
วิกฤตท่องเที่ยวเหลื่อมลํ้า 5 จังหวัดโกยรายได้ 70% อดีตผู้ว่าททท.ชี้ทางออก
การติดหล่มปัญหารายได้ท่องเที่ยวกระจุกตัว เนื่องจากกว่า 70% ของรายได้ท่องเที่ยว จะอยู่ใน 5 จังหวัดเมืองหลัก ขณะที่จังหวัดเมืองรอง เผชิญกับภาวะคนเที่ยว แต่ไม่จ่ายไทยเท่าที่ควร จะมีทางออกในการแก้ปัญหาวิกฤตความเหลื่อมล้ำนี้ได้อย่างไร ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าททท.สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจต่อเรื่องนี้
ไทยติดหล่มท่องเที่ยวกระจุกตัว
นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติและเศรษฐศาสตร์ (Statistical & Economic Analysis) โดยใช้ข้อมูลรายเดือนและรายจังหวัดปี 2568 พบประเด็นที่น่าสนใจและน่ากังวลเกี่ยวกับการกระจุกตัวของรายได้และความเหลื่อม ลํ้าด้านการท่องเที่ยวของไทย ดังนี้
1. การกระจุกตัวของรายได้จากการท่องเที่ยวจากรายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งประเทศประมาณ 2.86 ล้านล้านบาท พบว่าประเทศไทย กำลังเผชิญกับ “ภาวะการกระจุกตัวของรายได้อย่างรุนแรง”
โดยจังหวัดที่รายได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ มีรายได้รวมกันสูงถึง 2.01 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 70.25% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศ
ส่วนจังหวัดที่รายได้สูงสุด 10 อันดับแรก ครองสัดส่วนรายได้ถึง 81.34% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศ อีก 67 จังหวัดที่เหลือ ต้องแบ่งปันส่วนแบ่งที่เหลือเพียง 18.66% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งประเทศเท่านั้น
โดย อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร มีรายได้ 899,368 ล้านบาท มากกว่าจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งอยู่ในอันดับ 77 ซึ่งมีรายได้ 468 ล้านบาท ถึง 1,921 เท่า
ขณะที่รายได้ของภูเก็ตจังหวัดเดียว อยู่ที่ 5.4 แสนล้านบาท สูงกว่ารายได้ของ 50 จังหวัดจากท้ายตารางรวมกัน จังหวัดอันดับต้น ๆ เช่น ภูเก็ต มีสัดส่วนรายได้จากชาวต่างชาติ 92% และกรุงเทพ มีสัดส่วนรายได้จากชาวต่างชาติ สูงถึง 69%
ขณะที่จังหวัดเมืองรองเกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาเพียงรายได้จากคนไทย ซึ่งมีมูลค่าต่อหัวตํ่ากว่า
2. ความเหลื่อมลํ้าด้านการท่องเที่ยวจากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) พบความผิดปกติที่สำคัญ คือ ความเหลื่อมลํ้าด้านจำนวนนักท่องเที่ยว (Visitor Gini) อยู่ที่ระดับ 0.55 (ปานกลาง)ความเหลื่อมลํ้าด้านรายได้ (Revenue Gini) พุ่งสูงถึงระดับ 0.82 (สูงมาก)
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้ล้มเหลวในการกระจาย “คน” แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการกระจาย “รายได้” แม้มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเมืองรองพอสมควร แต่คนไปเที่ยวแล้ว “ไม่ใช้จ่าย” หรือ “ใช้จ่ายน้อยมาก” สาเหตุอาจเกิดจากกิจกรรมท่องเที่ยวในเมืองรองเป็นแบบ “แวะผ่าน” หรือ “ไปเช้าเย็นกลับ” ทำให้เม็ดเงินไม่ตกในพื้นที่จริง
เมื่อสร้างโมเดลทางเศรษฐมิติ เพื่อหาว่านักท่องเที่ยว 1 คน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ (Marginal Revenue Product) พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ มีค่าสัมประสิทธิ์ประมาณ 0.04 หมายถึง 1 คน สร้างรายได้ ประมาณ 40,000 บาท ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทย มีค่าสัมประสิทธิ์เข้าใกล้ 0.00
ทำให้เห็นได้ชัดว่า “ตัวแปรเดียว ที่กำหนดความรวยของจังหวัด คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ” การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเข้าไปในจังหวัดหนึ่ง ๆ แทบไม่ส่งผลต่อการขยับฐานะทางเศรษฐกิจของจังหวัดนั้นเลย
สรุปการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่าปัญหาความเหลื่อมลํ้าไม่ได้อยู่ที่ “จำนวนคน” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คุณภาพของการใช้จ่าย” (Yield) และ “โครงสร้างรายได้” ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โดย Yield Analysis (รายได้เฉลี่ยต่อหัว) จากการคำนวณรายได้เทียบกับจำนวนผู้เยี่ยมเยือน พบความแตกต่างที่น่าตกใจ พบว่า กลุ่ม High Yield (สร้างมูลค่าสูง)
จังหวัดอันดับต้นๆ สามารถดึงดูดเงินจากนักท่องเที่ยวได้มหาศาล ต่อหัว เช่น ภูเก็ต นักท่องเที่ยว 1 คน สร้างรายได้เฉลี่ยสูงถึง 38,651 บาท กระบี่ ประมาณ 16,451 บาท กรุงเทพฯ ประมาณ 15,801 บาท กลุ่ม Low Yield (สร้างมูลค่าน้อย) จังหวัดท้ายตารางมีรายได้ต่อหัวตํ่ามาก เช่น หนองบัวลำภู นักท่องเที่ยว 1 คน สร้างรายได้เพียง 1,246 บาท อำนาจเจริญ ประมาณ 1,577 บาท
หากดูความเหลื่อมลํ้ารายภูมิภาค จากส่วนแบ่งการตลาด จะพบว่า ภาคใต้ ครองส่วนแบ่งสูงสุด 33.6% นำโดยภูเก็ตและเกาะต่าง ๆ กรุงเทพฯ จังหวัดเดียว ครองส่วนแบ่งสูงถึง 31.4% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ครองส่วนแบ่งเพียง 4.1% เท่านั้น
สะท้อนปัญหาพื้นที่ที่ มีประชากรมากที่สุด (อีสาน) กลับได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวน้อยที่สุด ซึ่งตอกยํ้าปัญหาความเหลื่อมลํ้าทางรายได้ทางการท่องเที่ยวในระดับมหภาค
ถอดโมเดลกระจายนักท่องเที่ยวของ 3 ประเทศ
ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาให้การท่องเที่ยวไทยกระจายตัวได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สามารถดูตัวอย่าง ความสำเร็จจาก 3 ประเทศ ได้แก่
“โมเดลการกระจายนักท่องเที่ยวของญี่ปุ่น” (Regional Revitalization) ญี่ปุ่น ใช้แคมเปญ “Free Domestic Flights” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางต่อไปยังเมืองรอง เช่น แคมเปญของ JAL ปี 2024 เพื่อแก้ปัญหา Overtourism ในโตเกียวและโอซาก้า
ผลลัพธ์ คือ นักท่องเที่ยวเริ่มไหล เข้าสู่ภูมิภาค เช่น Setouchi หรือเกาะคิวชูมากขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง
โมเดล “Albergo Diffuso” จากอิตาลี (Widespread Hotel) อิตาลีเปลี่ยนหมู่บ้านเก่าที่กำลังร้างให้เป็น “โรงแรมแนวราบ” โดยใช้บ้านของชาวบ้านเป็นห้องพัก และมีศูนย์กลางหมู่บ้านเป็นล็อบบี้/ร้านอาหาร
ผลลัพธ์ คือ ไม่ต้องสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ใช้ทรัพยากรเดิมสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่และรักษาวัฒนธรรมไว้ได้
โมเดล “การเชื่อมต่อด้วยระบบราง” ของฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสส่งเสริมการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง (TGV) แทนเที่ยวบินระยะสั้น และมีกฎหมาย จำกัดการเช่าพักระยะสั้นในเมืองใหญ่เพื่อปกป้องที่อยู่อาศัยคนท้องถิ่น
ผลลัพธ์ คือ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทาง ไปยังแคว้นต่าง ๆ เช่น Loire Valley หรือ Provence ได้อย่างรวดเร็วและสะดวก กระจายรายได้ไปสู่ภูมิภาคได้อย่างทั่วถึง
แนะ 4 ประเด็นแก้ปัญหาในไทย
สำหรับแนวทางแก้ไขสำหรับประเทศไทย ควรจะเน้นดำเนินการใน 4 เรื่อง ได้แก่
1.Connectivity & Inter-modal Transport เร่งเชื่อมต่อระบบรางและรถโดยสารสาธารณะระหว่างเมืองหลักไปสู่เมืองรอง ให้สะดวกและมีราคาที่เข้าถึงได้ เหมือนโมเดลฝรั่งเศส
2.การออกมาตรการภาษีหรือ Cash-back สำหรับนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนในจังหวัด 10 อันดับสุดท้าย เช่น อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู เพื่อสร้างแรงจูงใจในการกระจายตัว
3.Community-Based Premium (CBT) นำโมเดล Albergo Diffuso ของอิตาลีมาใช้ในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน โดยยกระดับบ้านพักชุมชนให้มีมาตรฐานสากล (Value-added) แทนการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว
4. Decentralized Digital Platform สนับสนุนแพลตฟอร์มจองที่พัก/กิจกรรมของคนไทยเอง เช่น TAGTHAi (ทักทาย) ซึ่งแอปพลิเคชันท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการของไทย ที่เก็บค่าธรรมเนียม (GP) ตํ่ากว่า Global OTAs เพื่อให้รายได้ตกอยู่ที่ผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
หากไทยยังไม่เร่งกระจายรายได้การท่องเที่ยว ความเหลื่อมลํ้าจะยิ่งถ่างกว้างขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางสังคมที่ยากจะเยียวยา การเดินตามรอย “ญี่ปุ่น” ในการใช้เทคโนโลยีและสิทธิประโยชน์เพื่อกระจายนักท่องเที่ยว น่าจะเป็นทางออกที่เห็นผลเร็วที่สุดสำหรับบริบทการท่องเที่ยวไทย

