thansettakij
thansettakij
คิงเพาเวอร์ สนใจฟื้น ดิวตี้ฟรีขาเข้า รอดูเงื่อนไขทอท. ขอนโยบายอย่าชักเข้าชักออก

คิงเพาเวอร์ สนใจฟื้น ดิวตี้ฟรีขาเข้า รอดูเงื่อนไขทอท. ขอนโยบายอย่าชักเข้าชักออก

19 ส.ค. 69 | 08:06 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ส.ค. 69 | 08:33 น.

คิงเพาเวอร์ สนใจกลับมาเปิด “ดิวตี้ฟรีขาเข้า” แต่ขอรอดูเงื่อนไขจากทอท.ก่อน เพื่อพิจารณาความคุ้มค่าในการกลับมาลงทุน ทั้งย้ำต้องการความชัดเจนของการต่อเนื่องทางนโยบาย ไม่ใช่สั่งให้เปิดให้ปิดการบริการอย่างในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจ

KEY

POINTS

  • คิงเพาเวอร์แสดงความสนใจที่จะกลับมาเปิดดิวตี้ฟรีขาเข้าอีกครั้งตามสิทธิ์ในสัมปทานเดิม แต่กำลังรอพิจารณาเงื่อนไขจาก ทอท. เพื่อประเมินความคุ้มค่าในการลงทุน
  • ปัจจัยสำคัญที่สุดที่คิงเพาเวอร์เรียกร้องคือความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ ไม่ต้องการให้เป็นเพียงการทดลองเปิด-ปิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนและแผนธุรกิจ
  • ทอท. ผลักดันให้มีการฟื้นดิวตี้ฟรีขาเข้า เพื่อเพิ่มรายได้และอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร หลังการยกเลิกชั่วคราวส่งผลกระทบต่อรายได้และคะแนนบริการของสนามบิน
  • ทอท. กำลังศึกษา 3 รูปแบบทางเลือกในการกลับมาเปิดให้บริการ ซึ่งอาจไม่ใช่การกลับไปใช้รูปแบบเดิมทั้งหมด โดยมีทั้งจุดรับสินค้า (Pick-up Counter) ร้านค้าปลอดอากรขนาดเล็ก และร้านค้าเสียภาษี

วันนี้ (วันที่ 19 สิงหาคม 2569) นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิงเพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากกรณีที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทอท.หรือ AOT อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดให้บริการดิวตี้ฟรีขาเข้า

คิงเพาเวอร์

คิงเพาเวอร์ สนใจกลับมาเปิด ดิวตี้ฟรีขาเข้า แต่ขอรอดูเงื่อนไขทอท.คุ้มไม่คุ้ม

คิงเพาเวอร์ ในฐานะผู้ได้รับสิทธิสัมปทานใหญ่ในโครงการพื้นที่นี้ทั้งหมดอยู่เดิม ซึ่งรวมพื้นที่ดิวตี้ฟรีขาเข้า และจุดรับสินค้า (Pickup Counter) ด้วย  ก็มีความสนใจที่จะกลับมาเปิดให้บริการดิวตี้ฟรีขาเข้า และ Pickup Counter อีกครั้ง หลังจากทอท.ได้ยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้าตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นต้นมา

ทั้งนี้หากมีนโยบายให้กลับมาดำเนินการดิวตี้ฟรีขาเข้าใหม่อีกครั้ง คิงเพาเวอร์ ก็สนใจที่จะกลับมาเปิด หากเห็นว่ามีโอกาสทำกำไร และเป็นสิทธิการใช้พื้นที่มีอยู่เดิมตามสัญญาสัมปทานเดิม ซึ่งร้านค้าปลอดอากรขาเข้า เป็นส่วนหนึ่งของสัมปทานพื้นที่เชิงพาณิชย์ในอาคาร  

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิงเพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

พื้นที่นี้ครอบคลุมทุกกิจกรรมในพื้นที่อาคาร การที่ดิวตี้ฟรีขาเข้า ถูกปิดไปก่อนหน้านี้ไม่ใช่เพราะหมดสัญญา แต่เป็นการขอความร่วมมือจากภาครัฐเพื่อทดลองเป็นเวลา 1 ปี ดังนั้นคิงเพาเวอร์ก็ยังคงมีสิทธิตามสัญญาอยู่”

อีกทั้งในแง่ของผู้ประกอบการก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดีและมีความถนัดอยู่แล้ว  หากรัฐบาลเลิกการทดลองปิด ก็เพียงแค่ยกเลิกข้อจำกัดดังกล่าวออกไป เพื่อให้กลับไปใช้สิทธิตามสัญญาเดิมได้ทันที แต่สิ่งที่ทางคิงเพาเวอร์ต้องพิจารณา คือ เงื่อนไขของทอท.เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและความคุ้มค่าที่จะกลับมาเปิดให้บริการ

การจะกลับมาเปิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับการดีดลูกคิดคำนวณผลกำไรและขาดทุน เนื่องจากในอดีตก่อนจะมีการปิดไป กิจการดิวตี้ฟรีขาเข้า มีกำไร จึงมีความน่าสนใจที่จะกลับมาเปิดหากเงื่อนไขทางต้นทุนยังคงเดิม ก็ต้องพิจารณาให้ละเอียด และปัจจัยสำคัญที่คิงเพาเวอร์ให้ความสำคัญ คือ ความต่อเนื่องของนโยบาย (Policy Consistency)

ขอนโยบายต่อเนื่องอย่าชักเข้าชักออก

นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ผู้ประกอบการไม่ต้องการการ "ทดลอง" เปิดๆ ปิดๆ เพราะการกลับมาเปิดแต่ละครั้งมีต้นทุนคงที่ (Fix Cost) เช่น ค่าตกแต่งร้าน รวมไปถึงการวางระบบ Point of Sale : POS หรือระบบขายหน้าร้านที่ต้องนำเสนอข้อมูลแก่กรมศุลกากร หากนโยบายไม่มีความแน่นอนจะส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนและการวางแผนธุรกิจรายปี นายนิตินัย กล่าวทิ้งท้าย

ดิวตี้ฟรีขาเข้า

ทอท.แจงเหตุผลดันกลับมาเปิดดิวตี้ฟรีขาเข้า

นางปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทอท. หรือ AOT กล่าวว่า AOT อยู่ระหว่างการผลักดันการกลับมาเปิดให้บริการร้านค้าปลอดอากร หรือ 'ดิวตี้ฟรีขาเข้า' อีกครั้ง เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ Non-Aero ของทอท.ด้วย

โดยขณะนี้กระทรวงการคลังยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเห็นชอบให้นำดิวตี้ฟรีขาเข้ากลับมาหรือไม่ โดย AOT ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาและยื่นข้อเสนอไปยังสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และได้ทำหนังสือถึง สศค. มาแล้วหลายฉบับ ส่วนจะต้องเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นเรื่องที่ สศค. จะพิจารณาต่อไป

ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท.

การยกเลิกดิวตี้ฟรีขาเข้าว่า ในช่วงเวลานั้น AOT ให้ความร่วมมือกับนโยบายเพื่อทดลองดูว่า หากยกเลิกบริการดังกล่าวแล้ว จะทำให้ผู้โดยสาร โดยเฉพาะคนไทย หันไปซื้อสินค้าภายในประเทศเพิ่มขึ้นหรือไม่

แต่หลังจากยกเลิก AOT พบผลกระทบทั้งในด้านรายได้และการให้บริการ โดยได้รับข้อร้องเรียนและความคิดเห็นจากผู้โดยสารที่ต้องการให้มีบริการดิวตี้ฟรีขาเข้า อีกทั้งยังส่งผลต่อคะแนน Level of Service เมื่อเปรียบเทียบกับสนามบินอื่นในต่างประเทศ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ AOT เห็นว่าควรนำบริการดังกล่าวกลับมาพิจารณาอีกครั้ง

อีกทั้งในความเป็นจริงแล้วแม้ว่าจะหยุดดำเนินการดิวตี้ฟรีขาเข้า แต่คนไทยที่เดินทางกลับเข้าประเทศยังนิยมซื้อเหล้าจากต่างประเทศกลับเข้ามา ทำให้เงินยิ่งรั่วไหลออกนอกประเทศมากขึ้น

AOT ศึกษา 3 โมเดล ฟื้นดิวตี้ฟรีขาเข้า

อย่างไรก็ตามหากได้รับคำตอบจาก สศค. ให้ AOT กลับมาดำเนินการได้บริษัทจะไม่ดำเนินการในแบบเดิม แต่จะทำเป็นโมเดลแบบผสมผสานเพื่อตอบโจทย์ทุกฝ่าย โดยเบื้องต้นศึกษาไว้ 3 โมเดล ได้แก่

1. Pick-up Counter (จุดรับสินค้า) ให้บริการสำหรับคนไทยที่ซื้อสินค้าขาออกแล้วฝากไว้และมารับตอนขาเข้า ซึ่งรูปแบบนี้สนามบินชั้นนำ 30 อันดับแรกของโลกมีบริการนี้ครบ 100% (เป็นหนึ่งในเกณฑ์การให้คะแนนของ Skytrax)

2. ร้านดิวตี้ฟรีขาเข้าแบบจำกัด โดยเน้นเฉพาะจำหน่ายสินค้าบางชนิด เช่น เหล้า เครื่องสำอาง บุหรี่ ซึ่งจะมีขนาดเล็กลงเนื่องจากพื้นที่เดิมบางส่วนถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแล้ว

 3. ร้านค้าขายสินค้าแบบเสียภาษี (Taxed Goods) บริเวณจุดสายพานรับกระเป๋า เพื่อดักนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่รู้แหล่งซื้อสินค้าในไทย ซึ่งได้ทดลองทำแล้วที่สนามบินภูเก็ต

โบรกประเมินทิศทางบวก

บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) วิเคราะห์กรณีดังกล่าว โดยคาดการณ์บนสมมติฐานว่าพื้นที่ดิวตี้ฟรีขาเข้าเดิมจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้เพียง 50% ของพื้นที่เดิมก่อนยกเลิก เนื่องจากอีกครึ่งหนึ่งถูกนำไปปรับปรุงใช้ประโยชน์อื่นเพื่อรองรับผู้โดยสารแล้ว มองทิศทางเชิงบวกต่อรายได้เชิงพาณิชย์ แต่อัพไซด์ระยะสั้นยังไม่สูงมากนัก โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้ส่วนเพิ่มประมาณ 540 ล้านบาท หรือคิดเป็น อัพไซด์ประมาณ 2% ของประมาณการกำไรในปี 2570

โดย InnovestX ระบุสาเหตุที่รายได้อาจไม่ฟื้นตัวเท่าเดิมใน 2 ประเด็น จากอัตรา Minimum Guarantee (MG) ของสัมปทานดิวตี้ฟรีในปัจจุบันปรับลดลงตั้งแต่ ต.ค. 2025 โดยที่สนามบินสุวรรณภูมิลดลง 37% และที่สนามบินภูมิภาคลดลง 30% และรูปแบบการบริหารพื้นที่ที่ AOT กำลังศึกษาอยู่มี 3 ทางเลือก (ดิวตี้ฟรีแบบเดิม, พื้นที่ผสมสินค้าเสียภาษี, และจุดรับสินค้า/Pickup Counter) ซึ่งหากเป็นสองรูปแบบหลังจะมีรายได้หรือส่วนแบ่ง MG ต่ำกว่ารูปแบบเดิม

บล.เคจีไอ (KGI) มองว่า แผนนี้เป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญ (Potential Catalyst) โดยประเมินว่ารายได้จากดิวตี้ฟรีขาเข้าจะคิดเป็นประมาณ 5% ของรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบิน (Non-aero) และคิดเป็น 2.5% ของรายได้จากการดำเนินงานรวม ของ AOT (อิงข้อมูลปี 2567) และแม้สัดส่วนรายได้รวมจะดูน้อย แต่เนื่องจากสัมปทานส่วนนี้ไม่มีต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมากนัก ทำให้มีอัตรากำไร (Margin) สูงมาก ส่งผลต่อกำไรสุทธิถึง ประมาณ 8% ของกำไรสุทธิทั้งหมด และคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้น (Valuation) ของ AOT ได้ราว 3-4%

ทั้งนี้ ก่อนการยกเลิก AOT ได้รับส่วนแบ่งค่าตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 143 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 1.7 พันล้านบาทต่อปี (พื้นที่ขาคิดเป็น 10% ของพื้นที่สัมปทานดิวตี้ฟรีทั้งหมด) โดยรายได้หลักมาจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ราว 126 ล้านบาท/เดือน) และท่าอากาศยานดอนเมือง (ราว 6.96 ล้านบาท/เดือน)

ในแง่ขั้นตอนและกรอบเวลาในการดำเนินการ ประเมินว่าต้องใช้เวลาดำเนินการทางกฎหมายและผ่านกระบวนการรัฐบาลรวม ประมาณ 6 เดือนถึงมากกว่า 1 ปี ขึ้นอยู่กับความเร่งด่วนทางการเมือง โดยมี 4 ขั้นตอนสำคัญ คือ

  1. กรมศุลกากร/กระทรวงการคลัง : ประเมินผลกระทบของการยกเลิกเดิมเพื่อร่างข้อเสนอใหม่
  2. คณะรัฐมนตรี (ครม.) : ยื่นเสนอ ครม. เพื่อขอทบทวนหรือยกเลิกมติเดิม (มติเดิมวันที่ 2 ก.ค. 2024) และอนุมัติคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  3. กรมศุลกากร : ออกระเบียบจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน
  4. บอร์ด AOT : อนุมัติจัดสรรพื้นที่และเจรจาสัญญาขั้นสุดท้ายกับผู้ประกอบการรายเดิม  King Power