
ซาอุฯเดินเกมกับรัสเซีย
วันพุธที่ผ่านมาผมเขียนเรื่อง "เชื่อว่าราคาน้ำมันขาขึ้นแน่" เป็นความคิดเห็นส่วนตัวครับ ขณะที่ราคาน้ำมันขยับลงเล็กน้อยในวันพุธ และขยับขึ้นในวันพฤหัสบดี แต่ทิศทางจริงๆ เราจะเห็นการเคลื่อนไหวแท้จริงคงจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ที่จะถึงนี้เป็นต้นไป เพราะการประชุมของกลุ่มในและนอกโอเปกได้ประชุมหารือกันที่ประเทศแอลจีเรีย ระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2559
ผมเชื่อเช่นนี้ก็เพราะประเทศต่างๆ ที่ผลิตน้ำมันและส่งออกน้ำมันไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโอเปกหรือนอกโอเปกก็ตาม คงได้บทเรียนชัดเจนแล้วว่า การไม่พายเรือไปในทิศทางเดียวกันก็รั้งแต่จะก่อปัญหาให้เรือล่มได้ การที่จะเอาแต่ตัวเองให้รอดโดยต่างคนต่างผลิตและขายส่งออก จะช่วยได้ระดับหนึ่งแต่จะเป็นปัญหารวมตรงที่ราคาน้ำมันดิบจะล่วงต่ำลง และราคาขายก็มีแต่จะขาดทุน เว้นแต่หลุมผลิตเดิมที่มีต้นทุนต่ำที่สุดจึงจะมีโอกาสคุ้มทุน ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นแหล่งผลิตใหม่ย้อนหลังไป 6-7 ปี ต้นทุนการผลิตก็อยู่ในระดับ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
การผลิตในสหรัฐอเมริกาที่มีแหล่งผลิตใหม่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ผลิตน้ำมันดิบจากทรายน้ำมันต้นทุนก็ไม่ต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เมื่อราคาน้ำมันอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ต้องลดการผลิตจากทรายน้ำมันหรือชั้นหินน้ำมันไป รวมทั้งแหล่งทรายน้ำมันในประเทศรัสเซียด้วย
การค้าโลกในขณะนี้ปริมาณการค้าได้ลดลงไปมากถึง 6 เท่าตัว ที่ลดลงไปมากก็เพราะยอดการค้าน้ำมันลดลงไปเป็นสาเหตุหลัก และการค้าน้ำมันก็เกี่ยวพันกับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีพลังงานทดแทน แต่สิ่งหลังนี้ยังกระทบต่อการบริโภคน้ำมันไม่มากนัก เป็นเรื่องมองไกลไปในอนาคตมากกว่า เมื่อประเทศผู้ผลิตและค้าน้ำมันส่งออกเป็นรายได้หลัก และรายได้เขาหดหายไป ปริมาณการซื้อขายทั่วโลกก็ต้องลดฮวบลงไปเช่นเดียวกัน
การที่ราคาน้ำมันดิบลดลงจากราคาเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรลย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่การที่ราคาน้ำมันลดต่ำลงมากกว่าต้นทุนเป็นเรื่องที่อันตราย และอันตรายต่อการค้าขายของโลกเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นสัจธรรมของหลักเศรษฐศาสตร์ คือ ความไม่สมดุลระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายย่อมก่อให้เกิดปัญหาติดตามมา ก่อนหน้านี้ผู้ขายได้เปรียบผู้ซื้อมาก ผู้ซื้อก็ลำบากต้องลดปริมาณการใช้ลงและแสวงหาพลังงานอื่นทดแทน แต่ปัจจุบันนี้ผู้ซื้อได้เปรียบผู้ขาย ผู้ขายก็ต้องแสวงหาหนทางรอดโดยการแสวงหาแนวทางที่จะทำให้ ความต้องการซื้อกับความต้องการขายต้องสมดุล
ความต้องการบริโภคน้ำมันตกประมาณ 97 ล้านบาร์เรล/วัน การผลิตมีประมาณ 96 ล้านบาร์เรล/วัน โดยซาอุดีอาระเบียผลิต 10 ล้านบาร์เรล/วัน รัสเซียผลิต 12 ล้านบาร์เรล/วัน และทราย/หินน้ำมันสหรัฐฯผลิต 12 ล้านบาร์เรล/วัน แต่ปริมาณสต๊อกทั่วโลกมีประมาณ 3,000 ล้านบาร์เรล กลุ่มโอเปกมีมาร์เก็ตแชร์ 1 ใน 3 (40 ปีที่แล้วกลุ่มโอเปกมีมาร์เก็ตแชร์ 60%) ด้วยเหตุนี้กลุ่มโอเปกจึงพยายามดึงรัสเซียเข้ามาร่วมรวมพลังด้วยทำให้มาร์เก็ตแชร์มีเพิ่มมากขึ้น รวมประเทศนอกกลุ่มโอเปกอื่นๆ ทำให้มีมาร์เก็ตแชร์รวมประมาณ 50 % การเจรจาครั้งนี้เป็นความพยายามรอบใหม่ที่จะดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปบ้าง และผมมองว่าผู้ร่วมประชุมน่าจะเห็นในทิศทางเดียวกัน และอาจใช้ระยะเวลาตกลงกันก่อนสิ้นปีนี้ให้ได้
อีกเรื่องที่ผมพูดไปว่ารัฐบาลซาอุดีอาระเบียไม่พอใจที่สหรัฐอเมริกาออกกฎหมายใหม่ ให้ญาติผู้เสียชีวิตหรือได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ 9/11 ฟ้องร้องให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ เพราะ 15 คนใน 19 คนที่เป็นผู้ก่อการร้ายเป็นพลเมืองซาอุดีอาระเบีย โดยวุฒิสภาสหรัฐฯผ่านกฎหมายนี้ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 และต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯก็ได้รับรองกฎหมายดังกล่าวแล้ว อีกทั้งเมื่อต้นสัปดาห์นี้ก็ห้ามประธานาธิบดีสหรัฐฯวีโต้กฎหมายดังกล่าวด้วย และเหตุนี้ทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องออกมาตอบโต้สหรัฐอเมริกาแน่ ไม่ใช่เป็นเพียงคำขู่เท่านั้น เพราะก็ทราบกันดีว่าสินทรัพย์ซาอุดีอาระเบียปริมาณมหาศาลอยู่ในสหรัฐอเมริกา และเหตุนี้เช่นกันทำให้ซาอุดีอาระเบียจึงไปจับมือกับรัสเซีย ครับ
Photo : Pixabay ภาพปกไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ผมเชื่อเช่นนี้ก็เพราะประเทศต่างๆ ที่ผลิตน้ำมันและส่งออกน้ำมันไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโอเปกหรือนอกโอเปกก็ตาม คงได้บทเรียนชัดเจนแล้วว่า การไม่พายเรือไปในทิศทางเดียวกันก็รั้งแต่จะก่อปัญหาให้เรือล่มได้ การที่จะเอาแต่ตัวเองให้รอดโดยต่างคนต่างผลิตและขายส่งออก จะช่วยได้ระดับหนึ่งแต่จะเป็นปัญหารวมตรงที่ราคาน้ำมันดิบจะล่วงต่ำลง และราคาขายก็มีแต่จะขาดทุน เว้นแต่หลุมผลิตเดิมที่มีต้นทุนต่ำที่สุดจึงจะมีโอกาสคุ้มทุน ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นแหล่งผลิตใหม่ย้อนหลังไป 6-7 ปี ต้นทุนการผลิตก็อยู่ในระดับ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
การผลิตในสหรัฐอเมริกาที่มีแหล่งผลิตใหม่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ผลิตน้ำมันดิบจากทรายน้ำมันต้นทุนก็ไม่ต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เมื่อราคาน้ำมันอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ต้องลดการผลิตจากทรายน้ำมันหรือชั้นหินน้ำมันไป รวมทั้งแหล่งทรายน้ำมันในประเทศรัสเซียด้วย
การค้าโลกในขณะนี้ปริมาณการค้าได้ลดลงไปมากถึง 6 เท่าตัว ที่ลดลงไปมากก็เพราะยอดการค้าน้ำมันลดลงไปเป็นสาเหตุหลัก และการค้าน้ำมันก็เกี่ยวพันกับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีพลังงานทดแทน แต่สิ่งหลังนี้ยังกระทบต่อการบริโภคน้ำมันไม่มากนัก เป็นเรื่องมองไกลไปในอนาคตมากกว่า เมื่อประเทศผู้ผลิตและค้าน้ำมันส่งออกเป็นรายได้หลัก และรายได้เขาหดหายไป ปริมาณการซื้อขายทั่วโลกก็ต้องลดฮวบลงไปเช่นเดียวกัน
การที่ราคาน้ำมันดิบลดลงจากราคาเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรลย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่การที่ราคาน้ำมันลดต่ำลงมากกว่าต้นทุนเป็นเรื่องที่อันตราย และอันตรายต่อการค้าขายของโลกเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นสัจธรรมของหลักเศรษฐศาสตร์ คือ ความไม่สมดุลระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายย่อมก่อให้เกิดปัญหาติดตามมา ก่อนหน้านี้ผู้ขายได้เปรียบผู้ซื้อมาก ผู้ซื้อก็ลำบากต้องลดปริมาณการใช้ลงและแสวงหาพลังงานอื่นทดแทน แต่ปัจจุบันนี้ผู้ซื้อได้เปรียบผู้ขาย ผู้ขายก็ต้องแสวงหาหนทางรอดโดยการแสวงหาแนวทางที่จะทำให้ ความต้องการซื้อกับความต้องการขายต้องสมดุล
ความต้องการบริโภคน้ำมันตกประมาณ 97 ล้านบาร์เรล/วัน การผลิตมีประมาณ 96 ล้านบาร์เรล/วัน โดยซาอุดีอาระเบียผลิต 10 ล้านบาร์เรล/วัน รัสเซียผลิต 12 ล้านบาร์เรล/วัน และทราย/หินน้ำมันสหรัฐฯผลิต 12 ล้านบาร์เรล/วัน แต่ปริมาณสต๊อกทั่วโลกมีประมาณ 3,000 ล้านบาร์เรล กลุ่มโอเปกมีมาร์เก็ตแชร์ 1 ใน 3 (40 ปีที่แล้วกลุ่มโอเปกมีมาร์เก็ตแชร์ 60%) ด้วยเหตุนี้กลุ่มโอเปกจึงพยายามดึงรัสเซียเข้ามาร่วมรวมพลังด้วยทำให้มาร์เก็ตแชร์มีเพิ่มมากขึ้น รวมประเทศนอกกลุ่มโอเปกอื่นๆ ทำให้มีมาร์เก็ตแชร์รวมประมาณ 50 % การเจรจาครั้งนี้เป็นความพยายามรอบใหม่ที่จะดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปบ้าง และผมมองว่าผู้ร่วมประชุมน่าจะเห็นในทิศทางเดียวกัน และอาจใช้ระยะเวลาตกลงกันก่อนสิ้นปีนี้ให้ได้
อีกเรื่องที่ผมพูดไปว่ารัฐบาลซาอุดีอาระเบียไม่พอใจที่สหรัฐอเมริกาออกกฎหมายใหม่ ให้ญาติผู้เสียชีวิตหรือได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ 9/11 ฟ้องร้องให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ เพราะ 15 คนใน 19 คนที่เป็นผู้ก่อการร้ายเป็นพลเมืองซาอุดีอาระเบีย โดยวุฒิสภาสหรัฐฯผ่านกฎหมายนี้ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 และต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯก็ได้รับรองกฎหมายดังกล่าวแล้ว อีกทั้งเมื่อต้นสัปดาห์นี้ก็ห้ามประธานาธิบดีสหรัฐฯวีโต้กฎหมายดังกล่าวด้วย และเหตุนี้ทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องออกมาตอบโต้สหรัฐอเมริกาแน่ ไม่ใช่เป็นเพียงคำขู่เท่านั้น เพราะก็ทราบกันดีว่าสินทรัพย์ซาอุดีอาระเบียปริมาณมหาศาลอยู่ในสหรัฐอเมริกา และเหตุนี้เช่นกันทำให้ซาอุดีอาระเบียจึงไปจับมือกับรัสเซีย ครับ
Photo : Pixabay ภาพปกไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,197 วันที่ 2 - 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559






