
ไทยเที่ยวไทยพลัส 2569 ตัดสิทธิ์โรงแรมใหญ่ขายห้องพัก สมาคมโรงแรมไทยจี้รัฐทบทวน
ไทยเที่ยวไทยพลัส ตัดสิทธิ์โรงแรมใหญ่ สมาคมโรงแรมไทย THA ส่งหนังสือร้องรมว.ท่องเที่ยว และรมว.คลัง ขอให้ทบทวน ย้ำชูหลักความเท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
KEY
POINTS
- สมาคมโรงแรมไทย (THA) ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อขอให้ทบทวนหลักเกณฑ์โครงการ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ที่ตัดสิทธิ์โรงแรมขนาดใหญ่ไม่ให้เข้าร่วม
- เงื่อนไขของโครงการกำหนดให้สนับสนุนเฉพาะโรงแรมขนาดกลางและเล็ก (SME) ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 300 ล้านบาท
- THA ให้เหตุผลว่าโรงแรมทุกขนาดเสียภาษีอย่างเท่าเทียมกัน จึงควรมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการอย่างเสมอภาค และไม่ควรจำกัดทางเลือกของนักท่องเที่ยว
วันนี้(วันที่ 19 สิงหาคม 2569) นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) หรือ ทีเอชเอ เปิดเผยว่าจากกรณีที่โครงการ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" มีเงื่อนไขที่จะสนับสนุนโรงแรมขนาดกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี ซึ่งตามเกณฑ์นิยามการกำหนดธุรกิจ SME ของแต่ละหน่วยงานก็จะมีเกณฑ์กำหนดที่ต่างกัน
แต่หากยึดตามสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. จะแบ่งเกณฑ์รายได้ต่อปีสำหรับธุรกิจโรงแรมจะต้องไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อปี
วอน ไทยเที่ยวไทยพลัส ทบทวนกีดกันโรงแรมใหญ่
ดังนั้นโครงการ "ไทยเที่ยวไทยพลัส 2569" โรงแรมใหญ่ หรือเจ้าของที่มีหลายโรงแรม หรือโรงแรมที่ใช้เชนบริหารหลายแห่ง จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ล่าสุดสมาคมโรงแรมไทยได้ดำเนินการยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ทบทวนหลักเกณฑ์ของโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว ไทยเที่ยวไทยพลัส เพื่อขอให้โรงแรมทุกระดับสามารถเข้าร่วมขายห้องพักได้
"โรงแรมทุกขนาดควรมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการอย่างเท่าเทียม เนื่องจากทุกแห่งต่างเสียภาษี อีกทั้งในโครงการนี้รัฐบาลก็นำภาษีเหล่านั้นไปใช้ในการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับโครงการเงินกู้ 2 แสนล้านบาทที่จะถูกนำมาดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส 2569 วงเงิน 1,750 ล้านบาท"
การออกแบบโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส จึงไม่ควรตัดโรงแรมขนาดใหญ่ออก แต่ควรให้สิทธิ์แก่ประชาชนในการเลือกพักตามความต้องการ เพื่อไม่ให้เป็นการ "ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" จึงไม่ควรมีการกีดกันโรงแรมใหญ่
ชี้ควรให้นักท่องเที่ยวมีสิทธิ์เลือกจองโรงแรมหลากหลายประเภท
นอกจากนี้ นายกสมาคมโรงแรมไทย ยังชี้ให้เห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ก็อาจไม่ได้เลือกพักโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีราคาสูงอยู่แล้ว และโรงแรมเหล่านั้นบางแห่งอาจไม่สะดวกที่จะเข้าระบบด้วยซ้ำ เพราะโครงการจะเริ่มลงทะเบียนในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน ซึ่งโรงแรมหลายแห่งมียอดจองห้องพักล่วงหน้ากันแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามทางเลือกควรจะเป็นการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว ที่ควรมีสิทธิ์ได้เลือกมากกว่า การถูกจำกัดสิทธิ์ เพราะไทยเที่ยวไทยพลัสก็มีการกำหนดสิทธิ์ในการสนับสนุนค่าที่พักในวงเงินสูงสุดอยู่แล้ว ถ้านักท่องเที่ยวต้องการพักโรงแรมใหญ่ก็จ่ายเพิ่มอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ของนักท่องเที่ยวที่ในขณะนี้ยังต้องรอข้อสรุปว่าจะใช้ในแบบอัตราเดียว หรือ อัตราคงที่ (FLAT Rate) หรือการสนับสนุนแบบ Co-Payment ในสัดส่วน 50:50 หรือ 60:40 ก็ตาม
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ไม่ว่าไทยเที่ยวไทย จะเลือกการสนับสนุนค่าใช้จ่ายโรงแรมแบบใด โรงแรมไม่ติดใจ เพราะถือว่าเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่ติดใจในเรื่องการกีดกันโรงแรมใหญ่ เข้าร่วมโครงการ ทั้งๆที่ธุรกิจเสียภาษีถูกต้อง จึงต้องขอให้รัฐบาลพิจารณาในเรื่องนี้ใหม่
ไม่ติดเงื่อนไขการสนับสนุนค่าที่พัก ไทยเที่ยวไทยพลัส 2569
อย่างไรก็ตามการจะพิจารณาว่าจะเลือกแนวทางการสนับสนุนแบบไหน น่าจะเป็นการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ในฐานะการสนับสนุนงบเงินกู้เพื่อมาใช้ดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส 2569 ซึ่งมีการเสนอว่าควรกำหนดราคา FLAT Rate โดยกำหนดจำนวนเงินสนับสนุนคงที่ต่อห้องต่อคืน เช่น ให้สิทธิ์คืนละ 1,500 บาท ไม่ว่าราคาห้องพักจะอยู่ที่เท่าใดก็ตาม เพราะกลัวโรงแรมจะปรับขึ้นราคาห้องพัก
ขณะที่ในการประชุมกรอ.กระทรวงการท่องเที่ยว ซึ่งมีภาคเอกชนท่องเที่ยวร่วมเป็นคณะกรรมการสรุปว่าควรใช้หลักการสนับสนุนแบบ Co-payment คือรูปแบบที่รัฐบาลและประชาชนร่วมกันจ่าย เอกชนก็มองว่าเป็นหลักการที่ถูกต้องสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นรูปแบบที่รัฐบาลไทยเคยใช้ในโครงการก่อน ๆ และประสบความสำเร็จ ทำให้สื่อสารกับประชาชนได้ง่ายและเกิดความคุ้นเคย
นอกจากนี้ สมาคมโรงแรมฯ ยังอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบการลงทะเบียนและระบบหลังบ้านในการจองโรงแรม เพื่อป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่น วันหยุดที่ไม่ตรงกับธุรกิจโรงแรม หรือปัญหาการตั้งราคา พร้อมทั้งคัดค้านการใช้แพลตฟอร์ม OTA ต่างชาติในการจองโรงแรมที่มีการเรียกเก็บค่าคอมมิชชันสูง







