
ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต
ผู้ว่าททท.ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย ปี 2569 ยันฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง เผยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดันต้นทุนพุ่ง ปรับคาดการณ์ท่องเที่ยว ชี้หากสงครามยุติภายใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทย 30-34 ล้านคน ไทยเที่ยวไทยหดตัว 3% สร้างรายได้รวมอยู่ที่ราว 2.58 ล้านล้านบาท เร่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ลบภาพไทยพ้นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก พลิกโฉมสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ ขับเคลื่อน 5 มาตรการฝ่าวิกฤต
KEY
POINTS
- ผู้ว่าททท.ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย ปี 2569 ยันฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง
- ททท.ปรับคาดการณ์ชี้หากสงครามตะวันออกกลาง ยุติภายใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน
- เร่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ขับเคลื่อน 5 มาตรการฝ่าวิกฤต
ผู้ว่าททท.ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย ปี 2569 ยันฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง
วันนี้(วันที่ 2 เมษายน 2569) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในปี 2569 ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะ “ฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง”
แม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น จากสัญญาณการฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะจากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และกิจกรรมท่องเที่ยวในช่วงต้นปี แต่การฟื้นตัวยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดียวกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าได้อย่างเต็มที่
ล่าสุดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ต่อสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงกลางปีนี้ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว
ประกอบกับแรงกดดันด้านต้นทุนและปัจจัยภายนอกประเทศที่ยังคงสูง ทั้งราคาพลังงาน ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราแลกเปลี่ยน การลดลงของดัชนีคาดการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยังไม่มีความต่อเนื่องและยังเปราะบางต่อแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ภายใต้การฟื้นตัว และแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ดังนี้
- วิกฤตต้นทุนและภูมิรัฐศาสตร์
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเดินทาง และค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน นอกจากนี้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ยังส่งผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน หรือบินอ้อมพื้นที่เสี่ยง
ทำให้สถานการณ์ท่องเที่ยวในเดือนมีนาคม 2569 ตลาดท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล เช่น ยุโรปและอเมริกา เริ่มเห็นสัญญาณติดลบ หากสถานการณ์ยังไม่จบและมีสัญญาณบานปลาย
- ความผันผวนของค่าเงินบาท
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและผันผวนทำให้ประเทศไทยถูกมองว่ามีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่นและเวียดนาม ในขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ นักท่องเที่ยวจีนในช่วงต้นปี 2569 เติบโตต่อเนื่องกว่า 6.4 %
- กำลังซื้อในประเทศที่จำกัด
ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงทำให้คนไทยปรับพฤติกรรมเป็นการท่องเที่ยวแบบ "สั้น ใกล้บ้าน และประหยัด" มากขึ้น
ททท.ปรับคาดการณ์ ชี้หากสงครามยุติภายใน 1-3 เดือน ต่างชาติเที่ยวไทย 30-34 ล้านคน
นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายการท่องเที่ยวในปี 2569 ททท.ได้ปรับคาดการณ์ กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติภายใน 1-3 เดือน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวไทย 30-34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมาย 18 % แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง จากการชะลอตัว ของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา
ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยจะมีการเดินทาง จำนวน 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย คาดว่าจะสร้างรายได้รวมราว 2.58 ล้านล้านบาท
เร่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาส พลิกโฉมสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ
ทั้งนี้เพื่อให้ก้าวข้ามความท้าทายนี้ การฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะถัดไป ททท.จำเป็นต้องปรับแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ จากการมุ่งเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวไปสู่การให้ความสำคัญกับ “คุณค่าทางเศรษฐกิจ” และ “ความยั่งยืน” มากยิ่งขึ้น ได้แก่
- "Value over Volume" ไทยจะเปลี่ยนแกนการสื่อสารจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก (Mass Tourism) สู่การเป็น High-value Tourism มุ่งเน้นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เช่น Digital Nomad, Wellness & Health Tourism, และกลุ่ม Premium FIT ซึ่งจะทำให้เกิดการพำนักระยะยาว และเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวสูงขึ้น
- การสื่อสารเชิงรุกและใช้เทคโนโลยี เพื่อลดช่องว่างระหว่างข่าวเชิงลบในโซเชียลมีเดียกับความเป็นจริง ททท. มุ่งใช้ Influencer และ KOL ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Xiaohongshu และ Douyin สำหรับตลาดจีน รวมถึง TikTok และ YouTube สำหรับตลาดตะวันตก เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นในประเด็นความปลอดภัย และจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5
- การกระจายรายได้สู่เมืองรอง (Community Plus) ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองในรูปแบบ “แพ็กเกจประสบการณ์สำเร็จรูป” ที่เชื่อมโยงการเดินทางและระบบ Digital Payment เข้าด้วยกัน เน้นการทำตลาดตาม Theme เฉพาะกลุ่ม เช่น สายมู สายกิน สายสุขภาพ สายกีฬา สายผจญภัย สายสันทนาการ & คอนเสิร์ต หรือสาย Slow Life
- การพยุง SMEs ท่องเที่ยว โดยททท.จะทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างผู้ประกอบการ ภาคการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย เสริมสร้างศักยภาพและการสร้างความแตกต่างด้านบริการ เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ไปได้ รักษาผู้ประกอบการให้อยู่ในระบบ ลดการแข่งขันตัดราคา และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
ขับเคลื่อน 5 มาตรการฝ่าวิกฤต
นอกจากนี้ททท.ได้หารือกับ 10 หน่วยงานภาคเอกชน เพื่อนำเสนอมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
พร้อมข้อเสนอเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ของภาคการท่องเที่ยวไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ สมดุล และยั่งยืน พร้อมรองรับความผันผวนในอนาคต และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลพิจารณามาตรการที่เหมาะสมต่อไป
ผู้ว่าททท.ยังกล่าวต่อว่า การพิจารณาแนวทางเพื่อกำหนดมาตรการการท่องเที่ยว จะประกอบด้วย 5 แนวทางหลัก ได้แก่
1.หลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและส่งผลกระทบต่อระบบการท่องเที่ยวโดยไม่จำเป็น โดยมุ่งป้องกันไม่ให้มาตรการด้านพลังงานกลายเป็นปัจจัยเร่งให้การเดินทางและการท่องเที่ยวชะงักงันในภาพรวม โดยเฉพาะจากความเสี่ยงด้านการขาดแคลนพลังงานในภาคการขนส่ง ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนการบินในเส้นทางระหว่างประเทศผ่านโครงการ “Thailand Summer Blast” อย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569
2.รักษาและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการต่ออายุวีซ่า (VISA) และการจัดทำโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมการพำนักในประเทศไทย ด้วย “มาตรการขยายระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ” ที่ยังคงเชื่อมั่นและยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย
3.สนับสนุนการเดินทางระยะไกล และการเดินทางภายในภูมิภาคที่ก่อให้เกิดมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “Peace Tourism” ส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน สร้างสรรค์ และมีศักยภาพต่อการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางระหว่างประเทศ
4. ส่งเสริมการกระจายรายได้สู่เมืองรอง และพื้นที่ชุมชน ผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายใต้แนวคิด “ไทยเที่ยวไทย” และ “Community Plus” ด้วยการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ กลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัว และกลุ่มข้าราชการ ผ่านรูปแบบ Carpool เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
รวมถึงการชักชวนคนไทยเดินทางท่องเที่ยวใกล้บ้าน จุดประกายและยกระดับแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gems ทั่วประเทศ
5. ผลักดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งยกระดับคุณภาพของกิจกรรมการท่องเที่ยวและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งในเชิงคุณค่า
ควบคู่กับการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความเชื่อมั่นในการเดินทาง ความปลอดภัย และมาตรฐานแหล่งพำนักรวมถึงการให้บริการที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาว และสินค้าการท่องเที่ยวกลุ่ม Health & Wellness ทั้งด้านการดูแลสุขภาพ การพักฟื้น และการท่องเที่ยวเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากทั่วโลก
รวมทั้งททท. ได้จัดตั้ง “คณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน” เพื่อทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ ประเมินผลกระทบ ขับเคลื่อน กำกับ และติดตามการดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการวางฐานเชิงโครงสร้าง
เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการฟื้นตัวเชิงปริมาณไปสู่การฟื้นตัวเชิงคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืน เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลับมาเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวต่อไป







