thansettakij
thansettakij
ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

02 เม.ย. 69 | 00:24 น.
อัปเดตล่าสุด :02 เม.ย. 69 | 01:02 น.

ผู้ว่าททท.ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย ปี 2569 ยันฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง เผยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดันต้นทุนพุ่ง ปรับคาดการณ์ท่องเที่ยว ชี้หากสงครามยุติภายใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทย 30-34 ล้านคน ไทยเที่ยวไทยหดตัว 3% สร้างรายได้รวมอยู่ที่ราว 2.58 ล้านล้านบาท เร่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ลบภาพไทยพ้นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก พลิกโฉมสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ ขับเคลื่อน 5 มาตรการฝ่าวิกฤต

KEY

POINTS

  • ผู้ว่าททท.ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย ปี 2569 ยันฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง
  • ททท.ปรับคาดการณ์ชี้หากสงครามตะวันออกกลาง ยุติภายใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน 
  • เร่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ขับเคลื่อน 5 มาตรการฝ่าวิกฤต

ผู้ว่าททท.ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย ปี 2569 ยันฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง

วันนี้(วันที่ 2 เมษายน 2569) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในปี 2569 ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะ “ฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง

แม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น จากสัญญาณการฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะจากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และกิจกรรมท่องเที่ยวในช่วงต้นปี แต่การฟื้นตัวยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดียวกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าได้อย่างเต็มที่

ล่าสุดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ต่อสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงกลางปีนี้ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว

ประกอบกับแรงกดดันด้านต้นทุนและปัจจัยภายนอกประเทศที่ยังคงสูง ทั้งราคาพลังงาน ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราแลกเปลี่ยน การลดลงของดัชนีคาดการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยังไม่มีความต่อเนื่องและยังเปราะบางต่อแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569  ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ภายใต้การฟื้นตัว และแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ดังนี้

  • วิกฤตต้นทุนและภูมิรัฐศาสตร์

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเดินทาง และค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน นอกจากนี้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ยังส่งผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน หรือบินอ้อมพื้นที่เสี่ยง

ทำให้สถานการณ์ท่องเที่ยวในเดือนมีนาคม 2569 ตลาดท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล เช่น ยุโรปและอเมริกา เริ่มเห็นสัญญาณติดลบ หากสถานการณ์ยังไม่จบและมีสัญญาณบานปลาย

  • ความผันผวนของค่าเงินบาท

ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและผันผวนทำให้ประเทศไทยถูกมองว่ามีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่นและเวียดนาม ในขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ นักท่องเที่ยวจีนในช่วงต้นปี 2569 เติบโตต่อเนื่องกว่า 6.4 %

  • กำลังซื้อในประเทศที่จำกัด

ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงทำให้คนไทยปรับพฤติกรรมเป็นการท่องเที่ยวแบบ "สั้น ใกล้บ้าน และประหยัด" มากขึ้น

สถานการณ์ท่องเที่ยวไทย ปี 2569

ททท.ปรับคาดการณ์ ชี้หากสงครามยุติภายใน 1-3 เดือน ต่างชาติเที่ยวไทย 30-34 ล้านคน

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายการท่องเที่ยวในปี 2569 ททท.ได้ปรับคาดการณ์ กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติภายใน 1-3 เดือน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวไทย 30-34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมาย 18 % แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง จากการชะลอตัว ของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา

ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยจะมีการเดินทาง จำนวน 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย คาดว่าจะสร้างรายได้รวมราว 2.58 ล้านล้านบาท

เร่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาส พลิกโฉมสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

ทั้งนี้เพื่อให้ก้าวข้ามความท้าทายนี้ การฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะถัดไป ททท.จำเป็นต้องปรับแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ จากการมุ่งเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวไปสู่การให้ความสำคัญกับ “คุณค่าทางเศรษฐกิจ” และ “ความยั่งยืน” มากยิ่งขึ้น ได้แก่

  1. "Value over Volume" ไทยจะเปลี่ยนแกนการสื่อสารจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก (Mass Tourism) สู่การเป็น High-value Tourism มุ่งเน้นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เช่น Digital Nomad, Wellness & Health Tourism, และกลุ่ม Premium FIT ซึ่งจะทำให้เกิดการพำนักระยะยาว และเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวสูงขึ้น 
  2. การสื่อสารเชิงรุกและใช้เทคโนโลยี เพื่อลดช่องว่างระหว่างข่าวเชิงลบในโซเชียลมีเดียกับความเป็นจริง ททท. มุ่งใช้ Influencer และ KOL ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Xiaohongshu และ Douyin สำหรับตลาดจีน รวมถึง TikTok และ YouTube สำหรับตลาดตะวันตก เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นในประเด็นความปลอดภัย และจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5
  3. การกระจายรายได้สู่เมืองรอง (Community Plus) ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองในรูปแบบ “แพ็กเกจประสบการณ์สำเร็จรูป” ที่เชื่อมโยงการเดินทางและระบบ Digital Payment เข้าด้วยกัน เน้นการทำตลาดตาม Theme เฉพาะกลุ่ม เช่น สายมู สายกิน สายสุขภาพ สายกีฬา สายผจญภัย สายสันทนาการ & คอนเสิร์ต หรือสาย Slow Life 
  4. การพยุง SMEs ท่องเที่ยว โดยททท.จะทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างผู้ประกอบการ ภาคการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย เสริมสร้างศักยภาพและการสร้างความแตกต่างด้านบริการ เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ไปได้ รักษาผู้ประกอบการให้อยู่ในระบบ ลดการแข่งขันตัดราคา และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

ขับเคลื่อน 5 มาตรการฝ่าวิกฤต

นอกจากนี้ททท.ได้หารือกับ 10 หน่วยงานภาคเอกชน เพื่อนำเสนอมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

พร้อมข้อเสนอเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ของภาคการท่องเที่ยวไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ สมดุล และยั่งยืน พร้อมรองรับความผันผวนในอนาคต และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลพิจารณามาตรการที่เหมาะสมต่อไป

ผู้ว่าททท.ยังกล่าวต่อว่า  การพิจารณาแนวทางเพื่อกำหนดมาตรการการท่องเที่ยว จะประกอบด้วย 5 แนวทางหลัก ได้แก่ 

1.หลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและส่งผลกระทบต่อระบบการท่องเที่ยวโดยไม่จำเป็น โดยมุ่งป้องกันไม่ให้มาตรการด้านพลังงานกลายเป็นปัจจัยเร่งให้การเดินทางและการท่องเที่ยวชะงักงันในภาพรวม โดยเฉพาะจากความเสี่ยงด้านการขาดแคลนพลังงานในภาคการขนส่ง ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนการบินในเส้นทางระหว่างประเทศผ่านโครงการ “Thailand Summer Blast” อย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 

2.รักษาและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการต่ออายุวีซ่า (VISA) และการจัดทำโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมการพำนักในประเทศไทย ด้วย “มาตรการขยายระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ” ที่ยังคงเชื่อมั่นและยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย     

3.สนับสนุนการเดินทางระยะไกล และการเดินทางภายในภูมิภาคที่ก่อให้เกิดมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “Peace Tourism” ส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน สร้างสรรค์ และมีศักยภาพต่อการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางระหว่างประเทศ

4. ส่งเสริมการกระจายรายได้สู่เมืองรอง และพื้นที่ชุมชน ผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายใต้แนวคิด “ไทยเที่ยวไทย” และ “Community Plus” ด้วยการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ กลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัว และกลุ่มข้าราชการ ผ่านรูปแบบ Carpool เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

รวมถึงการชักชวนคนไทยเดินทางท่องเที่ยวใกล้บ้าน จุดประกายและยกระดับแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gems ทั่วประเทศ

5. ผลักดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งยกระดับคุณภาพของกิจกรรมการท่องเที่ยวและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งในเชิงคุณค่า

ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

ควบคู่กับการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความเชื่อมั่นในการเดินทาง ความปลอดภัย และมาตรฐานแหล่งพำนักรวมถึงการให้บริการที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาว และสินค้าการท่องเที่ยวกลุ่ม Health & Wellness ทั้งด้านการดูแลสุขภาพ การพักฟื้น และการท่องเที่ยวเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากทั่วโลก 

รวมทั้งททท. ได้จัดตั้ง “คณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน” เพื่อทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ ประเมินผลกระทบ ขับเคลื่อน กำกับ และติดตามการดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการวางฐานเชิงโครงสร้าง

เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการฟื้นตัวเชิงปริมาณไปสู่การฟื้นตัวเชิงคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืน เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลับมาเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวต่อไป