
กราบพระบาท (2)
ปี ค.ศ. 1997 เป็นปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยอย่างหนัก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงได้รับผลกระทบเฉกเช่นบริษัทธุรกิจและประชาชนคนไทยทั้งหลาย วิกฤติครั้งนี้ร้อนถึงทุนการศึกษา “ทุนอานันทมหิดล” ทุนที่ตั้งด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ อาจจะต้องล้มเลิก แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระอุตสาหะและพระราชหฤทัยที่แน่วแน่ “ทุนอานันทมหิดล” ผ่านพ้นความลำบากมาได้และสามารถดำเนินงานต่อเนื่องมาถึงวันนี้ ช่วงวิกฤติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นห่วงนักเรียนทุนฯและทรงขอรายชื่อพร้อม EMAIL ADDRESS ของนักเรียนทุนฯทั้งหลาย เพื่อพระองค์จะทรงติดต่อติดตามไต่ถามทุกข์สุข
ปรากฏว่ามีข้าราชการผู้ใหญ่กราบบังคมทูลฯ ว่าไม่สมพระเกียรติที่พระองค์จะลดพระองค์ลงมาติดต่อด้วยพระองค์เอง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯทรงตั้งคำถามกับครอบครัวนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงที่ทรงโปรดให้เข้าเฝ้าฯในช่วงเวลานั้นพอดี ทรงถามว่า
“เกียรติของคนเราอยู่ที่ไหน อยู่ที่การช่วยเหลือผู้อื่น ใช่หรือไม่”
รับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สอดคล้องกับ “คำสอน”ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงให้ “คิดถึงประโยชน์สุขส่วนรวมมากกว่าส่วนตน”
สอดคล้องกับ “คำสอน” ของสมเด็จพระราชบิดา สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมฯ ที่ให้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นก่อนเกียรติยศชื่อเสียงจะตามมาเอง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงโปรดให้ขยายจำนวนทุนการศึกษา อย่างเช่น ทุนเล่าเรียนหลวง (KING’S SCHOLARSHIP) ทุนการศึกษาของแผ่นดินที่ให้กับเด็กเก่งที่สุด ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในอดีตจะมีเพียง 1 หรือ 2 ทุน หากมาในรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงโปรดให้เพิ่มเป็น 9 ทุน เปิดโอกาสให้มีเด็กเก่งไปศึกษาวิทยาการในประเทศที่เจริญมากขึ้น
พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อ “การศึกษา” นั้นใหญ่หลวงนัก ทรงพระราชทาน “โอกาส” กว้างให้กับเด็กเล็กและเยาวชนได้ศึกษา แม้เสด็จฯไปพักผ่อน ณ วังไกลกังวลหัวหิน พระองค์ยังสนพระทัยที่จะพัฒนาโรงเรียนในแทบนั้นให้ได้มีความรู้ได้รับวิทยาการ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ด้วยการขอความร่วมมือจากโรงเรียนเก่าของพระองค์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ให้ช่วยส่งอาจารย์มาช่วยสอน
โรงเรียนจิตรลดาที่ตั้งในพระราชวังเพื่อให้พระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลูกยาเธอฯ ได้ทรงศึกษา พระองค์ทรงโปรดให้รับลูกข้าราชบริพารลูกหลานบุคคลภายนอกเข้าศึกษา โดยเปิดกว้างไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ ทรงยังเอาพระทัยใส่ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แม้ทุกวันนี้
“เด็กจากบ้านจากครอบครัวมา ต้องให้เด็กมีความรักและอบอุ่นก่อนจะสอนวิชา”
นอกจากจะทรงให้กำลังใจกับเด็กเก่ง ด้วยการพระราชทานรางวัลเรียนดี ทรงยังมีรางวัลให้กับเด็กที่มีการพัฒนา โรงเรียนจิตรลดาจะเน้นให้คิดถึงประโยชน์สุขส่วนรวม ฯลฯ
วันนี้บัณฑิตทั้งหลายคงได้ล่วงรู้ถึง “ความหมาย” ที่พระองค์ทรงเหนื่อยยากเสร็จฯมาพระราชทานปริญญา ในหลวงของเราทรงมีความคิดลึกซึ้งยิ่งนัก นอกจากจะให้บัณฑิตได้จับกระดาษแผ่นเดียวกับพระองค์ท่านยังให้บัณฑิตได้คิดว่ามีคนยินดีเหนื่อยยากเพื่อเขา เป็นตัวอย่างที่เขาจะทำให้ผู้อื่นในภายภาคหน้า
ความรักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีต่อนิสิตนักศึกษา ดำเนินต่อเนื่องมายาวนาน กิจกรรมหนึ่งที่ทรงมีพระมหากรุณาคุณให้ความสุขกับเยาวชนของชาติเหล่านั้น คือ การเสด็จทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยต่างๆ ต่อเนื่องเป็นสิบๆปี เพลงพระราชนิพนธ์แสนไพเราะหลายเพลงให้นิสิตนักศึกษาได้มีความรักสามัคคี มีกำลังใจ
บ่อยครั้งที่พระองค์ทรงพระราชทานอภัยโทษ และทรงให้โอกาสนิสิตนักศึกษาหัวรุนแรงมีอุดมการณ์การเมืองต่างได้กลับเข้ามาในสังคมได้เล่าเรียน และทำงานรับใช้บ้านเมืองเหตุการณ์ประวิติศาสตร์ที่ต้องบันทึกไว้คือ “เหตุการณ์ 14 ตุลาวันมหาวิปโยค” หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ทรงเปิดประตูวังให้นิสิตนักศึกษาเข้าไปพึ่งพระบารมี คงจะมีการล้มตายเป็นจำนวนมาก
หลังเหตุการณ์ “วันมหาวิปโยค 14 ตุลา” ประเทศไทยมีเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองอีกหลายครั้ง
มีครั้งหนึ่งใหญ่โตมาก โดยนักศึกษาจำนวนมากในมหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่งพร้อมต่อสู้ยอมตายกับ “ทรราชย์”
ขณะที่ทหารฝ่ายต้องการอำนาจในบ้านเมืองก็พร้อมใช้อาวุธเข้าปราบปรามเด็ดขาด
ค่ำคืนนั้น คงจะต้องนองเลือดล้มตายในมหาวิทยาลัยแห่งนั้น
ากแต่มีผู้ใหญ่ “ปิดทองหลังพระ” ผู้หนึ่งขอเข้าไปคุยกับ “ทหารใหญ่” พร้อมตั้งคำถาม “หากเข้าไปปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และมีการล้มตาย รู้ไหมว่าใครเสียใจ”
ทุกคนได้คิด คำถามตรงกันคือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ”
ทหารใหญ่คนสำคัญยอมหยุด
พระบารมีปกเกล้า ปกกระหม่อม จริงๆ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงได้รับผลกระทบเฉกเช่นบริษัทธุรกิจและประชาชนคนไทยทั้งหลาย วิกฤติครั้งนี้ร้อนถึงทุนการศึกษา “ทุนอานันทมหิดล” ทุนที่ตั้งด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ อาจจะต้องล้มเลิก แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระอุตสาหะและพระราชหฤทัยที่แน่วแน่ “ทุนอานันทมหิดล” ผ่านพ้นความลำบากมาได้และสามารถดำเนินงานต่อเนื่องมาถึงวันนี้ ช่วงวิกฤติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นห่วงนักเรียนทุนฯและทรงขอรายชื่อพร้อม EMAIL ADDRESS ของนักเรียนทุนฯทั้งหลาย เพื่อพระองค์จะทรงติดต่อติดตามไต่ถามทุกข์สุข
ปรากฏว่ามีข้าราชการผู้ใหญ่กราบบังคมทูลฯ ว่าไม่สมพระเกียรติที่พระองค์จะลดพระองค์ลงมาติดต่อด้วยพระองค์เอง
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯทรงตั้งคำถามกับครอบครัวนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงที่ทรงโปรดให้เข้าเฝ้าฯในช่วงเวลานั้นพอดี ทรงถามว่า
“เกียรติของคนเราอยู่ที่ไหน อยู่ที่การช่วยเหลือผู้อื่น ใช่หรือไม่”
รับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สอดคล้องกับ “คำสอน”ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงให้ “คิดถึงประโยชน์สุขส่วนรวมมากกว่าส่วนตน”
สอดคล้องกับ “คำสอน” ของสมเด็จพระราชบิดา สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมฯ ที่ให้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นก่อนเกียรติยศชื่อเสียงจะตามมาเอง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงโปรดให้ขยายจำนวนทุนการศึกษา อย่างเช่น ทุนเล่าเรียนหลวง (KING’S SCHOLARSHIP) ทุนการศึกษาของแผ่นดินที่ให้กับเด็กเก่งที่สุด ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในอดีตจะมีเพียง 1 หรือ 2 ทุน หากมาในรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงโปรดให้เพิ่มเป็น 9 ทุน เปิดโอกาสให้มีเด็กเก่งไปศึกษาวิทยาการในประเทศที่เจริญมากขึ้น
พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อ “การศึกษา” นั้นใหญ่หลวงนัก ทรงพระราชทาน “โอกาส” กว้างให้กับเด็กเล็กและเยาวชนได้ศึกษา แม้เสด็จฯไปพักผ่อน ณ วังไกลกังวลหัวหิน พระองค์ยังสนพระทัยที่จะพัฒนาโรงเรียนในแทบนั้นให้ได้มีความรู้ได้รับวิทยาการ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ด้วยการขอความร่วมมือจากโรงเรียนเก่าของพระองค์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ให้ช่วยส่งอาจารย์มาช่วยสอน
โรงเรียนจิตรลดาที่ตั้งในพระราชวังเพื่อให้พระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าลูกยาเธอฯ ได้ทรงศึกษา พระองค์ทรงโปรดให้รับลูกข้าราชบริพารลูกหลานบุคคลภายนอกเข้าศึกษา โดยเปิดกว้างไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ ทรงยังเอาพระทัยใส่ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แม้ทุกวันนี้
“เด็กจากบ้านจากครอบครัวมา ต้องให้เด็กมีความรักและอบอุ่นก่อนจะสอนวิชา”
นอกจากจะทรงให้กำลังใจกับเด็กเก่ง ด้วยการพระราชทานรางวัลเรียนดี ทรงยังมีรางวัลให้กับเด็กที่มีการพัฒนา โรงเรียนจิตรลดาจะเน้นให้คิดถึงประโยชน์สุขส่วนรวม ฯลฯ
วันนี้บัณฑิตทั้งหลายคงได้ล่วงรู้ถึง “ความหมาย” ที่พระองค์ทรงเหนื่อยยากเสร็จฯมาพระราชทานปริญญา ในหลวงของเราทรงมีความคิดลึกซึ้งยิ่งนัก นอกจากจะให้บัณฑิตได้จับกระดาษแผ่นเดียวกับพระองค์ท่านยังให้บัณฑิตได้คิดว่ามีคนยินดีเหนื่อยยากเพื่อเขา เป็นตัวอย่างที่เขาจะทำให้ผู้อื่นในภายภาคหน้า
ความรักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีต่อนิสิตนักศึกษา ดำเนินต่อเนื่องมายาวนาน กิจกรรมหนึ่งที่ทรงมีพระมหากรุณาคุณให้ความสุขกับเยาวชนของชาติเหล่านั้น คือ การเสด็จทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยต่างๆ ต่อเนื่องเป็นสิบๆปี เพลงพระราชนิพนธ์แสนไพเราะหลายเพลงให้นิสิตนักศึกษาได้มีความรักสามัคคี มีกำลังใจ
บ่อยครั้งที่พระองค์ทรงพระราชทานอภัยโทษ และทรงให้โอกาสนิสิตนักศึกษาหัวรุนแรงมีอุดมการณ์การเมืองต่างได้กลับเข้ามาในสังคมได้เล่าเรียน และทำงานรับใช้บ้านเมืองเหตุการณ์ประวิติศาสตร์ที่ต้องบันทึกไว้คือ “เหตุการณ์ 14 ตุลาวันมหาวิปโยค” หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ทรงเปิดประตูวังให้นิสิตนักศึกษาเข้าไปพึ่งพระบารมี คงจะมีการล้มตายเป็นจำนวนมาก
หลังเหตุการณ์ “วันมหาวิปโยค 14 ตุลา” ประเทศไทยมีเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองอีกหลายครั้ง
มีครั้งหนึ่งใหญ่โตมาก โดยนักศึกษาจำนวนมากในมหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่งพร้อมต่อสู้ยอมตายกับ “ทรราชย์”
ขณะที่ทหารฝ่ายต้องการอำนาจในบ้านเมืองก็พร้อมใช้อาวุธเข้าปราบปรามเด็ดขาด
ค่ำคืนนั้น คงจะต้องนองเลือดล้มตายในมหาวิทยาลัยแห่งนั้น
ากแต่มีผู้ใหญ่ “ปิดทองหลังพระ” ผู้หนึ่งขอเข้าไปคุยกับ “ทหารใหญ่” พร้อมตั้งคำถาม “หากเข้าไปปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และมีการล้มตาย รู้ไหมว่าใครเสียใจ”
ทุกคนได้คิด คำถามตรงกันคือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ”
ทหารใหญ่คนสำคัญยอมหยุด
พระบารมีปกเกล้า ปกกระหม่อม จริงๆ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,208 วันที่ 10 - 12 พฤศจิกายน 2559






