
สงครามตะวันออกกลาง บีบ ‘การบิน-สนามบินโลก’ ปรับตัว-เร่งบริหารความเสี่ยง
ถอดบทสรุปประชุมระดับภูมิภาคสมาคมสภาท่าอากาศยานระหว่างประเทศ ACI ในไทย AOT ดันไทยฮับบิน ที่ประชุมชี้สงครามตะวันออก กลางบีบ การบิน สนามบินโลก ปรับตัว-เร่งบริหารความเสี่ยง
KEY
POINTS
- ถอดบทสรุปประชุมระดับภูมิภาคของสมาคมสภาท่าอากาศยานระหว่างประเทศ ACI ในไทย AOT หนุนเป็นเจ้าภาพ ประชุมการบินโลก ดันไทยฮับบิน
- สงครามตะวันออกกลาง ตัวเร่งบีบ การบิน-สนามบินโลก ปรับตัว-เร่งบริหารความเสี่ยง
- ACI แจง 3 ปัจจัย ส่งผลกระทบทิศทางการบิน ปี 2569
- จี้ ICAO ทบทวนกฏระเบียบการบิน ชี้ตลาดการบินอาเซียนยังมีโอกาส
จากการประชุมระดับภูมิภาคของสมาคมสภาท่าอากาศยานระหว่างประเทศ (Airports Council International: ACI) ในไทย ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้นำสนามบิน สายการบิน และการท่องเที่ยว กว่า 400 ราย จากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 12-14 พ.ค.ที่ผ่านมา
อันเป็นเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางหารือถึงแนวโน้มและเทคโนโลยีล่าสุดที่จะกำหนดอนาคตของท่าอากาศยาน และถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการร่วมกำหนดทิศทางและนโยบายสำหรับการบริหารจัดการท่าอากาศยานทั่วโลก
AOT เจ้าภาพประชุมสภาท่ากาศยานโลก ACI ในไทยหวังดันไทยฮับบิน
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. กล่าวว่า การประชุม Asia-Pacific & Middle East Regional Assembly, Conference and Exhibition 2026 (ACI APAC & MID RACE 2026) ที่ทอท.เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม AOT มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค พร้อมมุ่งพัฒนาท่าอากาศยานไทยสู่ระดับโลก
โดยในการประชุมครั้งนี้ที่ประชุม ACI ได้หารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลก
โดยที่ประชุมหารือถึงการสร้างความเชื่อมต่อทางการบินในรูปแบบใหม่ เพื่อให้สนามบินสามารถอยู่รอดร่วมกันได้ท่ามกลางวิกฤต รวมทั้งยังได้หารือถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน
แม้จำนวนเที่ยวบินทั่วโลกจะกลับมาเกือบปกติแล้ว แต่จำนวนผู้โดยสารในภูมิภาคตะวันออกกลางยังฟื้นตัวเพียงประมาณ 60% นอกจากนี้ยังมีการขอให้ทางสหภาพยุโรป หรือ EU ทบทวนคำเตือน (Warning) เรื่องการบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง
เนื่องจากส่งผลเสียต่อภูมิภาคอย่างมาก เนื่องจากมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการบินผ่านน่านฟ้าบางจุด นอกจากนี้ปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงซึ่งคาดว่าจะลากยาวไปจนถึงปลายปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสาร
แต่จากวิกฤตก็มีโอกาส ของบางสนามบินจากการปรับตัว เช่น สนามบินชางงี (สิงคโปร์) สามารถเปลี่ยนวิกฤตสงครามเป็นโอกาสได้จากการที่สายการบินปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน (Re-route) มาลงที่ชางงีเพื่อเชื่อมต่อไปยุโรป ทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน
จี้ ICAO ทบทวนกฏระเบียบการบิน
อีกทั้งที่ประชุมยังหารือเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างความปลอดภัยและกฎระเบียบ โดยมีการเสนอต่อต่อองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เพื่อทบทวนโครงสร้างการรักษาความปลอดภัย
โดยผลักดันให้มีการนำเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย มาผสมผสานกับบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันกฎระเบียบเดิมยังกำหนดจำนวนพนักงานแบบคงที่
ทำให้แม้จะมีการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ แต่ก็ไม่สามารถลดต้นทุนด้านบุคลากรได้ การปรับปรุงกฎระเบียบนี้จะช่วยส่งเสริมให้สนามบินต่างๆ กล้าที่จะลงทุนในนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อความรวดเร็วและปลอดภัยของผู้โดยสารซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสนามบิน
ขณะเดียวกันยังมีการหาจุดร่วมของกฎหมายและกฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ เพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางระหว่างสนามบินได้อย่างไร้รอยต่อ โดยจะเริ่มแชร์ข้อมูลเพื่อพัฒนาต่อยอดในช่วงครึ่งปีหลัง
หัวใจสำคัญของการประชุมคือการสร้าง Community ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและแชร์ Best Practices ระหว่างสนามบินเพื่อลดต้นทุนและพัฒนาเส้นทางบินใหม่ๆ ร่วมกันในอนาคต
รวมไปถึงหารือในเรื่องของท่าอากาศยานกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) สู่การเป็นผู้นำสนามบินที่ยั่งยืน
ในส่วนของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ปัจจุบันได้รับการรับรองมาตรฐาน Airport Carbon Accreditation (ACA) ในระดับที่ 3 และมีเป้าหมายที่จะยกระดับสู่ระดับ 3 Plus ไปจนถึงระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดหรือ Net Zero ภายในปี 2050
รวมทั้งภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับการบริหารจัดการท่าอากาศยาน ความปลอดภัย และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
โดยในส่วนของ AOT ได้ร่วมจัดนิทรรศการเพื่อนำเสนอบทบาทของ AOT ทั้งด้านการพัฒนาท่าอากาศยานสู่การเป็นฮับการบินภูมิภาค การพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมการบินสมัยใหม่ด้วย
ขัดแย้งตะวันออกกลางฉตัวเร่ง การบิน สนามบินโลกปรับตัว
นายสเตฟาโน บารอนซี ผู้อำนวยการใหญ่ สภาท่าอากาศยานนานาชาติ (ACI) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และตะวันออกกลาง สะท้อนมุมมองถึงภาพรวมอุตสาหกรรมการบินว่าโลกกำลังเผชิญ กับการเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่องที่ส่งผลกระทบทิศทางการบิน ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น
1.ความขัดแย้งและความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจที่เคยมีตะวันตกเป็นศูนย์กลางระเบียบโลก กำลังหมุนกลับสู่ เอเชีย โดยเฉพาะ จีน ซึ่งกลับมาเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลกอีกครั้ง ซึ่งในช่วงต้นสหัสวรรษ สหรัฐฯ เคยมีสัดส่วน GDP สูงถึง 1 ใน 3 ของโลก
แต่ในปัจจุบัน จีนได้ขยับสัดส่วน GDP ขึ้นมาเป็น 19% ของโลก ซึ่งสูงกว่าสหรัฐฯ เมื่อปรับตามค่าครองชีพ (Purchasing Power Parity) และเมื่อรวมกับตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ภูมิภาคนี้จะมีสัดส่วนเศรษฐกิจสูงถึง 40% ของโลก
2.วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปราะบาง ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจโลก ซึ่งบีบบังคับให้ภาคส่วนต่างๆ รวมถึงสนามบินต้องเร่งปรับตัวและบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างจริงจัง
เนื่องจาก 75% ของน้ำมัน และ 90% ของก๊าซธรรมชาติ ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีปลายทางอยู่ที่ตลาดเอเชีย ความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบนี้จึงเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค
ส่งผลให้ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนพ.ค. 2569 เที่ยวบิน ณ จุดเชื่อมต่อสำคัญในตะวันออกกลางปฏิบัติการได้เพียง 53- 63% ของตารางบินเดิม เท่านั้น วิกฤตนี้กระทบต่อการเชื่อมต่อทางการบินในเอเชียแปซิฟิกถึง 28%
โดยภูมิภาคเอเชียใต้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด รวมถึงไทย จีน และเกาหลีใต้ เริ่มมีนโยบายจำกัดการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ จากความไม่สมดุลระหว่างความต้องการเดินทางและปริมาณเที่ยวบินที่ลดลง
ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด การบินตรงจากเอเชียไปยุโรป แอฟริกา หรืออเมริกา มีราคาสูงขึ้น 20% เมื่อเทียบกับการบินแบบแวะพัก
ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ราคาค่าโดยสารบินตรงเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นเป็น 2 เท่า (100%) เมื่อเทียบกับการบินผ่านตะวันออกกลาง และคาดการณ์ว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ ราคาจะสูงขึ้นอีก 70% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
3. ภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศและเทคโนโลยี กำลังเผชิญกับความท้าทายจาก ภาวะโลกร้อน โดยอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นกว่า 1.5 องศาเซลเซียส และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจาก 2.5 มิลลิเมตรในยุค 90 เป็น 4.5 มิลลิเมตรใน
ปัจจุบัน เมืองศูนย์กลางการบินอย่าง กรุงเทพฯ จาการ์ตา มะนิลา และธากา ต่างกำลังเผชิญกับวิกฤตเมืองจมน้ำและการทรุดตัวของแผ่นดิน
นอกจากนี้ ยังมีภัยคุกคามรูปแบบใหม่จากการดิจิทัลและการใช้ระบบอัตโนมัติ รวมถึงคำเตือนเรื่อง ความเสี่ยงจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูง ที่อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสนามบิน
การบริหารจัดการความเสี่ยง และความยืดหยุ่น จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการอยู่รอด ตลาดการบินอาเซียนยังมีโอกาส
อย่างไรก็ตามท่ามกลางวิกฤต ผลการศึกษาจากความร่วมมือระหว่าง InterVistas และสำนักเลขาธิการอาเซียนได้เผยตัวเลขที่น่าทึ่งเกี่ยวกับพลังของภูมิภาคนี้ ซึ่งอาเซียนมีประชากร 700 ล้านคน ในปี 2568 สนามบินในภูมิภาคก็รองรับผู้โดยสารสูงถึง 700 ล้านคน โดยมีการเติบโตเฉลี่ย 6% ต่อปีตลอด 25 ปีที่ผ่านมา
อุตสาหกรรมนี้สร้างงานโดยตรง 1.6 ล้านตำแหน่ง และหากรวมผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและการค้า จะสนับสนุนการจ้างงานรวมถึง 23 ล้านตำแหน่ง และสร้าง GDP รวมกว่า 2.44 แสนล้านดอลลาร์
รวมทั้งนโยบายตลาดการบินเดียวของอาเซียน (ASAM) ช่วยให้สายการบินท้องถิ่นใน ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังมีช่องว่างสำคัญในการพัฒนา การเชื่อมต่อระหว่างเมืองรอง (Secondary Cities) ที่ต้องทำให้แคบลง ซึ่งหากทำได้สำเร็จจะช่วยสร้างงานเพิ่มอีก 449,000 ตำแหน่ง และเพิ่มมูลค่า GDP ได้อีก 4.3 พันล้านดอลลาร์







