thansettakij
thansettakij
ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย 10 ปีมรสุมขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ สู่ ปรากฏการณ์ พื้นที่ปลอดภัย

ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย 10 ปีมรสุมขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ สู่ ปรากฏการณ์ พื้นที่ปลอดภัย

05 มี.ค. 2569 | 08:57 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มี.ค. 2569 | 10:33 น.

อดีตผู้ว่าททท.ถอดรหัสอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในรอบทศวรรษ สู่ปรากฏการณ์ "พื้นที่ปลอดภัย" Safe Haven

วันนี้ (วันที่ 5 มีนาคม 2569) นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า การท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย มีบทบาท ในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างงาน และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

โดยในช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2562 ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 39.8 ล้านคน สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศสูงถึง 1.91 ล้านล้านบาท หรือเทียบเท่ากับ 18 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

การท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งจ้างงานหลักที่หล่อเลี้ยงประชากรหลายล้านคน อย่างไรก็ดี ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (ปี 2559-2569) ภูมิทัศน์การเมืองและการจัดระเบียบโลกได้เผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธ สงครามตัวแทนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก เช่น สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ความขัดแย้งอันยืดเยื้อในตะวันออกกลางซึ่งครอบคลุมทั้งอิสราเอลปาเลสไตน์ และอิหร่าน ตลอดจนสงครามกลางเมืองในภูมิภาคใกล้เคียงอย่างเมียนมา และความตึงเครียดในภูมิภาคแอฟริกาและคาบสมุทรอาหรับ

ข้อมูลเชิงสถิติและการวิเคราะห์มหภาคในระดับสากลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สันติภาพระดับโลกมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความผันผวนของการเคลื่อนย้ายประชากรข้ามพรมแดน การท่องเที่ยวซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมีความอ่อนไหวสูงต่อประเด็นด้านความปลอดภัยและความมั่นคง มักจะเป็นภาคส่วนแรกที่ได้รับผลกระทบเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางอาวุธอาจจะสร้างผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการปรับโครงสร้างอุปสงค์การเดินทาง (Demand Restructuring) อย่างมีนัยสำคัญ ความขัดแย้งได้เปลี่ยนพฤติกรรมและแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวจากบางกลุ่มประเทศ จากเดิมที่เป็นการเดินทางเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ให้กลายเป็นการเดินทางเพื่อแสวงหา พื้นที่ปลอดภัย(Safe Haven) การรักษาพยาบาลจากสภาวะสงคราม การลงทุนเพื่อย้ายถิ่นฐานแบบกึ่งถาวร หรือแม้แต่การหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์ทหาร

บทวิเคราะห์นี้เน้นการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงซ้อนและผลกระทบต่อเนื่องของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีต่อมการท่องเที่ยวไทยในรอบทศวรรษ (พ.ศ. 2559-2569) ครอบคลุมตั้งแต่มิติของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานการบินระดับโลก การปรับเปลี่ยนรูปแบบตลาดนักท่องเที่ยวและพฤติกรรมการใช้จ่าย

ผลกระทบทางอ้อมต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ความท้าทายด้านความมั่นคง นโยบายการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ตลอดจนการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยท่ามกลางสมรภูมิการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบห่วงโซ่อุปทานการบินและต้นทุนการเดินทาง

ผลกระทบทางตรงที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรมที่สุดประการหนึ่งจากสงครามระหว่างประเทศ คือ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานการบินระดับโลก (Aviation Supply Chain Disruption) ซึ่งเป็นกลไกหลักในการนำส่งนักท่องเที่ยวมายังประเทศไทย ความขัดแย้งได้สร้างข้อจำกัดเชิงกายภาพและข้อจำกัดเชิงนโยบายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร (Seat Capacity) โครงสร้างต้นทุนของสายการบิน และราคาบัตรโดยสารเครื่องบิน

วิกฤตการณ์ปิดน่านฟ้าและผลกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงอากาศยาน

การเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบของรัสเซียในยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ได้นำไปสู่มาตรการควํ่าบาตรทางเศรษฐกิจและการปิดน่านฟ้าตอบโต้กันระหว่างรัสเซียและกลุ่มประเทศตะวันตกปรากฏการณ์นี้บังคับให้สายการบินพาณิชย์และสายการบินขนส่งสินค้าที่เดินทางระหว่างทวีปยุโรป อเมริกาเหนือและเอเชียตะวันออก ต้องยกเลิกการใช้เส้นทางบินที่สั้นที่สุดซึ่งพาดผ่านน่านฟ้าของรัสเซีย สายการบินจำนวนมากต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินโดยอ้อมไปทางตอนใต้ของรัสเซียหรือบินข้ามขั้วโลกเหนือ ซึ่งการเบี่ยงเส้นทางบินดังกล่าวทำให้ระยะเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่งผลให้เครื่องบินพาณิชย์ในเส้นทางที่ได้รับผลกระทบต้องเผาผลาญเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 13 % เมื่อเปรียบเทียบกับเส้นทางบินเดิมก่อนเกิดสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเที่ยวบินระหว่างทวีปยุโรปและเอเชียซึ่งเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวไทย ต้องเผชิญกับอัตราการใช้เชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นถึง 14.8 % ในขณะที่เที่ยวบินระหว่างอเมริกาเหนือและเอเชียมีอัตราการใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 9.8 %

นอกเหนือจากความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกแล้ว ข้อจำกัดการใช้น่านฟ้าเหนือประเทศลิเบีย ซีเรีย และเยเมน จากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2560 ยังคงส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินพาณิชย์ระหว่าง 60 ถึง 100 เที่ยวบินต่อวัน ทำให้ต้องใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีกเฉลี่ย 2.7 %

นอกจากต้นทุนด้านปริมาณการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้นแล้ว สงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคานํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 ราคานํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยานทะยานขึ้นไปแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 121% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 10 ต้นทุนเชื้อเพลิงซึ่งโดยปกติแล้วคิดเป็นสัดส่วนประมาณ25% ของต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมดของสายการบิน

กลายเป็นภาระหนักสำหรับผู้ประกอบการ สายการบินที่ไม่มีการทำสัญญาประกันความเสี่ยงราคานํ้ามัน (Unhedged Fuel Demand) ต้องเผชิญกับภาวะกำไรหดตัว และถูกบีบบังคับให้ต้องส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ไปยังผู้บริโภคในรูปแบบของราคาตั๋วโดยสารและค่าธรรมเนียมนํ้ามัน (Fuel Surcharge) ที่แพงขึ้น

ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับกลางและกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคา (Price-sensitive Travelers) ทำให้แนวโน้มการท่องเที่ยว ระยะไกล (Long-haul Travel) มายังประเทศไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็นในช่วงปี 2565-2566

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2567 จนถึงต้นปี 2568 ทิศทางราคานํ้ามันในตลาดโลกเริ่มมีการปรับตัวลดลงและมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยราคานํ้ามันดิบเบรนท์เฉลี่ยลดลงมาอยู่ในกรอบ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กอปรกับส่วนต่างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel Crack Spread) ที่แคบลงจนต่ำกว่าระดับ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การลดลงของต้นทุนพลังงานนี้ได้กลายเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยบรรเทาภาระของสายการบิน และเปิดโอกาสให้มีการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้การท่องเที่ยวไทยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากยุโรปให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกับความปั่นป่วนของตารางบินระดับภูมิภาค

ในขณะที่สงครามในยุโรปตะวันออกส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนระยะยาว ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับสร้างผลกระทบในลักษณะของความปั่นป่วนเฉียบพลันต่อตารางการบินระดับภูมิภาค การลุกลามของสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ตลอดจนการปะทะกันทางทหารโดยตรงระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการปิดน่านฟ้าฉุกเฉินเป็นระยะในหลายประเทศของตะวันออกกลาง

สายการบินหลักที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมต่อภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และประเทศไทย เช่น Emirates, Etihad, Qatar Airways,Turkish Airlines, Flydubai และ Oman Air ต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการเส้นทางบินเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนคือการที่สายการบิน Mahan Air ของอิหร่าน จำเป็นต้องระงับเที่ยวบินตรงสู่กรุงเทพมหานครและจังหวัดภูเก็ตเป็นการชั่วคราวในช่วงที่มีการปิดน่านฟ้าอิหร่าน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากตลาดอิหร่านหายไปจากระบบของไทยโดยทันที

ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า การปิดน่านฟ้า และการปรับตารางบินในช่วงที่มีความขัดแย้งสูงสุด อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวจาก 5 ประเทศหลักในภูมิภาค ได้แก่ อิหร่าน อิรัก จอร์แดน เลบานอน และซีเรีย หดตัวลง 30-50 % หรือหายไปประมาณ 3,500 ถึง 5,000 คน ภายในเดือนเดียว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล Eid al-Adha ซึ่งถือเป็นฤดูท่องเที่ยวสำคัญของตลาดตะวันออกกลาง

นอกจากสายการบินต่างชาติแล้ว บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมเช่นกัน แม้การบินไทยจะไม่มีเส้นทางบินที่พาดผ่านน่านฟ้าของอิสราเอลหรืออิหร่านในปัจจุบัน แต่ความขัดแย้งทางยุทธศาสตร์ในเอเชียใต้ระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถานที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ ได้บีบให้การบินไทยต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินสู่ทวีปยุโรปเพื่อหลีกเลี่ยงน่านฟ้าดังกล่าว เป็นการเพิ่มระยะเวลาทำการบินอีกประมาณ 20 นาทีต่อเที่ยวบิน สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบการขนส่งทางอากาศที่พึ่งพาเสถียรภาพของภูมิรัฐศาสตร์โลก

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุปสงค์: ปรากฏการณ์ "Safe Haven" และ "Refugee Tourism"

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์และวัตถุประสงค์ของการเดินทางระหว่างประเทศประเทศไทยในฐานะรัฐเอกราชที่มีนโยบายต่างประเทศแบบสร้างสมดลุ (Balanced Foreign Policy) ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในความขัดแย้งทางการทหาร มีความสงบสุขภายในประเทศ และมีนโยบายการตรวจลงตรา (Visa Policy) ที่เปิดกว้าง ได้รับการยอมรับจากประชากรในพื้นที่ขัดแย้งให้เป็น "พื้นที่ปลอดภัย" (Safe Haven)

ปรากฏการณ์นี้นำมาซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เดินทางเข้าประเทศด้วยแรงจูงใจในการหลีกหนีสภาวะสงคราม การแสวงหาที่พักพิงชั่วคราว การฟื้นฟูสภาพจิตใจ หรือแม้กระทั่งการย้ายถิ่นฐานและการลงทุน ซึ่งสร้างพลวัตใหม่ ให้กับการท่องเที่ยวไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง

กรณีศึกษารัสเซีย-ยูเครน: การขยายตัวของชุมชนต่างชาติและผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์

นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักสำหรับพลเมืองรัสเซียที่ต้องการหลีกหนีผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการควํ่าบาตรของชาติตะวันตก ที่สำคัญคือการหลีกหนีจากการระดมพลเพื่อเกณฑ์ทหาร ปรากฏการณ์นี้เห็นได้อย่างชัดเจนจากตัวเลขสถิตินักท่องเที่ยวรัสเซียที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในปี พ.ศ. 2566 มีชาวรัสเซียเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 1.4 ล้านคน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 1.74 ล้านคนในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 15 % ของตลาดนักท่องเที่ยวขาออกของรัสเซียทั้งหมด

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรัสเซีย จากเดิมที่มักจะเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เดินทางมาท่องเที่ยวระยะสั้นแบบประหยัด ได้เปลี่ยนบริบทมาสู่กลุ่มครอบครัวและกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการพำนักระยะยาว (Long-stay) นโยบายของรัฐบาลไทยที่ขยายระยะเวลาของวีซ่านักท่องเที่ยวสำหรับชาวรัสเซียจาก 30 วันเป็น 90 วันเมื่อปลายปี 2566

ถือเป็นปัจจัยเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่เอื้อให้เกิดการพำนักแบบกึ่งถาวร การหลั่งไหลของประชากรรัสเซียจำนวนมหาศาลนี้ได้สร้างผลกระทบทางอ้อม (Spillover Effects) อย่างรุนแรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและเมืองพัทยา

ชาวรัสเซียได้กลายเป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดบนเกาะภูเก็ต โดยมีสัดส่วนการซื้อคอนโดมิเนียมสูงถึง 40-60 % ของโควตาชาวต่างชาติทั้งหมด จุดเด่นของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตและพัทยาคือการเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการทำธุรกรรมเงินสด (Cash-based Market) ซึ่งแตกต่างจากตลาดในยุโรป อย่างเช่น เกาะมายอร์กา (Mallorca) ที่พึ่งพาสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก การใช้เงินสดซื้ออสังหาริมทรัพย์ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ในระดับหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันได้ดันราคาขายอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตให้ปรับตัวสูงขึ้น 10-20 % และผลักดันให้ค่าเช่าคอนโดมิเนียมระดับหรูพุ่งสูงขึ้นถึง 300 %

แม้การลงทุนเหล่านี้จะสร้างเม็ดเงินมหาศาล แต่ก็นำมาซึ่งความกังวลและปฏิกิริยาต่อต้านจากคนในท้องถิ่น การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพและค่าเช่าที่อยู่อาศัยส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานท้องถิ่น นอกจากนี้ การเติบโตของธุรกิจบริการ ร้านอาหาร และบริการขนส่งที่ดำเนินงานโดยชาวรัสเซียเพื่อรองรับลูกค้าชาวรัสเซียด้วยกันเอง ยังสร้างความกังวลเกี่ยวกับการแย่งอาชีพและการสูญเสียรายได้ของคนไทยในพื้นที่ในมิติของระบบการเงิน

การควํ่าบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียโดยชาติตะวันตกทำให้เกิดความขัดข้องในระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน เมื่อเครือข่ายบัตรเครดิตระดับโลกอย่าง Visa และ Mastercard หยุดให้บริการในรัสเซีย นักท่องเที่ยวและผู้พำนักระยะยาวชาวรัสเซียในไทยต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำธุรกรรม

ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น ความเป็นไปได้ในการรองรับระบบบัตร Mir ของรัสเซีย หรือการหันไปพึ่งพาเครือข่ายบัตร UnionPay ของจีนเป็นหลักในการทำธุรกรรมตามเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ความซับซ้อนนี้บีบให้นักท่องเที่ยวรัสเซียต้องวางแผนล่วงหน้ามากขึ้น ต้องพึ่งพาเงินสด หรือทำธุรกรรมผ่านบริษัทนำเที่ยวที่เป็นตัวกลาง นับเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานที่เกิดจากผลกระทบของสงครามโดยตรง

ความขัดแย้งตะวันออกกลาง (อิสราเอล-ปาเลสไตน์-ฮามาส): ความอ่อนไหวและมิติความมั่นคงระดับชาติ

ตลาดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีความซับซ้อนและเปราะบางอย่างมากต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง ในกรณีของอิสราเอล ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ และเป็นที่นิยมที่สุดในภูมิภาคเอเชียสำหรับชาวอิสราเอล โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก คือ การที่ชาวอิสราเอลได้รับสิทธิยกเว้นวีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศไทย สถิตินักท่องเที่ยวอิสราเอลมีความผันผวนอย่างรุนแรงตามจังหวะของความขัดแย้งในภูมิภาค

ตัวอย่างเช่น ในเดือนกันยายน 2568 มีชาวอิสราเอลเดินทางเข้าไทยสูงถึง 45,182 คน แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับดิ่งลงเหลือเพียง 28,773 คนในเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดของสงครามและข่าวลบเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอิสราเอลบางกลุ่มในไทย นอกจากนี้ ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 ตัวเลขนักท่องเที่ยวอิสราเอลก็เคยหดตัวอย่างฉับพลันจากเหตุการณ์ที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีอิสราเอล ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาเมื่อสถานการณ์บรรเทาลง

ประเด็นที่ลึกซึ้งและน่ากังวลกว่าความผันผวนของตัวเลขสถิติ ก็คือ โครงสร้างทางประชากรของนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่เปลี่ยนไป ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า มีกลุ่มเยาวชนอิสราเอลที่เพิ่งปลดประจำการจากการเกณฑ์ทหาร และกลุ่มทหารกองหนุนที่เพิ่งผ่านประสบการณ์จากสมรภูมิรบในฉนวนกาซา เลือกเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อ "พักฟื้นและสันทนาการ" (Rest and Recreation) จุดประสงค์หลัก คือ การบรรเทาและรักษาภาวะบาดแผลทางจิตใจ (Post-Traumatic Stress Disorder - PTSD) จากสงคราม ทั้งนี้ ปรากฏการณ์การหลั่งไหลของทหารกองหนุนและครอบครัวชาวอิสราเอลนี้ นำมาซึ่งความท้าทายในหลายมิติ กล่าวคือ

(1) การก่อตัวของชุมชนปิดและการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ท้องถิ่น การรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นของชาวอิสราเอลในพื้นที่เฉพาะเจาะจง เช่น อำเภอปาย และเกาะพะงัน ได้นำไปสู่การสร้างชุมชนกึ่งถาวร มีการตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กชาวอิสราเอล (Forest School) รวมถึงการก่อสร้างกำแพงระบบรักษาความปลอดภัยล้อมรอบศูนย์กลางศาสนา (Chabad house) ซึ่งมีอยู่ 7 แห่งทั่วประเทศไทยปรากฏการณ์เหล่านี้ สร้างความรู้สึกแปลกแยกและนำไปสู่ความตึงเครียดกับคนในท้องถิ่นที่มองว่าอัตลักษณ์ของเมืองที่เงียบสงบกำลังถูกเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร

(2) ประเด็นด้านความมั่นคงและภาพลักษณ์ระดับสากล การที่รายงานขององค์การสหประชาชาติระบุถึงปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านและถูกตั้งคำถามจากบางกลุ่มในสังคมไทยและภาคประชาสังคมระหว่างประเทศว่า การเปิดให้ชาวอิสราเอลเดินทางเข้าประเทศโดยเสรี อาจถูกตีความได้ว่าประเทศไทยกำลังให้พื้นที่พักพิงและบริการด้านสุขภาพแก่กลุ่มบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในสงคราม ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

(3) ปัญหาหลักต่างตอบแทนทางการทูต (Lack of Reciprocity) ขณะที่ชาวอิสราเอลสามารถเข้าไทยได้ โดยไม่ต้องใช้วีซ่า แต่พลเมืองไทยกลับไม่ได้รับสิทธิดังกล่าวในการเดินทางเข้าอิสราเอล ในทางตรงกันข้าม ชาวไทยต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและซักถามอย่างเข้มงวดทั้งในขั้นตอนการขอวีซ่า และเมื่อเดินทางถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวไทยมุสลิม นอกจากนี้ การที่ไทยให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ แต่ชาวไทยที่ต้องการเดินทางไปปาเลสไตน์กลับต้องขออนุมัติจากทางการอิสราเอล ยิ่งตอกยํ้าถึงความไม่สมดุลของความสัมพันธ์ทางนโยบาย

(4) ผลกระทบต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรมอื่นและสังคม ความขัดแย้งนี้ได้ลุกลามเข้าสู่วงการธุรกิจและการจัดงานระดับนานาชาติในไทย มีรายงานการประท้วงและการขู่ควํ่าบาตร (Boycott) ในงานจัดประชุมนิทรรศการ (MICE) หากมีตัวแทนหรือบริษัทจากอิสราเอลเข้าร่วม นอกจากนี้ ในเวทีประกวดนางงามระดับโลกอย่าง Miss Universe ที่จัดขึ้นในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ก็เกิดเหตุการณ์วิวาทะทางโซเชียลมีเดียระหว่างผู้เข้าประกวดจากอิสราเอลและปาเลสไตน์ ซึ่งดึงให้ไทยเข้าไปอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งทางอารมณ์ของประชาคมโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์การสู้รบในเมียนมาและการหลั่งไหลของทุนชนชั้นนำ

ในระดับภูมิภาคเพื่อนบ้าน สถานการณ์การสู้รบในประเทศเมียนมาที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2564 ได้สร้างผลกระทบแบบสองขั้วต่อประเทศไทย ความขัดแย้งทำให้มีผู้พลัดถิ่น ภายในประเทศกว่า 3 ล้านคน และนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีผู้อพยพพักพิงอยู่กว่า 100,000 คน

สถานการณ์เลวร้ายลงเมื่อการตัดงบประมาณความช่วยเหลือจากหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น การตัดเงินสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและปัญหาการยุติบทบาทของ TBC (The Border Consortium) และ IRC (International Rescue Committee) ในปี พ.ศ. 2568 ทำให้ภาระในการบริหารจัดการตกอยู่กับรัฐบาลไทย

ในขณะที่สถานการณ์การสู้รบในประเทศได้ทำลายระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานในเมียนมา บีบให้กลุ่มชนชั้นนำ ผู้บริหาร และเศรษฐีชาวเมียนมาต้องเคลื่อนย้ายทุนและครอบครัวเข้ามาในไทยโดยอาศัยช่องทางการเดินทางทางอากาศ เข้ามารับบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทย ซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาแพงในกรุงเทพฯ ส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าในขณะที่การท่องเที่ยวชายแดนหยุดชะงัก แต่อุตสาหกรรมการบริการระดับบนและ Medical Tourism ของไทยกลับได้รับการหล่อเลี้ยงจากวิกฤตของประเทศเพื่อนบ้าน

พลวัตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการพำนักระยะยาว (Medical Tourism & Long-Term Stay)

ความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ การทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขในพื้นที่สงคราม และความกังวลด้านสวัสดิภาพ ล้วนเป็นปัจจัยเร่งปฏิกิริยาให้เกิดความต้องการบริการด้านสุขภาพที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานระดับโลก

การที่ประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน จึงได้รับอานิสงส์อย่างเต็มที่ในการรองรับอุปสงค์ที่หลั่งไหลเข้ามาการที่ระบบสาธารณสุขในประเทศที่ประสบภัยสงคราม เช่น ซีเรีย เยเมน หรือแม้แต่ผลกระทบทางอ้อมในภูมิภาคใกล้เคียง ไม่สามารถให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทำให้ประชากรกลุ่มที่มีกำลังซื้อในประเทศเหล่านั้นต้องแสวงหาการรักษาในต่างประเทศ ไทยมีข้อได้เปรียบที่โดดเด่นทั้งในด้านคุณภาพระดับโลก โดยมีโรงพยาบาลเอกชนถึง 62 แห่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล JCI (Joint Commission International)ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการให้มีลักษณะผสมผสานระหว่างสถานพยาบาลและโรงแรมระดับห้าดาว มีการจัดเตรียมล่ามแปล

รวมถึงการออกแบบบริการด้านอาหารและสถานที่ประกอบศาสนกิจที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง และมีโครงสร้างราคาที่สามารถแข่งขันได้ดีเยี่ยมเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งหลักอย่างสิงคโปร์ โดยไทยสามารถดึงดูดผู้ป่วยและนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชาวต่างชาติได้มากกว่า 1.4 ล้านคนต่อปี นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลาง จีน และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เป็น กลุ่มลูกค้าหลักที่เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลตั้งแต่การผ่าตัดที่ซับซ้อน ทันตกรรม ไปจนถึงโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพและการพักฟื้น(Wellness)

นโยบายวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa) ขีดจำกัดและผลสัมฤทธิ์

เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มผู้มีฐานะ (Wealthy Global Citizens) กลุ่มทำงานทางไกล (Remote Workers หรือ Digital Nomads) และกลุ่มผู้เกษียณอายุ ที่ต้องการหาที่พำนักที่ปลอดภัยและมีค่าครองชีพที่สมเหตุสมผล รัฐบาลไทยได้ริเริ่มและเปิดตัวโครงการวีซ่าพำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa: LTR) อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 โดยตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงให้เข้ามาพำนักในประเทศจำนวน 1 ล้านคนภายในกรอบเวลา 5 ปี

จากสถิติของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่า ภายในระยะเวลา 3 ปีแรกของการดำเนินโครงการ โครงการ LTR Visa สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวมได้มากกว่า 23,000 ล้านบาท มูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวสามารถจำแนกออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ การใช้จ่ายโดยตรงเพื่อการอุปโภคบริโภค13,200 ล้านบาท การลงทุนโดยตรงจากกลุ่มผู้มั่งคั่ง 8,100 ล้านบาท

ภาษีเงินได้ที่จัดเก็บได้ 800 ล้านบาท และรายได้จากค่าธรรมเนียมวีซ่า 351 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในแง่ของจำนวน จะพบว่ามีผู้ได้รับการอนุมัติวีซ่าประเภทนี้เพียง 6,000-7,000 รายเท่านั้น ซึ่งตํ่ากว่าเป้าหมายระดับ 1 ล้านคนที่วางไว้อย่างมาก

ความท้าทายที่ทำให้ตัวเลขผู้เข้าร่วมโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย มาจากเกณฑ์การพิจารณาที่ถูกออกแบบไว้ค่อนข้างเข้มงวด โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านรายได้และเงื่อนไขของบริษัทนายจ้างในต่างประเทศ ซึ่งต้องมีรายได้ขั้นตํ่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มทำงานทางไกลจากบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กขาดโอกาสในการเข้าร่วม นอกจากนี้ LTR Visa ยังเผชิญกับการแข่งขันแย่งชิงฐานลูกค้าจากโครงการวีซ่าอื่น ๆ ของทางการไทยเอง เช่น Thailand Privileges และ Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า

การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: ความเปราะบางและความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีอาเซียน

ในขณะที่ประเทศไทยพยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด-19 ควบคู่ไปกับการรับมือกับความท้าทายจากสงครามระหว่างประเทศ ภูมิทัศน์การแข่งขันในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามในการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศเวียดนามและมาเลเซีย ที่แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การปรับตัวที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง

การวิเคราะห์พลวัตการแข่งขันสะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามและมาเลเซียมีความยืดหยุ่น (Resilience) และสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกได้ดีกว่า ปรากฏการณ์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนผ่านนี้เริ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2568 เมื่อเวียดนามสามารถก้าวขึ้นมาแซงหน้า ประเทศไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยเวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนถึง 1.6 ล้านคน ในขณะที่ประเทศไทยทำได้เพียง 1.3 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการหดตัวลง 24 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในปี พ.ศ. 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามยังมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของไทยเท่านั้น

ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประเทศคู่แข่งในอาเซียนเติบโตอย่างก้าวกระโดดและท้าทายสถานะผู้นำของไทย ได้แก่

(1) วิกฤตความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ประเทศไทยต้องเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักจากข่าวลือเชิงลบและเหตุการณ์อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ เช่น กรณีการลักพาตัวนักแสดงชาวจีน Xing Xing ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 และเหตุกราดยิงในศูนย์การค้า ข่าวสารเหล่านี้ถูกขยายผลอย่างรวดเร็วผ่านเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ทำลายภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยและความเป็นมิตรของไทยอย่างรุนแรง ในขณะที่คู่แข่งอย่างสิงคโปร์และเวียดนามยังคงรักษาภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงไว้ได้ดีกว่า

(2) ความคล่องตัวเชิงนโยบายและการทูตเชิงท่องเที่ยว (Agility and Tourism Diplomacy) เวียดนาม และมาเลเซียได้ประยุกต์ใช้นโยบายยกเว้นวีซ่า (Visa Waiver) อย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินเชิงรุก การทำการทูตระดับภูมิภาค และการกระจายความเสี่ยงของตลาดต้นทาง แทนที่จะพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป นอกจากนี้ เวียดนามยังนำนวัตกรรมทาง ดิจิทัล เช่น ระบบ Smart Travel Card มาใช้อำนวยความสะดวกแก่นักเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

(3) โครงสร้างต้นทุนและประสบการณ์ใหม่ ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ และปัญหาค่าครองชีพสูงอันเป็นผลพวงจากสงคราม นักท่องเที่ยวในตลาดหลักมีความอ่อนไหวต่อราคาและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า (Value for Money) การที่เวียดนามพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ในราคาที่สามารถแข่งขันได้ ทำให้ผู้บริโภคเกิดทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าและพร้อมจะเบี่ยงเบนเส้นทางจากประเทศไทย

(4) ผลกระทบจากความขัดแย้งตามแนวชายแดน ความตึงเครียดทางการเมืองตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณนักท่องเที่ยวและการลงทุนข้ามพรมแดน ความขัดแย้งทางการเมืองกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดบรรยากาศความไม่มั่นคงระดับภูมิภาค ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปลดลง

นอกจากนี้ ความตึงเครียดยังส่งผลทำให้บางกลุ่มธุรกิจต้องย้ายฐานโลจิสติกส์การขนส่งสินค้าผ่านเวียดนามแทนเพื่อเข้าไปดำเนินธุรกิจร้านอาหารในกัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศบั่นทอนศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยในทุกมิติ

ยุทธศักดิ์ สุภสร

เมื่อเปรียบเทียบในมิติของการกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติ จะพบว่ากลยุทธ์ของไทยพยายามก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคา มุ่งสู่การดึงดูด "นักท่องเที่ยวคุณภาพ" (High-value tourism) ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และการนำเสนอประสบการณ์หรูหราเฉพาะกลุ่ม ในขณะที่กลยุทธ์ของเวียดนามมุ่งเน้นการฟื้นฟูด้านปริมาณ (Volume and Speed) อย่างรวดเร็ว

โดยอาศัยฐานตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศที่แข็งแกร่งกว่า 110 ล้านคนเป็นฟูกรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ของไทยนี้ แม้จะเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ในระยะสั้น การทิ้งตลาดมวลชน (Mass Market) ได้เปิดช่องว่างให้ประเทศคู่แข่งแย่งชิงปริมาณตัวเลขรวมไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) และยุทธศาสตร์ของไทยในฐานะ "พื้นที่เป็นกลางทางธุรกิจ"

ท่ามกลางกระแสการแบ่งขั้วของระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก (Geoeconomic Fragmentation)สงครามการค้าและการกีดกันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจ อุตสาหกรรมการจัดประชุม นิทรรศการ และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (MICE) ของประเทศไทย กลับสามารถค้นพบโอกาสในการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญและเป็นรูปธรรม การที่ประเทศไทยดำรงจุดยืนนโยบายต่างประเทศที่เป็นกลาง (Neutral Position) ไม่เข้าร่วมเป็นคู่ขัดแย้งทางการทหารและการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

ทำให้ไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็น "พื้นที่ปลอดภัยและเป็นกลาง" (Neutral Hub) สำหรับการจัดเวทีเจรจาธุรกิจระดับโลก การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการประชุมเชิงนโยบาย

แผนแม่บทอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE Masterplan 2026–2027) ที่ถูกร่างและผลักดันร่วมกันโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และสมาคมการแสดงสินค้าไทย (TEA) เป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางนิทรรศการชั้นนำของเอเชีย โดยวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนบน 3 เสาหลัก ได้แก่ (1) นวัตกรรมดิจิทัล (2) ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และ (3) การสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก

ภาคอุตสาหกรรมไมซ์ของไทยแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติทั้งแบบ B2B และ B2C จำนวน 199 งาน และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 214 งานในปี 2568 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้จัดงานทั่วโลกที่มีต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดงานของไทย

ความสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนด้านความมั่นคงและศักยภาพของไทย คือ การได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพการจัดงานระดับโลก (Mega Events) ในปี 2569 ซึ่งรวมถึงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-WBG Annual Meetings 2026) นับเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบหลายทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2534 คาดการณ์ว่าจะสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูงจากทั่วโลกได้กว่า 50,000 คน ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในระบบประเทศสูงกว่า 20,000 ล้านบาท

งานนิทรรศการอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก (Gastech 2026) มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกันยายน 2569คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนด้านพลังงานทั่วโลกถึง 50,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 14,620 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานที่เกิดจากสงครามในยุโรปและตะวันออกกลาง

แม้โลกจะเผชิญกับความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงจากสงคราม แต่ประเทศไทยสามารถรักษาความสมดุลและมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกข้อต่อในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ความเป็นกลางนี้ยังช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียนและอันดับหกของโลกในการดึงดูดการลงทุนด้าน Data Centers

การย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งหนีความเสี่ยงจากพื้นที่ขัดแย้ง ฐานอุตสาหกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อตัวเลขนักเดินทางกลุ่มองค์กร (Corporate Travelers) และอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีอัตราการใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปหลายเท่าตัว

ล่าสุดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน การขยายวงกว้างของการสู้รบ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนเชิงระบบต่อเศรษฐกิจโลก การค้า พลังงาน ตลาดการเงิน รวมถึงการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความอ่อนไหวสูงต่อราคาพลังงานและพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศ ทำให้ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องรับศึกหลายด้านพร้อมกัน

เนื่องจากศูนย์กลางของผลกระทบทางเศรษฐกิจในครั้งนี้อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ทันทีที่การสู้รบขยายตัว กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านได้ออกคำเตือนและเริ่มปฏิบัติการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ ส่งผลให้บริษัทเดินเรือและเจ้าของเรือบรรทุกนํ้ามันตัดสินใจระงับการเดินทางผ่านช่องแคบนี้เพื่อความปลอดภัย การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้เกิดสภาวะ Artificial Supply Shortage ในทันที เนื่องจากนํ้ามันดิบกว่า 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปยังจุดหมายปลายทางได้

ทำให้ "เบี้ยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์" (Geopolitical Risk Premium) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคานํ้ามันดิบ Brent มีโอกาสพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากระดับเดิมที่ประมาณ 67 ดอลลาร์ ความผันผวนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาพลังงาน แต่ยังส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าทั่วโลก เนื่องจากค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้นกว่า 50-140% ผลกระทบของราคานํ้ามันที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อโลกอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่าราคานํ้ามันที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 10% จะฉุดให้อัตราเงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น 0.35% ภายในหนึ่งปี

การท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหม่ การปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลางทำให้สายการบินหลัก เช่น Emirates และ Qatar Airways ต้องระงับเที่ยวบิน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากยุโรป และตะวันออกกลางที่ต้องใช้จุดแวะพักในภูมิภาคดังกล่าว ในขณะที่ สายการบินต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางบินอ้อมผ่านปากีสถานและอัฟกานิสถาน ส่งผลให้เวลาบินยาวนานขึ้น 20-90 นาทีต่อเที่ยวบิน และมีต้นทุนนํ้ามันและประกันภัยที่สูงขึ้น

บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) เป็นปัจจัยเชิงลบที่สร้างความสั่นคลอนและท้าทายการวางแผนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่อง รายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (The Global Risks Report 2024/2026) ยืนยันว่า ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายเป็นความกังวลอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไปเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตการณ์การท่องเที่ยวไทยได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นเชิงพลวัตทางเศรษฐกิจ (Economic Resilience Dynamics) ที่โดดเด่น ประเทศไทยสามารถปรับเปลี่ยนและแปรสภาพวิกฤตความขัดแย้งระดับโลก ให้กลายเป็นโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินจากการเคลื่อนย้ายประชากรที่หนีภัยสงคราม กลุ่มผู้ลี้ภัยทางเศรษฐกิจ และกลุ่มผู้แสวงหาบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงจากประเทศที่ระบบสาธารณสุขล่มสลาย

แต่การพึ่งพาอุปสงค์ที่เกิดจากความตึงเครียดของโลกเป็นสภาวะที่เปราะบางและก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบที่ไม่อาจมองข้าม เช่น ปัญหาเงินเฟ้อระดับท้องถิ่นการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพจากการแทรกแซงของทุนต่างชาติ และความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมระหว่างชุมชนคนท้องถิ่นและชุมชนผู้อพยพ รวมถึงความเสี่ยงในการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการปรับตัวเชิงนโยบายที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง

ดังนั้น เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างภูมิต้านทานต่อบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนซึ่งมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต จึงมีข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ระดับมหภาค ดังต่อไปนี้

1. การบูรณาการการจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงและภาพลักษณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Integrated Security Risk Management) ปัญหาความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยคือช่องโหว่ทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ รัฐบาลควรเร่งลงทุนและบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ควบคู่ไปกับการบริหารความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างชาญฉลาด และรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้การเปิดรับประชากรที่หลบหนีสงคราม เช่น รัสเซีย อิสราเอล อาจกลายเป็นประเด็นที่บั่นทอนจุดยืนความเป็นกลางของประเทศ และไม่ให้ประเทศไทยถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองระดับนานาชาติ

2. ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างพื้นที่และกระจายผลประโยชน์ (Spatial Reconfiguration & Decentralization) จากปรากฏการณ์การกระจุกตัวของเม็ดเงินลงทุนและชุมชนปิด (Enclaves) ของชาวต่างชาติในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและพัทยา ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การกระจายนักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้พำนักระยะยาวไปยัง "เมืองรอง" ที่มีศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมลํ้า และบรรเทาแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อ ราคาสินทรัพย์ และค่าครองชีพที่กระทบต่อสิทธิของประชาชนในเมืองท่องเที่ยวหลัก

3. นวัตกรรมทางการเงินเพื่อลดอุปสรรคทางภูมิรัฐศาสตร์ (Alternative Financial Corridors) เนื่องจากมาตรการควํ่าบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanctions) ระหว่างมหาอำนาจมักถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป ภาคอุตสาหกรรมการเงินและการท่องเที่ยวของไทยควรศึกษาวิจัย และพัฒนาระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่นทางเทคโนโลยี (Alternative Payment Rails)

นอกเหนือจากการพึ่งพาเครือข่ายสถาบันการเงินกระแสหลักของซีกโลกตะวันตกเพียงอย่างเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเดินทางและนักลงทุนจากภูมิภาคที่ถูกจำกัดทางการเงิน โดยยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานความโปร่งใสและหลักเกณฑ์การป้องกันการฟอกเงินระดับสากล

4. การปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมายเพื่อรองรับการย้ายถิ่นฐานทางเศรษฐกิจ (Deregulation for Highvalue Migration) ประเทศไทยต้องเร่งเครื่องในการผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการยกระดับโครงการวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR Visa) อย่างเป็นรูปธรรม โดยการปรับลดอุปสรรคทางกฎระเบียบที่ล้าสมัย (Deregulation) ปรับปรุงเงื่อนไขให้สะท้อนความเป็นจริงของกลุ่มประชากรเป้าหมาย

รวมถึงการต่อยอดวิสัยทัศน์จากการเป็นเจ้าภาพงานจัดประชุมขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น IMF-WBG 2026 และ Gastech 2026 เพื่อใช้เป็นกลไกในการดึงดูดทุน องค์ความรู้ และทักษะขั้นสูง(Brain Gain) เข้าสู่ประเทศ โดยอาศัยจุดแข็งด้าน "ความมั่นคง ความเป็นกลาง และความเป็นเลิศด้านบริการ"

ความสำเร็จและความอยู่รอดของการท่องเที่ยวไทยในทศวรรษหน้า จะไม่สามารถประเมินผลสัมฤทธิ์จากจำนวนรวมของนักท่องเที่ยวเพียงมิติเดียว แต่จะถูกประเมินจากขีดความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงศักยภาพในการปรับตัวเพื่อรองรับคลื่นกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์โลก การรักษาดุลยภาพที่เหมาะสมระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและมิติด้านความมั่นคงแห่งชาติ ตลอดจนความสามารถในการรักษาสันติภาพเชิงโครงสร้างทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจชาติอย่างยั่งยืนต่อไป