
ไมเนอร์ ทุ่ม 400 ล้าน รีโนเวทใหญ่ อนันตรา หัวหิน เปิดจุดขายใหม่ ดันค่าห้องพักพุ่ง 40%
ไมเนอร์ ทุ่ม 400 ล้านบาท รีโนเวทใหญ่โรงแรม อนันตรา หัวหิน พร้อมเปิดโฉมชูจุดขายใหม่ ขยายฐานนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ดันค่าห้องพักพุ่ง 40% ทั้งเผยขัดแย้งตะวันออกกลางมีทั้งผลกระทบ และโอกาส ซึ่งโรงแรมต้องยืดหยุ่นปรับตัวให้เร็ว
ลงทุน 400 ล้านบาท รีโนเวท อนันตรา หัวหิน
นายเจมส์ ซัตคลิฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไป อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ในเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) กล่าวว่า โรงแรม อนันตรา หัวหิน ได้เปิดตัวโรงแรมโฉมใหม่ หลังจากรีโนเวทโรงแรมครั้งใหญ่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแล้วเสร็จ ภายใต้งบลงทุนราว 400 ล้านบาท
การปรับปรุง โรงแรม บนพื้นที่รวม 36 ไร่ครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่เพื่อยกระดับรีสอร์ทในทุกมิติ ทั้งด้านดีไซน์ สิ่งอำนวยความสะดวก และประสบการณ์ของผู้เข้าพัก
โดยยังคงเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมสไตล์ “หมู่บ้านไทยริมทะเล” ซึ่งเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของรีสอร์ทไว้ได้อย่างงดงาม ผสานเข้ากับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่
การปรับปรุงครั้งนี้เปลี่ยนโฉมจากความเป็นไทยแบบดั้งเดิม (Classical Thai) มาเป็น ไทยร่วมสมัย (Modern Thai) ที่มีความสดใสและเข้าถึงง่ายมากขึ้น ซึ่งดึงดูดกลุ่มลูกค้าคนไทยรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี
ทั้งยังเป็นก้าวสำคัญในโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปีของแบรนด์อนันตรา เนื่องจากอนันตรา หัวหิน เป็นรีสอร์ทแห่งแรกของแบรนด์อนันตรา ในเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ ที่ก่อตั้งแบรนด์มาตั้งแต่ปี 2544
ประกอบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับลักชัวรีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่นักเดินทางมองหาประสบการณ์ที่ออกแบบเฉพาะตัวมากขึ้น จากเดิมที่เน้นเพียงจุดหมายปลายทาง สู่การเลือกสถานที่พักที่สามารถสะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความหมายของการเดินทางได้อย่างแท้จริง
แนวโน้มดังกล่าวทำให้รีสอร์ทระดับลักชัวรีทั่วโลกปรับตัวจากการนำเสนอที่พัก ไปสู่การสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ครบมิติ
การพัฒนาในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมศักยภาพของแบรนด์อนันตราในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับประสบการณ์การเข้าพักให้ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ และตอกย้ำบทบาทของหัวหินในฐานะจุดหมายปลายทางการพักผ่อนชั้นนำของประเทศไทยบนเวทีการท่องเที่ยวระดับสากล
สำหรับการรีโนเวทในครั้งนี้นอกเหนือจากการปรับปรุงห้องพักทุกห้อง ทางรีสอร์ทยังได้เปิดตัวห้องพักรูปแบบใหม่ ได้แก่ Pool Access Room, Two-Bedroom Family Suites และ Two-Bedroom Family Pool Suite
โดยออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งกลุ่มคู่รัก ครอบครัว และลูกค้าห้องสวีทจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การใช้บริการในคลับแอคเซส ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ทั้งนี้หลังการรีโนเวท ปัจจุบันอนันตรา หัวหิน ได้ปรับลดจำนวนห้องพักจาก 196 ห้อง เหลือ 171 ห้อง เพื่อสร้างห้องพักใหม่ ที่เป็นห้องสวีทแบบ 2 ห้องนอน (Two-Bedroom Suites) ซึ่งได้จากการทุบห้องพักเดิม 3 ห้องรวมกันให้เป็นห้องเดียวที่กว้างขวางขึ้น
ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อน และได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากห้องสวีท 2 ห้องนอนสำหรับโรงแรมระดับลักชัวรีในหัวหินหาได้ยาก
นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มร้านอาหารใหม่ Sea.Fire.Salt เป็นร้านอาหารสไตล์กริลล์ริมหาดพร้อมรูฟท็อปบาร์ ซึ่งเป็นคอนเซปต์ซิกเนเจอร์ของแบรนด์อนันตรา
ขณะที่ Rim Nam ห้องอาหารไทยต้นตำรับยังคงนำเสนอเสน่ห์ของอาหารไทยท่ามกลางบรรยากาศงดงามริมสายน้ำ ถ่ายทอดประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทย
รวมไปถึงการขยายพื้นที่ Kids Club การเพิ่มกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น หน้าผาจำลอง ฟาร์มขนาดเล็ก การยิงธนู และปาเป้า ซึ่งให้บริการฟรีสำหรับลูกค้า
โรงแรมจะเน้นขยายฐานนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม โรงแรมยังคงรักษากลุ่มลูกค้าคู่รักด้วยโซนเฉพาะสำหรับผู้ใหญ่ (Adults-only area) เพื่อความสมดุล
หลังปรับปรุงโรงแรม ราคาห้องพักพุ่ง 40%
นายซัตคลิฟฟ์ กล่าวต่อว่า หลังการรีโนเวทโรงแรม ยังทำให้สามารถขายราคาห้องพักเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับก่อนรีโนเวท โดยมีราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ประมาณ 7,000 บาท ซึ่งจัดอยู่ในระดับเดียวกับโรงแรมหรูชั้นนำ 5 อันดับแรกในหัวหิน
โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก (Q1) ปีนี้อนันตรา หัวหินขยับราคาห้องพักสูงขึ้นเกือบ 50% (หรือประมาณ 47%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
สำหรับราคาเริ่มต้นของห้องพักประเภทใหม่ ห้องสวีทแบบ 2 ห้องนอน ไม่มีสระว่ายน้ำ ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 18,000 บาทต่อคืน แต่ถ้าเป็น
ห้องสวีทแบบ 2 ห้องนอน พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 21,000 บาทต่อคืน
อีกทั้งยังพบว่าหลังการปรับปรุงโรงแรมเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทย (Domestic Market) ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 45-50% จากเดิมที่ 35% เนื่องจากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความทันสมัย (Modern Thai) เข้าถึงรสนิยมคนไทยได้มากขึ้น
ขณะที่ตลาดระยะไกล (Long-haul) จากยุโรปและอังกฤษยังคงแข็งแกร่ง โดยมีระยะเวลาเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 6.5 คืน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดทั่วไป
รวมทั้งจะเห็นว่าพฤติกรรมการจอง โรงแรมของนักท่องเที่ยวจะมีระยะเวลาการจองล่วงหน้า (Lead time) สั้นลงเหลือประมาณ 6 เดือน จากเดิมที่เคยจองล่วงหน้า 12-18 เดือน จึงต้องปรับกลยุทธ์การขายให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โรงแรมใช้กลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นการสร้าง "ความคุ้มค่า" (Value for Money)
ก้าวต่อไปของอนันตรา หัวหิน มุ่งพัฒนาประสบการณ์การพักผ่อนที่ตอบรับเทรนด์การท่องเที่ยวระดับโลก ทั้ง Wellness Travel และการเดินทางพักระยะยาว โดยรีสอร์ทยังเตรียมกิจกรรมและข้อเสนอพิเศษตลอดทั้งปี
เพื่อเชิญชวนนักเดินทางกลับมาสัมผัสเสน่ห์ของหัวหิน ผ่านประสบการณ์ Luxury Seaside Retreat ที่ร่วมสมัยและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
อย่างเรื่องของ Wellness จะทำงานร่วมกับโรงแรมในเครืออย่าง Avani+ หัวหินเพื่อนำเสนอโปรแกรมสุขภาพ เช่น IV Drip เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการพักผ่อนแบบองค์รวม หรือการส่งลูกค้าจาก Avani+ มาใช้บริการสปา ของอนันตรา หัวหิน ซึ่งสามารถขายแพ็คเกจเชื่อมโยงกันได้
โรงแรมปรับกลยุทธ์ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ผู้จัดการทั่วไปอนันตรา หัวหิน รีสอร์ท กล่าวว่า แม้จะเริ่มเห็นผลกระทบในด้านการเดินทางบ้าง เริ่มมีการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง (Postponement) ของนักท่องเที่ยวในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของตลาดระยะไกล (Long-haul) เช่น ยุโรปและอังกฤษ
สาเหตุหลักไม่ได้มาจากความกังวลต่อจุดหมายปลายทางในประเทศไทย แต่เกิดจาก ปัญหาด้านเส้นทางการบิน เนื่องจากนักท่องเที่ยวยุโรปจำนวนมากนิยมใช้สายการบินอย่าง Emirates หรือ Qatar Airways ซึ่งต้องต่อเครื่องที่ดูไบหรือโดฮา
เมื่อการเดินทางผ่านศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางเกิดความไม่แน่นอน นักท่องเที่ยวจึงเลือกที่จะรอดูสถานการณ์หรือเลื่อนการเดินทางไปในช่วงอื่นของปีแทน เช่น เดือนตุลาคมหรือกรกฎาคม
แต่ในขณะเดียวกันปัจจัยบวกมาทดแทน จากนักท่องเที่ยวบางส่วนที่เดินทางมาถึงไทยแล้วแต่ไม่สามารถบินกลับผ่านตะวันออกกลางได้ ได้ตัดสินใจขยายเวลาพักผ่อนในโรงแรมต่อไป
รวมถึงเริ่มมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดิมวางแผนจะไปพักผ่อนในตะวันออกกลาง เปลี่ยนใจเลือกเดินทางมายังประเทศไทย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน เพราะมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยกว่าในขณะนี้
ขณะที่ยอดการจองในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นเทศกาลอีสเตอร์และสงกรานต์ยังไม่มีการยกเลิกอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากนักท่องเที่ยวยังมีความหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ดังนั้นภาพรวมยังถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจและมีการเติบโตเมื่อเทียบปีต่อปี โดยโรงแรมพร้อมที่จะปรับตัวตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เพราะตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าความขัดแย้งจะจบเมื่อไหร่ เราก็ต้องมีความยืดหยุ่น และเตรียมแผนรับมือ
ทั้งนี้เครือไมเนอร์ (Minor) มีประสบการณ์สูงในการผ่านวิกฤตมามากมาย ตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจโลกไปจนถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางบานปลายจนส่งผลกระทบต่อราคาตั๋วเครื่องบินหรือความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศ
โรงแรมพร้อมที่จะเบนเข็มกลับมาโฟกัสที่ตลาดในประเทศ (Domestic Market) อย่างเต็มที่ เหมือนที่เคยประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงโควิด เนื่องจากหัวหินเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวไทยสามารถขับรถมาเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการเดินทางทางอากาศ
“เราเชื่อว่า ในวิกฤตยังมีโอกาส ตอนนี้เอฟเฟกต์เกิดในหลายประเทศทั่วโลก แต่ในหลายสถานการณ์ท้าทาย ต้องปรับตัวให้เร็ว เช่น สมมติเสียตลาดตะวันออกกลาง ก็ต้องหาตลาดอื่นมาทดแทน แต่ปัจจุบันลูกค้าตะวันออกกลาง ไม่ใช่ Top 10 ของอนันตราหัวหิน”
เน้นพัฒนาท่องเที่ยวใส่ใจสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ยังคงเดินหน้าพัฒนาแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้มาตรฐาน Green Globe ซึ่งครอบคลุมการบริหารจัดการทรัพยากร
การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวระดับลักชัวรีและการดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
โรงแรมยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการดำเนินงานเบื้องหลัง (Back of house) เช่น การลงทุนในระบบทำความเย็น (Chiller Plant) ใหม่ที่ประหยัดพลังงานขึ้น 15% การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บริเวณที่จอดรถและอาคารสนับสนุน ระบบบำบัดน้ำในสระว่ายน้ำแบบไร้สารเคมี (UV Filtration)
อีกทั้งเรายังมองถึงการรักษาพนักงานเดิมไว้ทั้งหมด อย่างในช่วงรีโนเวท ก็ไม่มีการเลิกจ้าง ซึ่งพนักงานกว่า 50% ทำงานที่นี่มานานกว่า 2-5 ปี และบางคนอยู่มาตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ






