
เอกชน ชงรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม ดันนโยบาย "CICC D" ปรับสู่ท่องเที่ยวคุณภาพ
เอกชน ชงรัฐบาลปรับโครงสร้างรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมดันยุทธศาสตร์ “CICC D” 5 ด้าน เชื่อมโครงข่ายการเดินทาง ยกระดับความปลอดภัย ใช้ดิจิทัลหนุนท่องเที่ยวไทยแข่งขันในภูมิภาค
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนเสนอให้รวมกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน และปรับกระทรวงกีฬาเป็นกรมภายใต้สังกัด เพื่อให้การบริหารนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
- ผลักดันนโยบาย “ทำ ซิ ดี” (CICC D) ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์ 5 ด้าน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและยั่งยืน
- เปลี่ยนเป้าหมายจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว (Mass Tourism) ไปสู่การดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูง เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างแท้จริง
- มุ่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงเมืองหลัก-เมืองรอง, ยกระดับภาพลักษณ์ความปลอดภัย, สร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน และพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็ก (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีแรงงานในระบบกว่า 3.9 ล้านคน และภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้รวมหลายล้านล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีมูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตามท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน ไทยจำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างการบริหารและแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว เสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยควรรวมกระทรวงวัฒนธรรมเข้ากับกระทรวงการท่องเที่ยว เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมอัตลักษณ์และทรัพยากรด้านวัฒนธรรมที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการท่องเที่ยว
ขณะเดียวกันเสนอให้ปรับโครงสร้างด้านกีฬา โดยเปลี่ยนกระทรวงกีฬาให้เป็น “กรมการกีฬา” อยู่ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อให้การบริหารนโยบายมีทิศทางเดียวกันและสามารถเชื่อมโยงการพัฒนาการท่องเที่ยวกับกิจกรรมด้านกีฬาได้มากขึ้น
นอกจากนี้ยังเสนอให้นายกรัฐมนตรีเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการขับเคลื่อนนโยบายผ่านคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ซึ่งเป็นกลไกระดับนโยบายสูงสุดในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของประเทศ โดยเห็นว่าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมักมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม แต่ในสถานการณ์ที่การท่องเที่ยวไทยต้องแข่งขันอย่างหนักกับหลายประเทศในภูมิภาค ผู้นำรัฐบาลควรเข้ามาเป็นผู้กำหนดทิศทางและประสานการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
พร้อมกันนี้ นายสรเทพยังได้เสนอแนวคิดเชิงนโยบายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ภายใต้ชื่อ “ทำ ซิ ดี” หรือ CICC D ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ ครอบคลุม 5 ด้านสำคัญ
ด้านแรก Connecting Journey มุ่งพัฒนาโครงข่ายการเดินทางให้เชื่อมโยงกันทั้งระบบ เพื่อสร้างการเดินทางแบบไร้รอยต่อ โดยปัจจุบันการเดินทางในหลายภูมิภาคยังมีข้อจำกัด เช่น การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงรายยังไม่มีเส้นทางรถไฟตรง ต้องเปลี่ยนขบวนที่ลำปางหรือเชียงใหม่ ขณะที่การเดินทางจากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอนยังต้องพึ่งพารถโดยสารหรือรถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดหลักเพียงไม่กี่แห่ง
จึงเสนอให้พัฒนาโครงข่ายคมนาคมทั้งทางราง ทางถนน ทางอากาศ และทางน้ำให้เชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งเสนอให้นำรถไฟมือสองจากญี่ปุ่นหลายคันที่ไทยได้รับมา ให้ปรับปรุงและนำไปจัดระบบเดินรถเชื่อมจังหวัดในภูมิภาค เช่น การจัดเส้นทางเดินรถแบบวงรอบในแต่ละภูมิภาค เพื่อเชื่อมเมืองท่องเที่ยวหลายจังหวัดเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางสู่เมืองรองสะดวกขึ้นและกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวได้มากขึ้น
ด้านที่สอง Image of Safety เน้นการยกระดับภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของประเทศไทย โดยมองว่าในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในตลาดจีนและเอเชีย ยังได้รับผลกระทบ จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบดูแลความปลอดภัย เช่น การจัดตั้ง Smart Tourism Safety Center การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยว และระบบสื่อสารสถานการณ์ฉุกเฉินแบบเรียลไทม์ เช่น กรณีภัยพิบัติ น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ด้านที่สาม Collaboration มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เนื่องจากที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานยังทำงานแยกส่วน ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน จึงควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านการท่องเที่ยว และส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวมากขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้หน่วยงานท้องถิ่น เช่น อบต. และ อบจ. เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและโปรโมตการท่องเที่ยวในพื้นที่
ยกตัวอย่างแนวทางของประเทศญี่ปุ่น ที่แต่ละจังหวัดร่วมกันใช้งบประมาณส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากเมืองหลักไปยังจังหวัดอื่นในภูมิภาคเดียวกัน
ด้านที่สี่ Change Working Operation เป็นการปรับแนวทางบริหารการท่องเที่ยวจากเดิมที่เน้น Mass Tourism หรือจำนวนนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและยั่งยืน หรือ High Value Sustainable Tourism โดยปรับตัวชี้วัดความสำเร็จจากเดิมที่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว มาเป็นการวัดรายได้จากการท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวภายในประเทศ
ทั้งนี้ควรมุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีการใช้จ่ายในประเทศสูง เพื่อสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
ส่วนด้านสุดท้าย Digital Platform เป็นการยกระดับระบบดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ เนื่องจากไทยยังขาดแพลตฟอร์มกลาง เช่น ระบบจองที่พักของผู้ประกอบการไทย ระบบ Smart Visa รวมถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูลนักท่องเที่ยว เพื่อคาดการณ์ปริมาณนักท่องเที่ยวและบริหารจัดการความหนาแน่นของแหล่งท่องเที่ยว
นายสรเทพ กล่าวว่า หากนโยบายดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง จะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างการท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “จำนวนนักท่องเที่ยวจำนวนมาก” ไปสู่ “นักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูง” พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น และยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว โดยปรับแนวคิดจากการขายเพียงสถานที่ท่องเที่ยว มาเป็นการสร้างประสบการณ์และคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย

