thansettakij
thansettakij
คิ๊กออฟ! ลุยสร้างสนามบินอู่ตะเภา 2.9 แสนล้าน EEC ส่งมอบพื้นที่ให้ UTA ลงทุนแล้ว

คิ๊กออฟ! ลุยสร้างสนามบินอู่ตะเภา 2.9 แสนล้าน EEC ส่งมอบพื้นที่ให้ UTA ลงทุนแล้ว

03 เม.ย. 69 | 12:58 น.
อัปเดตล่าสุด :03 เม.ย. 69 | 13:18 น.

EEC ร่วม กองทัพเรือ UTA ทำพิธีบวงสรวง คิ๊กออฟเดินหน้าก่อสร้างโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออกมูลค่าการลงทุนประมาณ 2.9 แสนล้านบาท ลงทุนเฟสแรก 1 หมื่นล้านบาท รับผู้โดยสาร 3 ล้านคน

วันนี้(วันที่ 3 เมษายน 2569) ทางผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO พร้อมด้วยกองทัพเรือ  และผู้บริหารระดับสูง จากบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ผู้รับสัมปทานโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ได้เข้าร่วมพิธีบวงสรวงพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ จังหวัดระยอง เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ในโอกาสเริ่มการก่อสร้างโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 

โดยเป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership : PPP) ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย

ทั้งนี้ ความคืบหน้าโครงการฯ ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นความร่วมมืออย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน หลังจาก EECO ได้ลงนามข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมกับ UTA เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 

ที่ผ่านมา และ UTA ได้ตกลงที่จะยกเว้นเงื่อนไขในสัญญาบางประการที่ผูกติดอยู่กับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการพัฒนาในส่วนของงานสนับสนุนโครงการฯ ได้ก่อน อันจะเป็นการเร่งรัดการพัฒนาโครงการในภาพรวม 

คิ๊กออฟ! ลุยพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา

จากนี้ UTA จะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนามบินที่จำเป็น โดยเร่งรัดการก่อสร้างในส่วนของ Airport Terminal , Airport City และโครงสร้างพื้นฐานหลักก่อน เพื่อกระตุ้นปริมาณผู้โดยสารและสร้างโอกาสดึงดูดนักลงทุนในพื้นที่อีอีซีต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กองทัพเรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2571 รวมทั้งได้มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำคัญรองรับภายในสนามบิน เช่น ระบบผลิตน้ำประปา - บำบัดน้ำเสีย ระบบไฟฟ้า และระบบเชื้อเพลิงอากาศยานตามแผนงานที่วางไว้

โดย EECO ในฐานะคู่สัญญา จะดำเนินการติดตาม กำกับ และสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ ให้เป็นไปตามกรอบแผนงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนต่อไป
 
โครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่าการลงทุนประมาณ 2.9 แสนล้านบาท เป็นหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจกต์ระดับเรือธงของรัฐบาล จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

คิ๊กออฟ! ลุยสร้างสนามบินอู่ตะเภา 2.9 แสนล้าน EEC ส่งมอบพื้นที่ให้ UTA ลงทุนแล้ว

โดยมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีขั้นสูงที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่ พัฒนาเมือง สร้างสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่ทันสมัย รวมไปถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย และสังคมให้เติบโตแบบยั่งยืน

นายคีรี กาญจนพาสน์ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA)  เผยว่า ทาง UTA และ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้มีการพิจารณาร่วมกันแล้วจะเดินหน้าโครงการ โดยไม่รอรถไฟความเร็วสูง เพื่อให้โครงการที่ล่าช้ามากว่า 5 ปีได้เดินหน้า ซึ่งสกพอ.ได้มีหนังสือให้แจ้งเริ่มงาน หรือ NTP วันที่ 3 เมษายนนี้

ถือว่าเป็นการนับหนึ่งโครงการ ซึ่งงานส่วนไหนที่เริ่มได้ก่อนจะเดินหน้าในทันที เพราะที่ผ่านมาทางบริษัทได้มีการลงทุนไปพอสมควรแล้ว

"หลังโควิดสถานการณ์เปลี่ยนไปจากที่เราศึกษาไว้ก่อนหน้านึ้มาก ทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ผู้โดยสารที่มาใช้สนามบินอู่ตะเภา รวมถึงการลงทุนขยายสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง 

คิ๊กออฟ! ลุยสร้างสนามบินอู่ตะเภา 2.9 แสนล้าน EEC ส่งมอบพื้นที่ให้ UTA ลงทุนแล้ว

ทำให้ต้องปรับสเกลการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 3 สามารถรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 60 ล้านคนนั้น เป็นการเดินหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป

เพราะรถไฟความเร็วสูงเองก็ยังไม่ได้เริ่มโครงการเช่นกันปัจจุบันกำลังทำรายละเอียด ทยอยพัฒนาที่ละเฟส ซึ่งเฟสแรก คงปรับให้รองรับได้ 3 ล้านคนต่อปี จากนั้นค่อยๆ ขยายเพิ่ม หลังมีรถไฟความเร็วสูง

นายคีรีกล่าวว่า หลังรับ NTP แล้ว จะเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ด้วยการเร่งรัดการก่อสร้างในส่วนของ Airport City และโครงสร้างพื้นฐานหลัก เพื่อกระตุ้นผู้โดยสาร และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน 

โดยปัจจุบันทางกองทัพเรือกำลังก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับของสนามบินอู่ตะเภา จะแล้วเสร็จเดือนพฤศจิกายน 2571 และได้มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำคัญภายในสนามบิน ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างออกแบบโครงการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่อยู่อาศัย โรงแรม ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุม คาดว่าจะเริ่มต้นภายในปลายปีนี้

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าการลงทุน "โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก" ทางสำนักงานนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี จะออกหนังสือแจ้งให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) วันที่ 3 เมษายน 2569 โดยถือเป็นวันเริ่มนับเวลาโครงการระยะเวลา 50 ปี โดยสิ้นสุดสัมปทานปี 2619

ทั้งนี้ล่าสุด UTA ได้ข้อสรุปกับทางอีอีซี แล้วว่าการลงทุนสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ในเฟสแรก จะรองรับผู้โดยสารได้ 3-4 ล้านคน เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงหลังโควิด เนื่องจากปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภา มีผู้โดยสารประมาณ 3-4 แสนคนต่อปี

โดยในเฟสแรกจะใช้เงินเฉพาะอาคารผู้โดยสารและส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องเกือบ 10,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มนับหนึ่ง (NTP) ในวันที่ 3 เมษายนนี้ และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3-4 ปี ภายใต้เงื่อนไข ว่าในช่วงแรก ยังไม่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา

อีกทั้งถ้ามีผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 80% ของเฟสแรก ก็จะขยายการรองรับผู้โดยสารเพิ่มเติม เป็น 6 ล้านคน 10 ล้านคน 12 ล้านคน ตามลำดับ ภายใต้การรองรับ 60 ล้านคน ในสัญญา 50 ปี

ทั้งนี้ปัจจุบันได้มีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น UTA ใหม่ โดยบางกอกแอร์ ถือหุ้นเพิ่มเป็น 40 % กลุ่มบีทีเอส  ถือหุ้น 40% และบริษัท สเตคอน กรุ๊ป ถือหุ้น 20% 

โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก

อย่างไรก็ตามโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (เมืองการบินอีอีซี) มีเนื้อที่ 6,500 ไร่ และมูลค่าโครงการ 3 แสนล้านบาท โดยได้มีการลงนามสัญญาครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2563

แต่ที่ผ่านมามีความล่าช้าเนื่องจากรอความชัดเจนของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน มีบริษัท เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี.) เป็นผู้รับสัมปทานโครงการ 50 ปี มูลค่าโครงการ 224,544 ล้านบาท