
UTA ปรับเกม 'อู่ตะเภา' ลดลงทุนตามดีมานด์ ดัน EEC สู่เมืองการบินยุคใหม่
UTA เปิดแผนอู่ตะเภาเฟสใหม่ ปรับขนาดลงทุนให้สอดคล้องดีมานด์ หลังผู้โดยสารปัจจุบันอยู่ที่กว่า 3 แสนคน พร้อมเดินหน้าสู่ Aviation City สร้าง Magnet ดึงนักลงทุน-นักท่องเที่ยว หวังเปลี่ยน EEC จากฐานผลิตสู่เศรษฐกิจที่เกิดการพักและใช้จ่ายในพื้นที่
KEY
POINTS
- UTA เปิดมุมมองปรับลดขนาดการลงทุนโครงการสนามบินอู่ตะเภาให้สอดคล้องกับดีมานด์ ของผู้โดยสารในปัจจุบัน ซึ่งลดลงจากผลกระทบของโควิด-19 และสถานการณ์โลก
- เปลี่ยนทิศทางการพัฒนาจากการเป็นเพียงสนามบินสู่ "เมืองการบิน" (Aviation City) ที่มีระบบนิเวศครบวงจร เพื่อทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยวสู่พื้นที่ EEC
- ตั้งเป้าผลักดันจำนวนผู้โดยสารให้กลับมาแตะระดับ 3 ล้านคนต่อปี และมุ่งเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High Value Tourism) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในพื้นที่
- แม้โครงการจะเดินหน้าได้โดยไม่รอรถไฟความเร็วสูง แต่การเชื่อมต่อในอนาคตจะมีความสำคัญในการเปลี่ยน EEC ให้เป็นจุดหมายปลายทางรายวัน (Daily Destination)
นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เปิดเผยมุมมองภายในงานสัมมนา “EEC NEVER STOP THE NEXT CHAPTER” ถึงทิศทางการพัฒนาโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกว่า โครงการอู่ตะเภาเดินหน้ามาประมาณ 6 ปี จากโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักของ EEC ที่ประกอบด้วย 2 ท่าเรือ 1 รถไฟ และ 1 สนามบิน
ที่ผ่านมาโครงการต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากทั้งโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้บริบทของอุตสาหกรรมการบินเปลี่ยนไปจากเดิม ทำให้ UTA ต้องทบทวนแผนการลงทุนและปรับรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของตลาดในปัจจุบัน
นายวีรวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญของอู่ตะเภาในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการพัฒนาสนามบิน แต่ต้องเดินหน้าสู่การเป็น “เมืองการบิน” หรือ Aviation City ที่มีระบบนิเวศครอบคลุมทั้งการเดินทาง การผลิต การซ่อมบำรุง การให้บริการ และกิจกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการบิน
ปรับลงทุนตามดีมานด์ ลุ้นผู้โดยสารแตะ 3 ล้านคน
สำหรับสถานการณ์ผู้โดยสาร ปัจจุบันอู่ตะเภามีผู้โดยสารอยู่ที่กว่า 3 แสนคนต่อปี ลดลงจากช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งเคยอยู่ที่กว่า 2 ล้านคน ทำให้การลงทุนในระยะต่อไปจำเป็นต้องปรับขนาดให้เหมาะสมกับดีมานด์จริง จากเดิมที่วางเป้าหมายการขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม UTA ยังต้องการเพิ่มขีดความสามารถและผลักดันจำนวนผู้โดยสารให้กลับมาแตะระดับมากกว่า 3 ล้านคน โดยมองว่าการปรับแผนในครั้งนี้จะเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการทำให้โครงการเดินหน้าได้เร็วขึ้น และสอดคล้องกับตลาดมากขึ้น
“เราไม่อยากรอจนเข้าสู่ปีที่ 7 แล้วค่อยมาดูว่าจะทำอย่างไร ตอนนี้อยู่ปีที่ 6 สิ่งที่ต้องการคือความชัดเจนของอู่ตะเภา และต้องปรับขนาดการลงทุนให้เหมาะกับดีมานด์”
ปั้น Aviation City สร้าง Magnet ดึงคนเข้า EEC
นายวีรวัฒน์ กล่าวว่า จุดแข็งของ EEC คือการมีทั้งภาคการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และเกษตรกรรมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะชลบุรี พัทยา ระยอง และพื้นที่โดยรอบ ทำให้ EEC มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นระบบเศรษฐกิจที่ครบวงจร
ดังนั้น อู่ตะเภาจะทำหน้าที่เป็น “Magnet” หรือแม่เหล็กในการดึงนักลงทุน นักท่องเที่ยว และผู้เดินทางเข้ามาในพื้นที่ ก่อนกระจายออกไปยังพัทยา ระยอง จันทบุรี และชลบุรี โดยต้องทำให้คนที่เดินทางเข้ามาไม่ได้เพียงแค่เดินทางผ่าน แต่เกิดการพักค้างและใช้จ่ายในพื้นที่
“เราต้องทำให้คนมีเหตุผลที่จะมา มาแล้วค้าง ค้างแล้วใช้จ่าย เราจึงต้องโฟกัสปรับสินค้าไปตรงนี้ก่อน เมื่อไหร่รถไฟมาสินค้าและบริการแบบ Daily Tourism ก็จะตามมา”
ชู B2B2C ดึงทุนต่อยอดท่องเที่ยว High Value
ทั้งนี้ โมเดลการพัฒนา EEC ในระยะต่อไปควรเชื่อมโยงการลงทุนกับการท่องเที่ยวในรูปแบบ B2B2C โดยการดึงนักลงทุนเข้ามาสร้างกิจกรรมและธุรกิจใหม่ๆ จะช่วยสร้างแรงดึงดูดให้เกิดการเดินทางและการใช้จ่ายของผู้บริโภคในพื้นที่ UTA มองโอกาสในการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบ High Value Tourism เพื่อดึงนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาใช้บริการ ขณะเดียวกันต้องพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจให้เกิดการใช้จ่ายภายใน EEC มากขึ้น
เพราะที่ผ่านมา แม้ภาคอุตสาหกรรมจะสามารถสร้างงานและสร้างรายได้จำนวนมาก แต่เม็ดเงินบางส่วนไม่ได้หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากคนทำงานใน EEC ในวันธรรมดา แต่เดินทางกลับกรุงเทพฯ และใช้จ่ายในกรุงเทพฯ ช่วงวันหยุด
M7-สนามบินพอประคอง รอรถไฟดัน Daily Destination
สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม นายวีรวัฒน์ กล่าวว่า UTA ไม่ได้วางเงื่อนไขว่ารถไฟความเร็วสูงต้องเกิดก่อนจึงจะเดินหน้าอู่ตะเภา โดยปัจจุบันสนามบินและทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 หรือ M7 ยังสามารถรองรับการดึงคนเข้าพื้นที่ได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หากรถไฟสามารถเชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับ EEC ได้ภายในประมาณ 1 ชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง 15 นาที จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางจากการเป็นเพียง Weekend Destination ไปสู่ Daily Destination และสร้างความคึกคักตลอดแนวศรีราชา พัทยา และอู่ตะเภา “ถ้ามีรถไฟหนึ่งชั่วโมง หรือชั่วโมงสิบห้านาที อันนี้ดีแน่ มันจะทำให้เป็น Destination แบบ 7 วัน ไม่ใช่ Weekend Destination”
สำหรับก้าวต่อไป UTA เตรียมเดินหน้าสร้างความชัดเจนของโครงการและปรับแผนให้เหมาะสมกับดีมานด์ ก่อนเตรียมออก Roadshow เพื่อดึงนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในมิติใหม่ของเมืองการบิน หวังสร้างโอกาสทางธุรกิจและเปิด “Blue Ocean” ใหม่ให้กับประเทศไทย






