
ข้าวโพดราคาตกรัฐยังแนะไปปลูกอีก
ปัญหาการนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดเพื่อทำอาหารสัตว์เป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อผู้ปลูกข้าวโพดในไทย เพราะทำให้ราคาข้าวโพดตกต่ำ นอกจากนี้ไทยยังนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอีก ตัวเลขเป็นทางการมีการนำเข้าประมาณ 3-4 แสนตัน แต่การลักลอบนำเข้าประเมินว่ามีมากถึง 3 ล้านตัน/ปี ยิ่งทำให้ราคาข้าวโพดในประเทศลดต่ำลง เรื่องนี้ฝ่ายเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวโพดร้องเรียนต่อทางการมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และล่าสุดเรียกร้องให้รัฐดำเนินมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าข้าวสาลี ขณะที่ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์ก็ขู่ว่าจะร้ององค์การการค้าโลก หาว่าไทยตั้งกำแพงภาษีเพื่อกีดกันทางการค้า
เกษตรกรไทยปลูกข้าวโพดเป็นอาชีพราว 1 ล้านครัวเรือนพอๆ กับปลูกมันสำปะหลัง ที่สำคัญรัฐบาลปัจจุบันก็ชูโครงการให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพดแทนการปลูกข้าวรอบ 2 โดยหวังได้ผลผลิตข้าวโพดประมาณปีละ 1.4 ล้านตัน โดยปลูกในพื้นที่ 31 จังหวัดทั่วประเทศ ประกันราคารับซื้อไว้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ8 บาท สำหรับข้าวโพดเบอร์ 2 ความชื้นไม่เกิน 14.5 ทั้งนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรพร้อมจ่ายเงินค่าปัจจัยในการผลิตไร่ละ 4,000 บาท
ปี 2547 เรามีผลผลิตข้าวโพดภายในประเทศประมาณ 4.8 ล้านตัน แต่ปริมาณการใช้ข้าวโพดไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ในปีนั้นมีประมาณ 4 ล้านตัน แต่เมื่อปี 2558 ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ/อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องมีมากถึง 5.3 ล้านตัน ทำให้ต้องปล่อยให้มีการนำเข้าข้าวโพดหรือพืชอย่างอื่นมาทดแทนในส่วนที่ไม่เพียงพอ และปีนี้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยกำลังเติบโตและดูเหมือนจะเป็นยักษ์ใหญ่ในการผลิตอาหารสัตว์ส่งออก ทำให้ความต้องการพืชคาร์โบไฮเดรตมาผลิตอาหารมีเพิ่มมากขึ้น แต่ก็โชคร้ายสำหรับเกษตรกรไทยที่ปลูกข้าวโพด ทั้งที่ดีมานด์มีเพิ่มมากขึ้น แต่กลับเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น เพราะผู้ผลิตอาหารสัตว์สั่งนำเข้าข้าวโพดจากเพื่อนบ้านที่ราคาต่ำกว่า หรือนำเข้าข้าวสาลีซึ่งจ่ายถูกกว่า รวมทั้งกากข้าวโพดด้วย ทำให้ต้องออกมาร้อง
ปีที่แล้วราคาซื้อขายข้าวเฉลี่ยกิโลกรัมละ 7-8 บาท ขึ้นกับคุณภาพข้าวโพด แต่ปีนี้ราคาข้าวโพดล่วงต่ำลงไปเหลือกิโลกรัมละ 4 บาทกว่า ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วงนี้แต่ก็ได้ราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 6-7 บาท ขณะที่ภาครัฐในฐานะผู้กำกับดูแลได้เรียกประชุมหารือกันหลายรอบประเด็นให้พยุงไม่ให้ราคาต่ำ และขอร้องให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท แต่ภาคปฏิบัติไม่ค่อยเป็นไปตามนี้ อ้างคุณภาพข้าวโพดต่ำและกดราคา แต่ก็มีเหมือนกันที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ๆ ในประเทศพร้อมดำเนินการตามคำเรียกร้อง ตั้งจุดรับซื้อ 15 แห่งและรายเดียวจะรับซื้อตรงจากเกษตรกรประมาณ1.5 ล้านตัน พร้อมให้ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 8 บาท และเริ่มรับซื้อแล้วอีก 2-3 เดือนก็คงซื้อได้เต็มจำนวน
ปี 2559 นี้เป็นปีแรกที่อาเซียนทำการค้าเสรีอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การค้าเสรีก็หมายถึงว่า สินค้าส่วนใหญ่ 80-90% (แล้วแต่ประเทศ) ภาษีนำเข้าในกลุ่มอาเซียนจะเป็น 0% ยกเว้นหากสงวนไว้เป็นสินค้าอ่อนไหว สำหรับประเทศไทยแล้วผมคิดว่าเราไม่ได้สงวนไว้เพราะประเทศไทยยกระดับเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงปล่อยเสรีนำเข้า
ทางเลี่ยงของไทยก็มีหลักการอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าไม่มีหลักการเราอาจหาทางจัดเก็บภาษีนำเข้าข้าวสาลีหรือภาษีกากข้าวโพด ก็กลายเป็นว่าเรากีดกันทางการค้า เราตั้งกำแพงภาษี ด้วยเหตุนี้จึงใช้มาตรการภายในระหว่างผู้ผลิตกับผู้ผลิตอาหารสัตว์หรืออุตสาหกรรมอื่นๆที่ใช้ข้าวโพด มีข้อตกลงกันว่า จะต้องกำหนดเป็นโควตานำเข้า คือ ถ้าจะนำเข้าข้าวสาลี หรือกากข้าวโพด บังคับให้ต้องซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรภายในประเทศด้วย ถ้าผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามหลักการนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ สุดท้ายถ้าไม่ฟังกันหน่วยงานรัฐก็ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี (ฝ่ากฎค้าเสรีขององค์การการค้าโลก) แต่ผมเชื่อว่าเรื่องนี้คงจะไม่เกิดขึ้น เพราะเราคนไทยด้วยกันต้องดูแลกันและกัน อย่าให้ถึงกับไปฟ้ององค์การการค้าโลกกันเลยขายขี้หน้ากันเปล่าๆ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,206 วันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน 2559
เกษตรกรไทยปลูกข้าวโพดเป็นอาชีพราว 1 ล้านครัวเรือนพอๆ กับปลูกมันสำปะหลัง ที่สำคัญรัฐบาลปัจจุบันก็ชูโครงการให้เกษตรกรหันไปปลูกข้าวโพดแทนการปลูกข้าวรอบ 2 โดยหวังได้ผลผลิตข้าวโพดประมาณปีละ 1.4 ล้านตัน โดยปลูกในพื้นที่ 31 จังหวัดทั่วประเทศ ประกันราคารับซื้อไว้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ8 บาท สำหรับข้าวโพดเบอร์ 2 ความชื้นไม่เกิน 14.5 ทั้งนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรพร้อมจ่ายเงินค่าปัจจัยในการผลิตไร่ละ 4,000 บาท
ปี 2547 เรามีผลผลิตข้าวโพดภายในประเทศประมาณ 4.8 ล้านตัน แต่ปริมาณการใช้ข้าวโพดไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ในปีนั้นมีประมาณ 4 ล้านตัน แต่เมื่อปี 2558 ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ/อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องมีมากถึง 5.3 ล้านตัน ทำให้ต้องปล่อยให้มีการนำเข้าข้าวโพดหรือพืชอย่างอื่นมาทดแทนในส่วนที่ไม่เพียงพอ และปีนี้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยกำลังเติบโตและดูเหมือนจะเป็นยักษ์ใหญ่ในการผลิตอาหารสัตว์ส่งออก ทำให้ความต้องการพืชคาร์โบไฮเดรตมาผลิตอาหารมีเพิ่มมากขึ้น แต่ก็โชคร้ายสำหรับเกษตรกรไทยที่ปลูกข้าวโพด ทั้งที่ดีมานด์มีเพิ่มมากขึ้น แต่กลับเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น เพราะผู้ผลิตอาหารสัตว์สั่งนำเข้าข้าวโพดจากเพื่อนบ้านที่ราคาต่ำกว่า หรือนำเข้าข้าวสาลีซึ่งจ่ายถูกกว่า รวมทั้งกากข้าวโพดด้วย ทำให้ต้องออกมาร้อง
ปีที่แล้วราคาซื้อขายข้าวเฉลี่ยกิโลกรัมละ 7-8 บาท ขึ้นกับคุณภาพข้าวโพด แต่ปีนี้ราคาข้าวโพดล่วงต่ำลงไปเหลือกิโลกรัมละ 4 บาทกว่า ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วงนี้แต่ก็ได้ราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 6-7 บาท ขณะที่ภาครัฐในฐานะผู้กำกับดูแลได้เรียกประชุมหารือกันหลายรอบประเด็นให้พยุงไม่ให้ราคาต่ำ และขอร้องให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท แต่ภาคปฏิบัติไม่ค่อยเป็นไปตามนี้ อ้างคุณภาพข้าวโพดต่ำและกดราคา แต่ก็มีเหมือนกันที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ๆ ในประเทศพร้อมดำเนินการตามคำเรียกร้อง ตั้งจุดรับซื้อ 15 แห่งและรายเดียวจะรับซื้อตรงจากเกษตรกรประมาณ1.5 ล้านตัน พร้อมให้ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 8 บาท และเริ่มรับซื้อแล้วอีก 2-3 เดือนก็คงซื้อได้เต็มจำนวน
ปี 2559 นี้เป็นปีแรกที่อาเซียนทำการค้าเสรีอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การค้าเสรีก็หมายถึงว่า สินค้าส่วนใหญ่ 80-90% (แล้วแต่ประเทศ) ภาษีนำเข้าในกลุ่มอาเซียนจะเป็น 0% ยกเว้นหากสงวนไว้เป็นสินค้าอ่อนไหว สำหรับประเทศไทยแล้วผมคิดว่าเราไม่ได้สงวนไว้เพราะประเทศไทยยกระดับเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงปล่อยเสรีนำเข้า
ทางเลี่ยงของไทยก็มีหลักการอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าไม่มีหลักการเราอาจหาทางจัดเก็บภาษีนำเข้าข้าวสาลีหรือภาษีกากข้าวโพด ก็กลายเป็นว่าเรากีดกันทางการค้า เราตั้งกำแพงภาษี ด้วยเหตุนี้จึงใช้มาตรการภายในระหว่างผู้ผลิตกับผู้ผลิตอาหารสัตว์หรืออุตสาหกรรมอื่นๆที่ใช้ข้าวโพด มีข้อตกลงกันว่า จะต้องกำหนดเป็นโควตานำเข้า คือ ถ้าจะนำเข้าข้าวสาลี หรือกากข้าวโพด บังคับให้ต้องซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรภายในประเทศด้วย ถ้าผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามหลักการนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ สุดท้ายถ้าไม่ฟังกันหน่วยงานรัฐก็ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี (ฝ่ากฎค้าเสรีขององค์การการค้าโลก) แต่ผมเชื่อว่าเรื่องนี้คงจะไม่เกิดขึ้น เพราะเราคนไทยด้วยกันต้องดูแลกันและกัน อย่าให้ถึงกับไปฟ้ององค์การการค้าโลกกันเลยขายขี้หน้ากันเปล่าๆ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,206 วันที่ 3 - 5 พฤศจิกายน 2559






