุ่นของกลุ่มธุรกิจครอบครัวด้วย แต่จากงานวิจัยหลายๆ ชิ้นพบว่าธุรกิจครอบครัวนั้นขาดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องของการสืบทอดกิจการ การปรับตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์ และยุคดิจิตอล บางงานวิจัยรวมถึงนวัตกรรมด้วยว่าเป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก แม้ว่าจะมีธุรกิจครอบครัวบางรายที่มีความยั่งยืนอย่างโดดเด่นให้เห็น ซึ่งโดยเฉลี่ยยาวนานกว่าธุรกิจที่ไม่ได้ถูกบริหารโดยครอบครัว อย่างไรก็ตามพบว่าธุรกิจครอบครัวที่อยู่ได้ 3 รุ่นมีเพียง 12% เท่านั้น และมีเพียง 3% เท่านั้นที่ผ่านรุ่นที่ 4 ไปได้ ซึ่งพบว่าธุรกิจครอบครัวจำนวนมากต้องขายธุรกิจออกไป สาเหตุเพราะไม่ถ่ายโอนกิจการไปสู่ทายาทรุ่นต่อไปได้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าธุรกิจครอบครัวไม่ประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามความท้าทายระยะยาวของพวกเขาก็เป็นได้
การเตรียมตัวที่ดีของธุรกิจครอบครัวจะทำให้ปัญหาต่างๆ มีน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใหญ่อย่างเรื่องการสืบทอดธุรกิจ การบริหารความมั่งคั่ง การสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ หรือการมีความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ในโลกนี้เราจึงพบว่าธุรกิจที่มีอายุหลายร้อยปี หรือเป็นพันปีล้วนแต่เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีการเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งสิ้น
ที่มา: PwC. 2016. The ‘missing middle’: Bridging the strategy gap in family firms. Family Business Survey 2016. Available: http://www.pwc.com/gx/en/family-business-services/global-family-business-survey-2016/pwc-global-family-business-survey-2016-the-missing-middle.pdf
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,210 วันที่ 17 - 19 พฤศจิกายน 2559






