thansettakij
thansettakij
UTA เพิ่มทุน 5 พันล้าน ลุยเมืองการบินอู่ตะเภา รับต้องปรับแผน หากไฮสปรีดเทรนสะดุด

UTA เพิ่มทุน 5 พันล้าน ลุยเมืองการบินอู่ตะเภา รับต้องปรับแผน หากไฮสปรีดเทรนสะดุด

03 ก.ค. 69 | 03:48 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ค. 69 | 09:31 น.

UTA ยันเดินหน้าพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา แต่ต้องปรับแผนหากไฮสปีดเทรนซีพีชะงัก เตรียมเพิ่มทุนอีก 5 พันล้านบาท ลงทุนเฟสแรก ประเดิมทยอยลงทุนเมืองการบินบนพื้นที่ 1 ไร่ก่อน ส่วนการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 จะยังไม่ลงทุนขอรอความชัดเจนแผนระบบรางของภาครัฐก่อน

KEY

POINTS

  • บอร์ด UTA มีมติเพิ่มทุน 5 พันล้านบาท เพื่อเตรียมเดินหน้าลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
  • การลงทุนของ UTA เชื่อมโยงกับโครงการรถไฟความเร็วสูง หากโครงการดังกล่าวสะดุดหรือถูกยกเลิก อาจต้องเจรจาเพื่อปรับลดขนาดการลงทุน
  • แผนการลงทุนจะมุ่งพัฒนาเมืองการบิน (Airport City) ก่อน ส่วนการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 จะยังไม่สร้างจนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องระบบขนส่งเชื่อมสนามบิน

UTA ยันเดินหน้าพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา แต่ต้องปรับแผนหากไฮสปีดเทรน ซีพีชะงัก

นายภาคภูมิ ศรีชำนิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หรือ ไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน ถือว่ามีความสัมพันธ์กับการขยายตัวของแผนการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบิน ภาคตะวันออก ที่ UTA เป็นผู้รับสัมปทานกับทาง EEC ซึ่ง UTA มีความตั้งใจที่จะเดินหน้าการลงทุนในโครงการนี้ต่ออย่างแน่นอน

ภาคภูมิ ศรีชำนิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA)

แต่ถ้าโครงการไฮสปีดเทรน ของกลุ่มบริษัทเอเชีย เอราวัณ จำกัด (กลุ่มซีพี) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง แผนการลงทุนของ UTA ก็คงต้องเจรจากับอีอีซี เพื่อขอปรับลดขนาดการลงทุนลงไปอีก จากเดิมที่ได้เจรจาที่จะลดแผนลงทุนในเฟสแรก จากการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 จากที่วางไว้ 10 ล้านคน เหลือ 3 ล้านคน บนสมมุติฐานที่ว่ารถไฟความเร็วสูงของกลุ่มซีพีล่าช้า

โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก

แต่ทั้งนี้ยังคงต้องรอดูความชัดเจนของภาครัฐก่อนว่า หากมีการยกเลิกสัญญาไฮสปีดเทรนกับทางซีพีจริง รัฐอาจต้องพิจารณาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางราง เชื่อมโยงพื้นที่อีอีซีอย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาช่องทางอื่น เช่น รถไฟทางคู่ หรือ จะมีการเปิดประมูลใหม่ หรือ ภาครัฐจะเป็นผู้ลงทุน และจ้างเอกชนบริหาร แต่หากไม่มีไฮสปีดเทรนเกิดขึ้นหรือช่องทางอื่นๆในการเชื่อมโยงเข้าสู่สนามบิน ก็อาจจะต้องมีมาตรการชดเชยให้UTA ด้วย เพราะกระทบต่อสัญญาสัปทาน

ประมูลไฮสปรีดเทรนระลอกใหม่ สเตคอน-บีทีเอส สนใจลงทุน

หากรัฐจะเปิดประมูลไฮสปีดเทรนรอบใหม่ ทางสเตคอน กรุ๊ป กับ บีทีเอส ก็ได้มีการคุยกัน อย่างไม่เป็นทางการว่า จำเป็นต้องที่ต้องสนใจในการลงทุน แต่ก็คงต้องรอข้อสรุปที่ชัดเจนของภาครัฐ

ถ้าจะเปิดประมูลใหม่ต้อง เราก็ต้องมีการศึกษาถึงโอกาสในการลงทุนใหม่ เพราะต้องมีการตั้งสมมุติฐานใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้โดยสารหลังโควิด-19 ที่เปลี่ยนไป ซึ่งจากข้อมูลการใช้รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯก่อนโควิดจะเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี แต่หลังโควิดพบว่ามีอัตรการเติบโตน้อยลง

รวมถึงต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นกว่าเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ที่กลุ่ม BSR (บีทีเอส-ซิโนไทย (สเตคอน)-ราชบุรี โฮลดิ้ง) เคยเปิดประมูลไปในอดีต ซึ่งตอนนั้น เราประมูลสูงกว่า และเราก็คิดว่าราคาที่เขาได้ เราคงทำไม่ไหว

รวมทั้งต้องดูเงื่อนไขใน TOR ใหม่ด้วยว่า จะเป็นแบบ Net Cost ที่ให้เอกชนรับผิดชอบจำนวนผู้โดยสาร หรือ Gross Cost ที่ให้เอกชนรับผิดชอบเรื่องของการเดินรถ ที่ให้เอกชนรับจ้างบริหาร ถ้าศึกษาแล้วคิดว่าทำไหว เราก็สนใจลงทุน

UTA เพิ่มทุน 5 พันล้าน ลุยเมืองการบินอู่ตะเภา

นายภาคภูมิ ยังกล่าวต่อว่า สำหรับแผนการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก หลังจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)ได้มีหนังสือ NTP ให้ UTA เข้าพื้นที่เริ่มงาน

ดังนั้นในขณะนี้บอร์ดของ UTA มีมติเห็นชอบให้เพิ่มทุน จาก 15,000 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นอีก 5,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมในการเดินหน้าลงทุน ซึ่งขณะนี้ทางผู้ร่วมทุน ไม่ว่าจะเป็น บีทีเอส, สเตคอน กรุ๊ป และ BA จะต้องนำเสนอบอร์ดของแต่ละบริษัทเพื่ออนุมัติต่อไป

โดยที่ผ่านมาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มีการลงทุนไปแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท ในส่วนของงานออกแบบและจ้างที่ปรึกษา

ทยอยลงทุนพัฒนาเมืองการบินก่อน 

สำหรับแผนการลงทุนและพัฒนาของ UTA ที่จะเกิดขึ้นจะเดินหน้าพัฒนาในส่วนของเมืองการบิน (Airport City) ก่อน ในพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อสร้างรายได้ ในพื้นที่ โดยกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมความพร้อม ที่จะค่อยๆพัฒนาเป็นเฟสๆ โดยโครงการที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือ โรงแรม, ศูนย์แสดงสินค้า (เอ็กซิบิชั่น), เรสซิเด้นท์ ส่วนสนามแข่งรถ F1 ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม

 

กิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้น ในเมืองการบินมีการพิจารณาว่าบางโครงการอาจจะพัฒนาเอง หรือ เปิดประมูลหาเอกชนเข้ามา ลงทุน ซึ่งมีแผนจะเริ่มปรับปรุงพื้นที่ (Preparation) ภายในปีนี้ และเริ่มงานก่อสร้างโครงสร้างในส่วนของกิจกรรมภายในพื้นที่เมืองการบิน ในช่วงต้นปีหน้า รวมถึงยังต้องรอมาตรการสนับสนุนเรื่องของสิทธิประโยชน์ภาษี จาก EEC ในการดึงดูดให้เกิดการลงทุนในเมืองการบิน ที่ยังต้องเสนอให้ครม.เห็นชอบด้วย

ยังไม่สร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องระบบขนส่งเชื่อมสนามบิน

ส่วนการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 (Terminal 3) นั้น จะยังไม่เริ่มก่อสร้างจนกว่าจะมีความชัดเจน เรื่องการขนส่งคนเข้าสู่สนามบินว่ารัฐจะพิจารณาแนวทางต่างๆอย่างไร สำหรับการลงทุนสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ในเฟสแรก จะรองรับผู้โดยสารได้ 3 ล้านคน มูลค่าการลงทุน 10,000 ล้านบาท และจะเริ่มขยายอาคารผู้โดยสารในเฟสต่อๆไป เมื่อผู้โดยสารใช้บริการอยู่ที่ 80%

โดยตามสัญญาสัมปทาน 50 ปีเป้าหมายสุดท้ายยังคงอยู่ที่การรองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคน แต่หากเปิดเฟสแรกไปแล้ว ราว4-5 ปี แต่ผู้โดยสารไม่ถึง 80% อายุสัญญา 50 ปี ก็คงไม่ถึง60 ล้านคน ก็ต้องมาหารือร่วมกัน นายภาคภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

นายพุฒิพงศ์ ปราสาท-ทองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือ BA เปิดเผยว่าการลงทุน “โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก” ทางสำนักงานนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี จะออกหนังสือ (Notice toProceed หรือ NTP) ให้ UTA เริ่มงาน ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2569 โดยถือเป็นวันเริ่มนับเวลาโครงการระยะเวลา 50 ปี โดยสิ้นสุดสัมปทานปี 2619

ตามข้อเสนอที่ในช่วงแรกจะไม่รอไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบินที่ล่าช้า โดยจะลงทุนสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ในเฟสแรก จะรองรับผู้โดยสารได้ 3 ล้านคน เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงหลังโควิด เนื่องจากปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภา มีผู้โดยสารประมาณ 3-4 แสนคนต่อปี

ด้านนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECOกล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งล่าสุดที่ประชุมเห็นชอบมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นและเร่งด่วนสำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเพิ่มเติม (EECa)

โดยเห็นชอบในการกำหนดมาตรการเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเริ่มโครงการ EECa ได้โดยเร็ว เช่น การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้าอยู่อาศัยเพื่อทำงานหรือประกอบกิจการในพื้นที่

นอกจากนี้รวมถึงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับสายการบินต่างประเทศที่เข้าออกสนามบินอู่ตะเภา, การลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการเช่าและการโอนอสังหาริมทรัพย์, การกำหนด EECa Visa เพื่อรองรับกลุ่มผู้เข้าอยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์ที่จะพัฒนาขึ้นในโครงการ, การยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภคและประกอบกิจการในพื้นที่ EECa ที่จะกำหนดเป็นเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) เป็นต้น

อย่างไรก็ดี กพอ. ได้มอบหมายให้ สกพอ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นดังกล่าว รวมถึงมาตรการสนับสนุนที่ กพอ. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการไว้แล้วในการประชุมเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 และมอบหมายให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการออกกฎหมายรองรับให้มาตรการทั้งหมดมีผลใช้บังคับโดยเร็วต่อไป