
ฮิลลารีมาแน่ๆ 8 พ.ย.
ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกา ผมเชื่อว่านางฮิลลารี คลินตันจะชนะการเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 นี้นั่นหมายถึงพรรคเดโมแครตชนะและเป็นประธานาธิบดีอย่างน้อยอีกหนึ่งสมัยเป็น 3 สมัยติดต่อกัน เพียงเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นผู้นำพรรค ซึ่งก็ดูจะผิดไปจากอดีต เพราะส่วนใหญ่แล้วพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกันมักจะสลับกันเป็นฝ่ายละ 2 สมัย
เมื่อนางคลินตันได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผมว่าทั่วโลกน่าจะสบายใจกันมากกว่า เพราะต่างก็คุ้นชินกับท่าทีบุคลิกนิสัยใจคอของเธอ ที่สำคัญต่างก็ทราบดีถึงทิศทางนโยบายต่างๆ ของพรรคเดโมแครตดีอยู่แล้ว เธอเองเมื่อขึ้นมาเป็นบุคคลหมายเลข 1 สหรัฐฯ เชื่อว่าคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะจริงๆ แล้วผมก็ว่านายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันก็ทำดีอยู่แล้ว เรื่องนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพียงแค่ประคับประคองไป เศรษฐกิจสหรัฐฯก็จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องแน่ๆ
แต่ด้านนโยบายต่างประเทศผมว่าต้องปรับแก้กันใหม่ ต้องปรับแก้ความแข็งกร้าวต่อปัญหาตะวันออกกลาง โดยต้องลดทอนหรือปลดกลุ่มฮิชบุลเลาะห์ออกจากการเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายเสีย เพื่อผ่อนคลายความเข้มข้นต่อปัญหาซีเรีย ต้องอ่อนข้อให้รัฐบาลซีเรียแก้ไขปัญหาในประเทศโดยลำพังไม่ใช่สหรัฐฯเข้าไปถือข้างฝ่ายกบฏอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะการที่สหรัฐฯเข้าแทรกแซงจึงทำให้ซีเรียต้องนำรัสเซียเข้ามาอยู่ข้างฝ่ายเดียวกันกับรัฐบาล จนปัญหาเกิดขึ้นและบานปลายอยู่ในเวลานี้
สหรัฐฯควรปรับความเข้าใจกันมากขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียโดยลดการแซงก์ชันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียเสีย หรือลดเพียงบางส่วนลงเพื่อหวังผลการเจรจาครั้งต่อไปให้ประสบความสำเร็จ เพราะความตึงเครียดเมื่อขยายออกนอกพื้นที่ตะวันออกกลางสู่ภาคพื้นยุโรปด้วยแล้ว นั่นหมายถึงรัฐบาลประเทศต่างๆ ในยุโรป ต้องสูญเสียงบประมาณในการป้องกันประเทศมากขึ้น
ผมว่านโยบายต่างประเทศนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสหรัฐฯกำลังอ่อนอิทธิลงไปมาก อ่อนอิทธิพลในตะวันออกกลางอย่างประเทศซาอุดีอาระเบียที่เคย “เซย์เยส” มาตลอดกลับเริ่มจะหมางเมินกันจากปัญหาที่สหรัฐฯไม่แยกแยกตัวบุคคลกับประเทศสัญชาติของบุคคล คนซาอุฯขับเครื่องบินชนตึกแฟดกลางมหานครนิวยอร์กเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว กลับออกกฎหมายให้ประชาชนหรือผู้ได้รับความเสียหายเรียกร้องให้รัฐบาลซาอุฯเป็นคนชดใช้ให้ เป็นต้น
อิทธิพลในเอเชียก็ต้องบอกว่าสหรัฐฯก็เสื่อมถอยลงไปมาก ทำเหมือนกับว่าจีนเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ และล่าสุดประเทศเล็กๆ อย่างฟิลิปปินส์ก็ประกาศท่าที่จะเป็นตัวของตัวเองเรื่องนโยบายต่างประเทศโดยไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับสหรัฐอเมริกา และจะหันไปจีนกับรัสเซียมากขึ้นตรงนี้ผมมีข้อสังเกตด้วยว่า นายดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์วัย 72 ปีผู้นี้ ดูคล้ายกับว่าจะไม่ชอบสหรัฐฯเอามากๆ ด้วย บางครั้งยังกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพต่อผู้นำสหรัฐฯ แต่ผมคิดว่าโดยเนื้อแท้แล้วผู้นำฟิลิปปินส์คงทำไปอย่างมีเหตุผล คือ จริงๆ แล้วจีนต่างหากที่เป็นปัญหาสำคัญกับฟิลิปปินส์เรื่องดินแดนในทะเลจีนใต้ และฟิลิปปินส์ได้ฟ้องศาลโลก และศาลได้ตัดสินว่าจีนไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิ์เหนือดินแดนหรือน่านน้ำในทะเลจีนใต้ดังที่จีนกล่าวอ้างเสมอ เมื่อฟิลิปปินส์ชนะในศาล นอกศาลฟิลิปปินส์จึงต้องเอาใจคู่กรณีเป็นพิเศษ โดยไประรานบุคคลที่ 3 ที่มีทีท่าจะไม่เป็นมิตรกับจีนแทน ทั้งนี้ก็เพื่อผลการเจรจาในโอกาสต่อๆ ไปมากกว่า
ฮิลลารีจบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์จากวิทยาลัยสตรีเวลเลสลีย์ จากนั้นเรียนจบกฎหมายในมหาวิทยาลัยเยล เธอสมรสกับนายบิล คลินตัน ผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอและต่อมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 42 เธอเคยดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกรัฐนิวยอร์ก 2 สมัย เธอเคยลงสมัครรับเลือกเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่เธอพ่ายคู่แข่งขันจากพรรคเดียวกันคือ นายบารัก โอบามา ในปี 2008 จากนั้นเธอมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยนายบารัก โอบามา เป็นประธานาธิบดี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,203 วันที่ 30 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
เมื่อนางคลินตันได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผมว่าทั่วโลกน่าจะสบายใจกันมากกว่า เพราะต่างก็คุ้นชินกับท่าทีบุคลิกนิสัยใจคอของเธอ ที่สำคัญต่างก็ทราบดีถึงทิศทางนโยบายต่างๆ ของพรรคเดโมแครตดีอยู่แล้ว เธอเองเมื่อขึ้นมาเป็นบุคคลหมายเลข 1 สหรัฐฯ เชื่อว่าคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะจริงๆ แล้วผมก็ว่านายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันก็ทำดีอยู่แล้ว เรื่องนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพียงแค่ประคับประคองไป เศรษฐกิจสหรัฐฯก็จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องแน่ๆ
แต่ด้านนโยบายต่างประเทศผมว่าต้องปรับแก้กันใหม่ ต้องปรับแก้ความแข็งกร้าวต่อปัญหาตะวันออกกลาง โดยต้องลดทอนหรือปลดกลุ่มฮิชบุลเลาะห์ออกจากการเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายเสีย เพื่อผ่อนคลายความเข้มข้นต่อปัญหาซีเรีย ต้องอ่อนข้อให้รัฐบาลซีเรียแก้ไขปัญหาในประเทศโดยลำพังไม่ใช่สหรัฐฯเข้าไปถือข้างฝ่ายกบฏอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะการที่สหรัฐฯเข้าแทรกแซงจึงทำให้ซีเรียต้องนำรัสเซียเข้ามาอยู่ข้างฝ่ายเดียวกันกับรัฐบาล จนปัญหาเกิดขึ้นและบานปลายอยู่ในเวลานี้
สหรัฐฯควรปรับความเข้าใจกันมากขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซียโดยลดการแซงก์ชันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียเสีย หรือลดเพียงบางส่วนลงเพื่อหวังผลการเจรจาครั้งต่อไปให้ประสบความสำเร็จ เพราะความตึงเครียดเมื่อขยายออกนอกพื้นที่ตะวันออกกลางสู่ภาคพื้นยุโรปด้วยแล้ว นั่นหมายถึงรัฐบาลประเทศต่างๆ ในยุโรป ต้องสูญเสียงบประมาณในการป้องกันประเทศมากขึ้น
ผมว่านโยบายต่างประเทศนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสหรัฐฯกำลังอ่อนอิทธิลงไปมาก อ่อนอิทธิพลในตะวันออกกลางอย่างประเทศซาอุดีอาระเบียที่เคย “เซย์เยส” มาตลอดกลับเริ่มจะหมางเมินกันจากปัญหาที่สหรัฐฯไม่แยกแยกตัวบุคคลกับประเทศสัญชาติของบุคคล คนซาอุฯขับเครื่องบินชนตึกแฟดกลางมหานครนิวยอร์กเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว กลับออกกฎหมายให้ประชาชนหรือผู้ได้รับความเสียหายเรียกร้องให้รัฐบาลซาอุฯเป็นคนชดใช้ให้ เป็นต้น
อิทธิพลในเอเชียก็ต้องบอกว่าสหรัฐฯก็เสื่อมถอยลงไปมาก ทำเหมือนกับว่าจีนเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ และล่าสุดประเทศเล็กๆ อย่างฟิลิปปินส์ก็ประกาศท่าที่จะเป็นตัวของตัวเองเรื่องนโยบายต่างประเทศโดยไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับสหรัฐอเมริกา และจะหันไปจีนกับรัสเซียมากขึ้นตรงนี้ผมมีข้อสังเกตด้วยว่า นายดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์วัย 72 ปีผู้นี้ ดูคล้ายกับว่าจะไม่ชอบสหรัฐฯเอามากๆ ด้วย บางครั้งยังกล่าวถ้อยคำไม่สุภาพต่อผู้นำสหรัฐฯ แต่ผมคิดว่าโดยเนื้อแท้แล้วผู้นำฟิลิปปินส์คงทำไปอย่างมีเหตุผล คือ จริงๆ แล้วจีนต่างหากที่เป็นปัญหาสำคัญกับฟิลิปปินส์เรื่องดินแดนในทะเลจีนใต้ และฟิลิปปินส์ได้ฟ้องศาลโลก และศาลได้ตัดสินว่าจีนไม่ได้เป็นเจ้าของสิทธิ์เหนือดินแดนหรือน่านน้ำในทะเลจีนใต้ดังที่จีนกล่าวอ้างเสมอ เมื่อฟิลิปปินส์ชนะในศาล นอกศาลฟิลิปปินส์จึงต้องเอาใจคู่กรณีเป็นพิเศษ โดยไประรานบุคคลที่ 3 ที่มีทีท่าจะไม่เป็นมิตรกับจีนแทน ทั้งนี้ก็เพื่อผลการเจรจาในโอกาสต่อๆ ไปมากกว่า
ฮิลลารีจบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์จากวิทยาลัยสตรีเวลเลสลีย์ จากนั้นเรียนจบกฎหมายในมหาวิทยาลัยเยล เธอสมรสกับนายบิล คลินตัน ผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอและต่อมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 42 เธอเคยดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกรัฐนิวยอร์ก 2 สมัย เธอเคยลงสมัครรับเลือกเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่เธอพ่ายคู่แข่งขันจากพรรคเดียวกันคือ นายบารัก โอบามา ในปี 2008 จากนั้นเธอมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยนายบารัก โอบามา เป็นประธานาธิบดี
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,203 วันที่ 30 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559






